ศาลสั่งประหารชีวิต “แอมไซยาไนด์” ลดโทษคุกตลอดชีวิต

อาชญากรรม ข่าว

 

 

ศาลสั่งประหารชีวิต “แอมไซยาไนด์ คดีวางยา สารวัตรปู ที่นครปฐม ปี 2566 ให้การเป็นประโยชน์ ในชั้นศาล ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 20 ก.พ. 69 ที่ห้องพิจารณา813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีแอมไซยาไนด์ หมายเลขดำอ.77/2568ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา5 เป็นโจทก์ฟ้องนางสรารัตน์ รังสิวุฒิฒาภรณ์ หรือเแอม ไซยาไนด์ เป็นจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น

อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2566 เวลากลางวันจำเลยได้ วางแผนตระเตรียมการ โดยได้ใส่สารพิษไซยาไนด์ ปลอมปนในอาหาร ยาหรือเครื่องดื่มให้ พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือ สารวัตรปู ดื่ม รับประทาน หรือเสพสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีใดไม่ปรากฏชัดในปริมาณมาก จนพอ เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อเอาไว้ผลประโยชน์ของจำเลย ที่จำเลยได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงไว้ต่อผู้ตาย ทั้งนี้เพื่อปกปิดความผิดของจำเลยเอง เหตุเกิดที่ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม

ในวันนี้ศาลสั่งเบิกตัวแอม มาจากทัณฑสถานหญิงกลาง

พิเคราะห์พยานหลักฐานจากการนำสืบของพยานโจทก์เห็นว่า มารดาของ ผู้ตาย ให้การว่าในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ ผู้ตายรับโทรศัพท์ก่อนจะขับรถออกไปจากบ้าน สอดคล้องกับคำให้การของลูกจ้าง ร้านข้าวมันไก่ ที่อยู่ใกล้กับองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ให้การว่าในวันเกิดเหตุจำเลยมากับผู้ตายมานั่งอยู่ที่โต๊ะ 13 แล้วสั่งข้าวมันไก่และน้ำดื่ม พยานนำน้ำไปวางไว้ที่โต๊ะ ส่วนผู้ตายได้เดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ห่างไปจากโต๊ะไปประมาณ 10 เมตร โดยพยานเห็นว่าผู้ตายเป็นคนรินน้ำใส่แก้ว เตรียมไว้

ก่อนจะออกจากร้านผู้ตายได้สั่งข้าวมันไก่ 3 ห่อเพื่อกลับบ้าน สอดคล้องกับข้อมูลการตรวจค้นรถของผู้ตายที่พบข้าวมันไก่สามห่ออยู่ในรถ เนื่องจากผู้ตายแจ้งมารดาว่าไม่ต้องหุงข้าวเค้าจะซื้อข้าวมันไก่ไปฝาก

แต่จำเลยอ้างว่าในวันเกิดเหตุออกไปซื้อกับข้าวแถวตลาด เพื่อจะกลับมากินที่บ้านและเตรียมตัวจะเดินทางไปท่องเที่ยวกับครอบครัวที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ได้ไปพบกับผู้ตายแต่อย่างใด และในชั้นพนักงานสอบสวนไม่ได้ให้การจำเลยอ้างว่าถูกตำรวจขู่ และมองว่าไม่ได้รับ ความเป็นธรรมทั้งที่ในขณะนั้นจำเลยมีทนายความแล้วเชื่อว่าจะไปตระเตรียมคำให้การ

แต่จากการตรวจสอบที่ตำรวจ ตรวจสอบการใช้สัญญาณโทรศัพท์ใน ช่วงเช้า ของวันเกิดเหตุพบว่าจำเลยมีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกับผู้ตาย 2 ครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของลูกจ้างร้านข้าวมันไก่ ที่เห็นว่าผู้ตายกับจำเลยเข้ามานั่งรับประทานอาหารในร้านโดยไม่พบว่าพยานรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนเชื่อว่าให้การไปตามข้อเท็จจริง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยครอบครอง สารไซยาไนด์หรือไม่นั้น พนักงานสอบสวนมีพยานเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วน ที่ประกอบธุรกิจยาเคมีภัณฑ์ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2565 จำเลย มีการสั่งซื้อสารไซยาไนด์ จำนวน 250 กรัม ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ และโอนเงิน จำนวน 1741 บาท โดยจำเลยสั่งให้ไปส่งย่านถนนพระรามห้าใกล้กับโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่อ้างว่าเป็นคนสั่งซื้อสารไซยาไนด์จริงแต่ซื้อตามคำสั่งของนายแด้ แฟนใหม่ของจำเลย แต่ไม่ทราบว่า นายแด้ จะนำสารไซยาไนด์ไปทำอะไร

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย พุทธวงศ์  หรือ อาจารย์ อ๊อด อดีตอาจารย์และนักวิชาการสาขาเคมีอินทรีย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เบิกความในฐานะนักวิชาการ โดยระบุว่าตรวจพบสารไซยาไนด์ภายในรถของจำเลย เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามข้อเท็จจริง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้ไม่มีประจักษ์พยาน ว่าจำเลยเป็นคนวางยาไซยาในด์ ในเครื่องดื่มให้ผู้ตายกิน แต่จากพยานที่ให้การว่าหลังจากผู้ตายออกจากร้านไปไม่นานก็ล้มลงและหมดสติ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ก็สอดคล้องกับผลการตรวจพิสูจน์ของแพทย์ว่าพบสารไซยาไนด์ ในกระเพาะของผู้ตาย และยังมีข้าวมันไก่ที่ยังไม่ย่อยอยู่ในกระเพาะด้วย

ส่วนมูลเหตุจูงใจ ของการฆ่าผู้ตาย นั้น น่าจะมาจากการที่จำเลยยืมเงินผู้ตายและไม่ อยากใช้หนี้ รวมทั้งจะได้นำเงินของผู้ตาย ที่เบิกมาจำนวน 140,000 บาท ไปด้วย เนื่องจากการตรวจสอบบัญชีธนาคารของ จำเลย ซึ่งมีอยู่ 11 บัญชีแต่จะมี 3 บัญชีหลักที่ใช้รับและโอนเงิน อยู่เป็นประจำเพราะ ตรวจสอบ พบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 100 ล้านบาท และพบว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการเล่นพนันออนไลน์ประมาณ 93 ล้านบาท เชื่อว่าจำเลยติดการพนันเป็นอย่างมาก

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิต แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะไม่ให้การใด แต่ในชั้นศาลให้การพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต และให้นับโทษต่อจาก คดีหมายเลขคดีดำที่ อ.2084 / 2566 ของศาลอาญา นี้

สำหรับวันนี้แอม ถูกเบิกตัวมาที่ศาล ซึ่งแอมตัดผมสั้น สวมแว่นสายตา และมีการพูดคุยกับทนายความยิ้มแย้ม และขณะนั่งฟังคำพิพากษามีการพูดคุยกับทนายเป็นระยะ และมีสีหน้าเคร่งเครียด ในช่วงที่ศาลอ่านคำพิพากษา แล้วเสร็จ ส่วนครอบครัวของ ผู้ตาย ร้องไห้ ออกมาทันที พร้อมกับให้สัมภาษณ์หลังออกจากห้องพิจารณาคดีโดยระบุว่าขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมแต่อยากจะให้มีการประหารชีวิตเพื่อให้สาสมกับสิ่งที่จำเลยได้ทำไว้กับหลานสาวตนเอง ขณะที่ น้องสาวผู้ตายกล่าวว่าในชั้นศาลครอบครัวไม่ได้ยื่นเรียกค่าสินไหมทางแพ่งเพราะอยากได้ความเป็นธรรมให้กับพี่สาวมากกว่า

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews