กลียุค(ตอนที่ 2)

ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์ที่แล้ว…ตอนที่แล้ว หรือ “ตอนที่ 1” ก็ได้นำเอา “คำถาม”ของยุวกษัตริย์อินตะระเดีย ยุคโบร่ำโบราณ ผู้มีนามกรว่า“ยุธิษฐิระ”(Yudhisthira)บุตรคนโตของ นาง “กุนตี”(Kunti)แห่งตระกูล “ปานฑพ”สมัยมหากาพย์ “ภควัทคตา”โน่นเลย ที่เอ่ยถามสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ อยากเห็น ถึงความเป็นมา เป็นไป แห่งห้วงระยะเวลาที่ใครต่อใครพอรับรู้ รับทราบ กันในนาม “กลียุค” ต่อพระฤาษีผู้มีตาทิพย์ หูทิพย์ อย่าง “ฤาษีไวยสัมปายนะ” (Vaisampayana)ไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว…

สัปดาห์นี้…ก็เลยลองมาว่ากันต่อ ว่าพระฤาษี ผู้สามารถหยั่งรู้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตเบื้องหน้า ได้แบบละเอียดละออ ลึกซึ้ง และชัดเจน ยิ่งกว่าบรรดาพวก “กูรู-กูรู้”หรือพวก “นักอนาคตศาสตร์”ยุคนี้ ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า ท่านจะว่าของท่านไปในแนวไหนโดยถ้าว่ากันตามสำบัด สำนวน การแปลความ ถอดความของ “ศรี กฤษรี โมหัน กันกุลี” (Sri Krisari Mohan Ganguli) “คำตอบ”ของพระฤาษี ท่านก็คงเป็นไปในแนวนี้ คือเริ่มต้นกราวหน้าพาทย์เอาไว้ว่า… “ข้าฯแต่ราชาแห่งเผ่าพันธุ์ภารตะ ในยุคมืดหรือกลียุคนั้น เป็นยุคที่…ศีลธรรม…จะเหลืออยู่เพียงส่วนเดียว ขณะที่บาป หรืออกุศลธรรม จะขยายตัวออกไปถึงสามส่วน และสำหรับบรรดามวลมนุษย์ ที่พยายามจะคงความเป็นมนุษย์เอาไว้ให้ได้แล้ว พวกเขาจะรักษาศีลธรรมเหล่านี้ไว้ด้วยความยากลำบากอย่างเป็นที่สุด…”

“โอ…ยุธิษฐิระเอ๋ย!!! การไหลมารวมกันของความโลภ ความโกรธ และความเมินเฉย ตลอดไปจนตัณหานานาชนิด จะทำให้มวลมนุษย์โดยส่วนใหญ่ หันมาเป็นปรปักษ์ระหว่างกันและกัน ต่างปรารถนาที่จะยื๊อแย่งสิ่งหนึ่ง สิ่งใด ไปจากผู้อื่นเสมอๆ ไม่ว่าพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร (วรรณะทั้ง 4 ของอินเดีย) จะปฏิบัติต่อศีลธรรมและคุณธรรมด้วยความหลอกลวง แล้วมวลมนุษย์ทั้งหลายก็จะหลอกลวงผู้อื่นต่อไปเป็นทอดๆ พวกเขาจะไร้ความปรารถนาใดๆในอันที่จะเรียนรู้ถึงสิ่งที่ดีงามด้วยการปฏิบัติ ความจริงจะถูกจำกัดลงไปให้เหลืออยู่เพียงน้อยนิด และแม้แต่เท่าที่เหลืออยู่น้อยนิด ก็กลับจะถูกปกปิดไว้อีกด้วย ในช่วงชีวิตสั้นๆของมนุษย์ พวกเขาไม่อยากที่จะเรียนรู้ถึงสิ่งที่ควรเรียนรู้ใดๆต่อไปอีกแล้ว และด้วยผลแห่ง…ความไม่รู้…นี่เอง พวกเขาจะไร้เสียซึ่งปัญญาทัศนะใดๆ และนั่นย่อมสามารถส่งผลให้ความละโมบ โลภมาก อุบัติขึ้นมาภายในใจ ในความรู้สึกนึกคิดของตัวเองอย่างท่วมท้น และโดยการไหลมารวมกันของความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเมินเฉย รวมทั้งความกระหาย ใคร่อยาก ตัณหาในแต่ละรูปแบบ ย่อมทำให้เขาทั้งหลายหลีกไม่พ้นที่ต้องหันมาเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกัน ปรารถนาที่จะมุ่งร้าย มุ่งทำลาย หรือแม้แต่มุ่งจะเอาชีวิตของกันและกัน…”

นี่…ต้องเรียกว่าหนักหนา สาหัส ไปได้ถึงปานนั้น หรือชักเริ่มคล้ายๆกับสีสัน บรรยากาศ ในโลกยุคใหม่ สมัยใหม่ ยุคนี้ สมัยนี้ ยิ่งเข้าไปทุกที แต่ก็ยังไม่ได้จบอยู่เพียงเท่านั้น นักอนาคตศาสตร์ยุคโบร่ำ โบราณ อย่างพระฤาษี “ไวยสัมปานะ”ท่านยังสาธยายรายละเอียดต่อไปอีกว่า… “แม้แต่พราหมณ์ กษัตริย์ และไวศยะ(แพศย์) ที่ต่างก็หลงเหลือคุณธรรมอยู่เพียงจำกัด แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาไม่คิดใส่ใจที่จะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามสถานะและหน้าที่ของตัวเองอีกต่อไป อันทำให้บรรดาความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน ที่พวกเขาเคยช่วยเหลือ เผื่อแผ่ เจือจานให้แก่พวกศูทร(วรรณะที่ต่ำลงมา) ย่อมต้องถูกจำกัดลงไปด้วย และด้วยการไม่ใส่ใจในสถานะและหน้าที่ที่พึงมีของแต่ละชนชั้นนั่นเอง ย่อมส่งผลให้พวกเขาทั้งหลายต่างคละเคล้า ปะปน กันไป-มาไม่ต่างอะไรไปจากฝูงสัตว์ ต่างไหลไปสู่หนทางที่ต่ำลงๆ โดยจะเป็นไปเช่นนี้ในทุกแว่นแคว้น ที่อาณาจักร เท่าที่มีอยู่ภายในโลกใบนี้…”คือพูดง่ายๆว่า จะเละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก ไปในระดับทั่วทั้งโลกนั่นแล ไม่ใช่แค่เฉพาะสังคมใด สังคมหนึ่ง ประเทศใด ประเทศหนึ่ง แต่เพียงเท่านั้น…

พระฤาษี…ยังระบุต่อไปอีกว่า “แม้แต่ผู้มีหน้าโดยตรงในการประกอบพิธีกรรมตามคำสัตย์ สาบาน (หรือบรรดาพวกนักบวช พวกพระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลาย) ก็ยังกลายเป็นผู้ละโมบ โลภมาก เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย ความเป็นปรปักษ์ต่อกันและกัน จนทำให้ความปรารถนาความต้องการของมวลมนุษย์โดยส่วนใหญ่ ก็คือความมุ่งมาดปรารถนาที่จะล้างผลาญผู้อื่นเพื่อแย่งยื๊อเอาสิ่งที่ตัวเองต้องการมาให้จงได้ ไม่ผิดไปจากขโมย ไม่ผิดไปจากผู้ที่ไม่เชื่อถือ ศรัทธา ต่อพระผู้เป็นเจ้า และผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในความดีงามทั้งปวง พวกเขาพร้อมเสมอที่จะคว้าจอบ คว้าเสียม ออกไปขุด ไปหักล้างถางพง ไปพร่าผลาญทำลายผืนแผ่นดินและธรรมชาติ ที่เคยหล่อเลี้ยงพวกเขามาโดยตลอด โดยไม่สนใจต่อผลกรรม หรือผลกระทบที่จะตอบสนองต่อพวกเขาเอง แม้แต่ผู้ที่เคยอุทิศตัวเองให้กับพระผู้เป็นเจ้า ให้กับวิญญาณบรรพบุรุษ ก็ยังจะกลายเป็นผู้ละโมบ โลภมาก ตามไปด้วย ดังนั้นเมื่อถึงจังหวะหนึ่ง เขาทั้งหลายก็ล้วนแต่จะกลายเป็นพวกเดียวกัน กลายเป็นคนส่วนใหญ่ที่พร้อมจะไหลไปตามกระแสบาป บิดามุ่งหมายที่จะครอบครองสิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นของลูกชาย และลูกชายก็อยากได้สิ่งใดๆก็ตามที่เคยเป็นของบิดา ความกระหาย ใคร่อยาก เหล่านี้ จะทำให้เขาทั้งหลายไม่คิดใส่ใจใดๆต่อสิ่งที่เคยเป็นข้อห้าม สิ่งที่เคยบัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ศาสนา หรือสิ่งที่เคยระบุไว้ในวัฒนธรรม ประเพณี ไปจนแม้แต่บทบัญญัติทางกฏหมาย ที่พวกเขานั่นแหละเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง…”

ต่อไปอีกว่า… “นับจากนั้น…พวกพราหมณ์จะกล่าวคำพูดอันไม่เคยได้รับการยอมรับในพระคัมภีร์พระเวท จะไม่ประกอบพิธีกรรมตามคำสัตย์สาบาน ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆของพวกเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยความระแวง สงสัย เขาจะนำข้อโต้เถียงอันมีที่มาจากความรู้ในทางวัตถุมาใช้ในการคัดง้างสัจจะความจริงที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม และเขาจะไม่คิดเสียสละตนเองเพื่ออุทิศบูชาต่อสิ่งสูงสุดใดๆต่อไปอีกแล้ว และก็ด้วยความรู้ในทางวัตถุ อันเต็มไปด้วยความหลอกลวงนี่เอง จิตใจและความเชื่อมั่น ศรัทธา ของพวกเขา ก็จะค่อยๆไหลเลื่อนไปสู่หนทางแห่งความเสื่อม หนทางที่ทำให้พวกเขาตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ไม่ต่างไปจากผู้ที่นำเอาความรู้ต่างๆมาใช้ในการทำลายธรรมชาติและผืนแผ่นดิน พวกเขาจะเลิกใช้วัว ใช้ควาย เพื่อการหว่านไถอีกต่อไปแล้ว แล้วจะหันมาเนรคุณต่อสิ่งที่เคยหล่อเลี้ยงพวกเขามาโดยตลอด ภายใต้สภาพเช่นนี้นี่เอง…จึงแทบไม่ถือเป็นเรื่องแปลก ที่ลูกชายคิดสังหารบิดาตัวเอง และบิดาก็ต้องหันมาสังหารลูกชาย จนกลายเป็นสิ่งปกติธรรมดา เพียงเพื่อหวังอยู่รอดปลอดภัย หวังให้ตนเองพ้นไปจากความเดือดร้อน หรือเพื่อพิทักษ์รักษาแต่ละสิ่ง แต่ละอย่าง ที่ตนปรารถนาและต้องการเอาไว้เป็นของตัวเองต่อไปให้จงได้…ฯลฯ”

เป็นไงทั่น!!!…ฟังแล้วเริ่มขนหัวลุก เริ่มสยดสยอง พองขน ขึ้นมามั่งรึยัง??? คือไม่ว่ามันจะจริง-ไม่จริง หรืออาจถือเป็นเรื่องจริงประเภทอิงนิยายก็เถอะ แต่คงต้องยอมรับว่า มันออกจะคลับคล้าย คลับคลึง คล้ายกระแสความเป็นไปของโลกในยุคนี้ สมัยนี้ ยิ่งเข้าไปทุกที ชนิดอดไม่ได้ที่ต้องตั้งคำถาม ไม่ว่ากับตัวเอง หรือสังคมทั้งสังคมก็แล้วแต่ ว่าเอาไป-เอามาแล้ว เราทั้งหลายกำลัง “ไหล”ไปตามกระแสที่ว่าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้กันเลยหรือเปล่า??? ดังนั้น…เพื่อให้“เข้าถึง-เข้าใจ”ได้อย่างชัดเจนและลึกซึ้งยิ่งไปกว่านี้ คงหนีไม่พ้นต้องคอยไปติดตามตอนหน้า หรือตอนที่ 3 ในสัปดาห์หน้ากันดูอีกที…

ข่าวน่าสนใจ

Close