ปชน.บี้ กกต. แจงปมพิรุธบาร์โค้ด พร้อมสู้เลือกตั้งใหม่

การเมือง ข่าว

 

มือกฎหมาย ปชน.ชี้ บัตรเขย่งกว่า 3 แสนใบผิดธรรมชาติ ส่อเลือกตั้งไม่สุจริต ย้ำเลือกตั้งใหม่ไร้เลขบัตรสีชมพู เป็นหลักฐานชัด เลือกตั้ง 8 ก.พ. มีปัญหาจริง บี้ กกต. แจงปมพิรุธบาร์โค้ด ชี้อาจซ้ำรอยเลือกตั้งปี 49 พร้อมสู้เลือกตั้งใหม่หากโมฆะ

 

นายธีระ สุธีวรางกูร สมาชิกทีมเฉพาะกิจตรวจสอบการนับคะแนนเลือกตั้ง และทีมกฎหมายพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นบัตรเลือกตั้งสีชมพู ที่ไม่มีการระบุหมายเลขบนต้นขั้วบัตร แต่ยังสามารถสแกนบาร์โค้ดได้ ว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างชัดเจน

โดยก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ชี้แจงแล้วว่า การที่บัตรเลือกตั้งใหม่ไม่มีการระบุหมายเลขที่ต้นขั้วบัตร แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีเลขกำกับบัตร ซึ่งแตกต่างจากการ เลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีทั้งหมายเลขบนต้นขั้วและหมายเลขบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้

เมื่อบัตรเลือกตั้งใหม่ไม่มีต้นขั้ว จึงไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเป็นผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถอนุมานได้ว่า มีความเป็นไปได้ในการสืบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิในบัตรแต่ละใบ ถือเป็นหลักฐานหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ในการฟ้องคดีต่อศาล เพื่อยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวมีปัญหาจริง

นายธีระ ยังกล่าวถึงประเด็น “บัตรเขย่ง” ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าความแตกต่างระหว่างจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งกับจำนวนบัตรที่ขานคะแนนนั้น เกิดจากสาเหตุใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบ หากพบว่าบัตรที่เกินมามีความผิดปกติ และเกิดจากการกระทำของบุคคลหรือหน่วยงานใด ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ก็ต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง และหากไม่สามารถอธิบายที่มาของบัตรเขย่งจำนวนมากได้ ก็สามารถอนุมานได้ว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและไม่เที่ยงธรรม

นายธีระ ยอมรับว่า ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดสัดส่วนของบัตรเขย่งไว้อย่างชัดเจน แต่หากพิจารณาตามสามัญสำนึก หากบัตรเขย่งเพียง 2–3 ใบ อาจอธิบายได้ว่าเป็นความคลาดเคลื่อนจากความผิดพลาด ของมนุษย์ แต่หากจำนวนแตกต่างกันเป็นหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่น โดยไม่มีคำชี้แจงที่สมเหตุสมผล ย่อมถือเป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ว่าบัตรเขย่งดังกล่าว “ผิดธรรมชาติ”

“บัตรเขย่งในลักษณะนี้ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงของผู้มาใช้สิทธิ แต่เป็นผลจากบัตรที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนไปกาแทน ซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักสุจริตและเที่ยงธรรม”

ส่วนข้อมูลของนักวิชาการที่ระบุว่ามีบัตรเขย่งทั่วประเทศมากกว่า 300,000 ใบ จะเข้าข่ายเหตุให้ กกต. สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ นายธีระ กล่าวว่า จำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายเขตและรายหน่วยเลือกตั้ง เพราะบางพื้นที่อาจเขย่งเพียงหลักร้อย ขณะที่บางเขตอาจสูงถึงหลักพัน แต่ยอมรับว่าในภาพรวม จำนวนบัตรเขย่งกว่า 3 แสนใบ ถือเป็นตัวเลขที่ผิดปกติอย่างมาก ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน พบว่า มีบัตรเขย่งในจำนวนที่น้อยกว่ามาก หากนำข้อเท็จจริงนี้ไปพิจารณาในชั้นศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง ศาลอาจอนุมานได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เพียงไม่เป็นไปโดยลับเท่านั้น แต่ยังไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง

นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระเบียบของ กกต. ไม่ได้กำหนดสัดส่วนบัตรเขย่งไว้เป็นตัวเลขตายตัว แต่กฎหมายให้อำนาจ กกต. ในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หากพบว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต และไม่เที่ยงธรรม ซึ่งในมุมมองส่วนตัว บัตรเขย่งตั้งแต่ระดับหลักพันขึ้นไป ถือเป็นเหตุเพียงพอที่ กกต. จะใช้ดุลพินิจสั่งเลือกตั้งใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเลือกตั้งผ่านมาร่วมสองสัปดาห์ ยังไม่ปรากฏท่าทีหรือความชัดเจนจาก กกต. ว่า ได้พิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับบัตรเขย่งแล้วหรือไม่ ทำให้เกิดคำถามต่อสังคมถึงการทำหน้าที่ ขององค์กรจัดการเลือกตั้ง

นายธีระ ระบุด้วยว่า ขณะนี้ประเด็นดังกล่าวอาจบานปลายไปถึงการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ หรือมีลักษณะคล้ายกับการเลือกตั้ง เมื่อปี 2549 ก็อาจนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงรายเขตเท่านั้น

นอกจากนี้ นายธีระ ยังกล่าวถึงแนวทางการรองรับกรณีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะหรือไม่ โดยระบุว่า ขณะนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว พรรคประชาชนจึงต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ

นายธีระ กล่าวว่า พรรคประชาชนยืนยันมาโดยตลอดว่า การใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ อาจเข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ อันเป็นหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ก็มีแนวโน้มที่จะถูกวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ หากพิจารณาเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองในกรณีการเลือกตั้งปี 2549 จะพบว่า เมื่อการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ศาลมีอำนาจเพิกถอนการเลือกตั้งและสั่งให้ จัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน

นายธีระ ระบุว่า หากศาลเห็นว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีคำสั่งเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งหมด พรรคประชาชนก็มีความพร้อมในฐานะพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครเข้าสู่สนามเลือกตั้งใหม่ทันที

อย่างำรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว จะขัดต่อข้อกฎหมายหรือไม่ นายธีระ ชี้แจงว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและสั่งเพิกถอนการเลือกตั้ง กกต. มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัย และใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่จำเป็น ต้องตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด

ส่วนประเด็นความรับผิดทางกฎหมายของ กกต. หากการเลือกตั้งถูกวินิจฉัยว่ามีปัญหา นายธีระ กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจากการจัดการเลือกตั้งที่มีปัญหา เรื่องดังกล่าวอาจถูกนำไปพิจารณาต่อในศาลยุติธรรม ซึ่งศาลจะพิจารณาอีกชั้นหนึ่งว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือไม่

นายธีระ ย้ำว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่า กกต. จะต้องรับผิดทางอาญาเสมอไป เนื่องจากกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและศาลยุติธรรมมีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน โดยเฉพาะคดีอาญา จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีเจตนากระทำการเพื่อให้เกิดความเสียหายหรือทุจริตต่อการเลือกตั้ง หรือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

“ผมไม่ขอก้าวล่วงว่ากกต. จะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่ เพราะเป็นดุลพินิจของศาลยุติธรรมที่จะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริง แต่ในทางกฎหมาย มันไม่ใช่ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องมีความผิดอาญาเสมอไป”

นายธีระ ยังกล่าวอีกว่า จากหลักฐานที่พรรคประชาชนตรวจสอบ พบว่ามีปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนการนับคะแนน การรวมคะแนน และการประกาศผล ซึ่งเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวของผู้ที่มีหน้าที่ดูแล ในแต่ละขั้นตอน ขณะที่บทบาทของ กกต. เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องพิจารณาว่า การจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ สุจริต และเที่ยงธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ ความรับผิดอาจแยกเป็นหลายระดับ ทั้งในส่วนของกกต. เลขาธิการ กกต. และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

“แม้การจัดการเลือกตั้งอาจถูกวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พรรคประชาชนเห็นว่า หากการจัดการเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรมก็ควรต้องมีความรับผิดทางกฎหมาย แต่สุดท้ายศาลจะวินิจฉัยอย่างไร ก็เป็นอำนาจของศาล พรรคทำหน้าที่ของพรรค คือการตรวจสอบการทำหน้าที่ของกกต. เพื่อรักษาหลักการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม”

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews