สรุปดราม่า “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู” แบบนี้ได้เหรอ?!

ทั่วไป ข่าว

 

 

ดราม่าเก่า #นับใหม่ทั่วประเทศ ยังไม่ทันหาย ดราม่าใหม่เข้ามาแทรก”บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู” ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เลขชุดโยงต้นขั้วซึ่งทำให้รู้ว่า “บัตรใบนี้ใครเป็นคนกา”

 

 

จุดเริ่มต้นของบาร์โค้ดบนบัตรบัญชีรายชื่อ คือ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กท่าานี้ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกต #QRCodeบนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถใช้ตรวจสอบความผิดพลาดในการนับคะแนนได้หรือไม่?
และมาแนวขอความรู้ชาวโซเชียล

 

 

 

ซึ่งต่อมาพีกกว่าเดิม ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกท่าน พบจุดน่าสังเกตเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่มีคนถ่ายภาพ (ขณะที่ยังไม่ได้กาเลือก-ขณะนับคะแนน) โพสต์ไว้ในอินเตอร์เน็ต
โดยที่ส่วนท้ายของบัตร “มีบาร์โค้ดอยู่” พอสแกนดูจะพบกับข้อมูลเป็น A ตามด้วยเลข 8 ตัวแล้วเลขดันไปคล้ายกับ เลขบัตรเลือกตั้งที่ปรากฎบนต้นขั้ว (ต้นขั้วจะมีชื่อเรา)

 

 

“ถ้าใช่เลขบัตรเลือกตั้งจริง จะใช้เชื่อมโยงได้ว่าบัตรใบนี้ลงคะแนนโดยผู้ใดเนื่องจากต้นขั้วมีลำดับที่ของผู้มาใช้สิทธิ์ระบุเอาไว้ด้วย”

 

 

จึงเป็นคำถามต่อมาว่า และถ้าเป็นแบบนี้การเลือกตั้งจะเป็นความลับได้อย่างไร ?

 

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า
– มาตรา 92 ใช้ถ้อยคำว่า “โดยตรงและลับ”
– มาตรา 93 บังคับให้พับบัตรเพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่า ลงคะแนนอย่างไร
– มาตรา 96 ห้ามทำเครื่องหมายที่ทำให้สังเกตได้บนบัตรเลือกตั้ง

 

 

และในอดีต (ปี 2549) ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเนื่องจากมีการจัดวางคูหาที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ ซึ่งขัดต่อหลักการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ โดยเหตุเกิดหน่วยเลือกตั้งเดียว แต่ต้องเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ

 

 

โดยโพสต์นี้ไวรัลทันที เพราะมีคนลองสแกนบาร์โค้ดที่ปรากฏอยู่ และพบว่ารูปบัตรเลือกตั้งแต่ละใบได้ข้อมูลชุดตัวเลขที่ไม่ตรงกัน

 

 

ทั้งนี้ ร.ต.ภาสกร รองเลขาฯ กกต. กล่าวว่า บาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย สำหรับให้รู้ว่าบัตรรอบไหนของหน่วยไหนไม่ใช่บอกว่าของพรรคไหนการเมืองไหนแน่นอน ล็อตสำหรับการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่มาที่ไปว่า พิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน เป็นมาตรการในการควบคุมไม่มีใครรู้ได้ว่าเป็นข้อมูลหน่วยไหนอย่างไร

 

 

 

ซึ่งสิ่งที่ชาวเน็ตประชาชนหลายคนทำตอนนี้ คือการค้นรูปบัตรเลือกตั้งสีชมพูมีบาร์โค้ดอยู่จริงเมื่อสแกนจะขึ้นข้อมูล อักษร A กับเลข 8 ตัวที่ไม่ซ้ำกัน และ ย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า
บาร์โค้ดที่ขึ้นมานั้น มีรูปแบบใกล้เคียงกับบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏอยู่ในต้นขั้วต้นขั้ว คือ มี ชุดที่.. และเลขที่.. ให้ลงชื่อ กรรมการหน่วยเลือกตั้ง และ ลงชื่อผู้มาใช้สิทธิ

 

 

ส่วนบัตรเลือกตั้งสีเขียว (เลือก สส.แบบแบ่งเขต) เจอ “คิวอาร์โค้ด”สมุดต้นขั้วจะมีคิวอาร์โค้ดอยู่มุมบนกระดาษ พร้อมระบุ รหัสที่ชื่อต้นด้วย B
และตัวเลขรวมกัน 8 หลัก และบัตรเลือกตั้งที่ประชาชนได้รับยังมี “คิวอาร์โค้ด” อยู่มุมล่าง

 

 

บัตรสุดท้ายสีเหลือง (ออกเสียงประชามติ) ไม่มีอะไรเลย ทั้งบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด

 

สรุปแล้ว ถ้าจะมีไว้เพื่อความปลอดภัย ไว้เช็กล็อตการผลิต ทำไมไม่มีทั้ง 3 บัตร? อีกคำถาม เลขบาร์โค้ดที่เหมือนกันเลขต้นขั้ว ทำให้รู้ว่าใครกาบัตรใบนี้
มันทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ แบบนี้ขัดต่อหลักการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่?

 

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งยังมีมุมมองจากนักวิชาการออกมาอธิบายเพิ่มเติมเพื่อแยกให้เห็นระหว่าง “มาตรการความปลอดภัย” กับ “ความเสี่ยงต่อความลับของการลงคะแนน”

 

 

คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร ระบุว่า บัตรเลือกตั้งที่ใช้มีต้นทุนสูง บัตรชมพูประมาณ 1.40 บาท บัตรเขียว 1.20 บาท และบัตรเหลือง 1.00 บาท โดยพิมพ์รวมกันราวประเภทละ 56 ล้านใบ ด้วยมาตรฐานการพิมพ์ระดับสูง เช่น ลวดลายพิเศษ ลายน้ำที่ต้องส่องด้วยแสง Ultraviolet และตัวอักษรขนาดจิ๋ว (Micro Text) เพื่อป้องกันการปลอมแปลงสอดคล้องกับระเบียบการเลือกตั้ง ส.ส. ข้อ 129 ที่เปิดทางให้ใส่รหัส
หรือเครื่องหมายพิเศษได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า จุดประสงค์คือ “ความปลอดภัย”ไม่ใช่เพื่อการตรวจสอบย้อนหลังว่าใครบัตรใดมาจากเล่มไหนหรือเป็นของผู้ใช้สิทธิคนใดเพราะหากสามารถไล่ย้อนจากรหัสบนบัตรไปถึงต้นขั้วได้ ก็จะรู้ทันทีว่าใครลงคะแนนให้ใครซึ่งขัดหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ

 

 

ด้าน น.ต.ศิธา ธิวารี ตั้งข้อสังเกตว่า หากบาร์โค้ดถูกออกแบบให้สามารถอ่านข้อมูลย้อนหลังได้จริงต้องพิจารณาว่าการตรวจสอบนั้นหยุดอยู่เพียงระดับ “หน่วยเลือกตั้ง”หรือสามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้หรือไม่ รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 85กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 96 ห้ามทำเครื่องหมายที่ทำให้บัตรถูกสังเกตได้ หากบาร์โค้ดของบัตรแต่ละใบเป็นรหัสเฉพาะ
ที่เชื่อมกับต้นขั้วซึ่งมีรายชื่อผู้ลงคะแนน ก็อาจเข้าข่ายกระทบหลักความลับของการเลือกตั้ง

 

 

กรณีนี้ถูกเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549ที่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะโครงสร้างการจัดคูหาเปิดช่องให้ความลับของผู้ลงคะแนนถูกละเมิด แม้ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีใครรู้ผลการลงคะแนนจริง หลักสำคัญคือ “ระบบต้องไม่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบย้อนกลับถึงตัวบุคคลได้”

 

 

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการด้านความปลอดภัยสมัยใหม่ เช่น Zero Knowledge ซึ่งหมายถึงระบบที่ไม่ควรมีข้อมูลใดที่ใช้ไล่ย้อนถึงต้นทางได้ หากบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นหมายเลขเฉพาะที่โยงถึงต้นขั้วจริง ก็เท่ากับบัตรทุกใบสามารถถูกตรวจสอบย้อนกลับได้และอาจตั้งคำถามต่อหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

 

 

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิสูจน์เชิงระบบว่า บาร์โค้ดถูกออกแบบเพื่อควบคุมการผลิตและป้องกันการปลอมแปลงเท่านั้น หรือเปิดช่องให้เชื่อมโยงถึงผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่ากระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการเลือกตั้งลับหรือไม่

 

 

 

จบดราม่าเลือกตั้ง69 กกต. จะได้พักกี่โมง

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews