นายกฯ แถลงนโยบาย ย้ำยึดมั่นสถาบัน-นิติธรรม เลิก MOU 44

การเมือง ข่าว

 

นายกฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ย้ำยึดมั่นสถาบัน-นิติธรรม เร่งงบฯ 69 เยียวยาผลกระทบโลก ดันคนละครึ่งพลัส -ทบทวน Free Visa-ศึกษายกเลิก MoU 44

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม พร้อมบริหารราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ รัฐบาลจึงเตรียมเร่งดำเนินการโอนงบประมาณปี 2569 เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรมาใช้บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมออกมาตรการเยียวยา และหารือภาคเอกชนเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และปรับโครงสร้างงบประมาณให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาประเทศอย่างแท้จริง ควบคู่กับการใช้จ่ายภายใต้วินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

 

ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเตรียมเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบครบวงจร สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนการอนุญาตต่าง ๆ ให้สะดวก โปร่งใส เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าผลักดันไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและตลาดทุนให้ทันสมัย เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้านโยบาย “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก” สร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่ ขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ขณะที่ภาคการเกษตร รัฐบาลจะผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ “เกษตรแม่นยำ” ใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data ในการวางแผนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

 

ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลก เน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าปริมาณ พร้อมยกระดับความปลอดภัย มาตรฐานบริการ และส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

 

ในมิติการต่างประเทศและความมั่นคง รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเชิงรุก สร้างสมดุลความสัมพันธ์กับทุกขั้วอำนาจ พร้อมผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MoU 2544 ไทย-กัมพูชา และทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า เพื่อสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับความมั่นคงชายแดน

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา เปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและโอกาสศึกษาต่อ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังพลและปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

 

ด้านสังคม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านนโยบาย “เรียนฟรีมีงานทำ” ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องตลาดแรงงานในอนาคต พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

ด้านสาธารณสุข รัฐบาลจะยกระดับระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ทุกที่อย่างรวดเร็ว พร้อมปฏิรูประบบประกันสังคมให้ทันสมัย โปร่งใส และครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม รองรับรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งสร้างสังคมเข้มแข็ง รองรับสังคมสูงวัย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และส่งเสริมเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ รัฐบาลจะนำ Big Data และ AI มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและพยากรณ์อากาศ พัฒนาระบบเตือนภัย และผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมพลังงานสะอาด

ในส่วนของการบริหารภาครัฐ รัฐบาลเตรียมผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และยกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

 

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลจะบริหารประเทศโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมทุ่มเททุกศักยภาพเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง และขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยสามารถ “ตั้งตัวได้” และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่