ศบก.ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเดือด ช่วยคนไทยพ้นพื้นที่เสี่ยงแล้ว 322 ราย ขณะ ก.แรงงาน แจงสิทธิช่วยเหลือแรงงานกลับประเทศจากภาวะสงคราม
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงสถานการณ์ล่าสุดว่าความรุนแรงในภูมิภาคยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยมีการแลกเปลี่ยนโจมตีด้วยขีปนาวุธในหลายประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล คูเวต และเลบานอน และยังไม่มีสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายจะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ในด้านการเดินทางทางอากาศ ขณะนี้มีการเปิดเส้นทางบินฉุกเฉินเพื่อช่วยอพยพผู้โดยสารตกค้าง โดยสายการบินกาตาร์ได้เปิดเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพฯ–โดฮา เพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารซึ่งได้เริ่มทำการบินเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างติดตามความเป็นไปได้ในการเปิดเที่ยวบินเส้นทางโดฮา–กรุงเทพฯ เพื่อพาคนไทยที่ตกค้างเดินทางกลับประเทศ
นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน จึงขอให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วและแจ้งข้อมูลการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในพื้นที่
สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน กลุ่มคนไทยชุดแรกจำนวน 29 คน ได้เดินทางออกจากกรุงเตหะรานและเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมาและในวันที่ 10 มีนาคม จะมีคนไทยเดินทางกลับเพิ่มเติมอีก 23 คน นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีกกลุ่มที่เดินทางออกจากอิหร่านไปยังประเทศตุรกี ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยโดยภาพรวมขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างในภูมิภาคตะวันออกกลางและได้รับความช่วยเหลือออกจากพื้นที่แล้วรวมทั้งสิ้น 322 คน
กระทรวงการต่างประเทศ ยังขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการชุมนุมในสถานที่เสี่ยงที่อาจเกิดความขัดแย้ง พร้อมย้ำว่าการแสดงความคิดเห็นควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยของคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่
ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางรวม 67,043 คน โดยมีแรงงานที่แจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยผ่านสถานเอกอัครราชทูตแล้ว 941 คน โดยขณะนี้มีแรงงานไทยเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว 1 คน เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ส่วนแรงงานไทยจากอิหร่านจำนวน 41 คน มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 มีนาคม ขณะที่แรงงานไทยในซาอุดีอาระเบียจำนวน 205 คน และในอิสราเอลจำนวน 23 คน ยังคงอยู่ระหว่างการรอกำหนดการเดินทางกลับ
กระทรวงแรงงานเตรียมมาตรการรองรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศ โดยจะมีเจ้าหน้าที่รอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง พร้อมให้แรงงานลงทะเบียนผ่านระบบและ QR Code เพื่อแจ้งความประสงค์ในการหางานทำในประเทศ การเดินทางกลับไปทำงานต่างประเทศเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หรือเข้ารับการฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เช่น การฝึกภาษา จากนั้นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจะเข้ามาดูแลตามความต้องการ โดยกรมการจัดหางานจะช่วยหางานในประเทศหรือจัดหางานในต่างประเทศ ส่วนกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะดูแลด้านการฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะ
นอกจากนี้ แรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ยังมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ หากต้องเดินทางกลับจากสถานการณ์สงคราม โดยจะได้รับเงินสงเคราะห์ รายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพจะได้รับเงินช่วยเหลือ 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินช่วยเหลือ 40,000 บาท รวมถึงค่าจัดการศพในต่างประเทศตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท
ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานยังได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ให้ข้อมูลกับครอบครัวแรงงานไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมแนะนำให้แรงงานไทยในต่างประเทศอัปเดตแอปพลิเคชัน “Smart TOEA” เพื่อให้สามารถรับข่าวสารและแจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง 3 แห่ง ซึ่งทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานการช่วยเหลือและดูแลแรงงานไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews