The Man Who Would be King

โดย ชัชรินทร์ไชยวัฒน์

ช่วงระหว่างนี้ในบ้านเรา…ใครต่อใครก็พูดถึงเรื่อง “อำนาจ” ไม่ว่าการสืบทอดอำนาจ การดำรงรักษาไว้ซึ่งอำนาจ การอยู่สั้น อยู่ยาว ไปจนแนวโน้มในการแย่งชิงอำนาจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ สัปดาห์นี้…เลยขออนุญาต “จัดให้” ไปคว้าเอาหนังเก่าๆเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เรื่อง “The Man Who Would be King” มาชี้แนะ นำเสนอเอาไว้ ณ ที่นี้…

คือถึงแม้นเป็น “หนังเก่า” แต่ก็ใช่ว่าจะหายาก หาเย็น ซะที่ไหน ใครที่อยากดูกันจริงๆลองแวะเข้าไปที่เว็บไซต์  “nungsub.com” โหลดเอาหนังเรื่องนี้มาดูได้สบายๆ ทั้งชัด ทั้งคม แถมยังมีซับบรรยายภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ให้เลือก ได้ตามรสนิยม โดยเฉพาะใครที่เป็นคอหนัง “ผจญภัย” เรื่องนี้…ต้องถือเป็น “มาตรฐาน” ระดับคลาสสิค ที่ต้องหามาดูให้ได้ เพราะไม่ใช่แค่สนุกสนาน ตื่นเต้น น่าตื่นตา ตื่นใจ ไปกับฉากภูมิทัศน์อันสุดแสนวิจิตรพิสดาร ยังถือเป็นเรื่องที่มีคติ มีข้อคิด อุทาหรณ์สอนใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยากได้มาซึ่ง “อำนาจ” ทั้งหลาย…

หนังเรื่องนี้เป็นหนังปีค.ศ.1975 กำกับโดย “จอห์น ฮูสตัน” (John Huston) มีอภิมหาดาราเจ้าบทบาทอย่างคุณพี่ “ฌอน คอนเนอรี่” (Sean Connery) คุณน้า “ไมเคิล เคน” (Michael Caine)และคุณลุง “คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์” (Christopher Plummer)ร่วมแสดง เป็นหนังที่เอามาจากวรรณกรรม นวนิยายอันโด่งดัง ของอภิมหานักเขียนชาวอังกฤษ เซอร์ “รัดยาร์ด คิปปลิง” (Rudyard Kipling) ที่แค่โดยชื่อ-ชั้น มีแต่ต้องค้อมหัวคารวะไว้ซะแต่เนิ่นๆ เป็นนักเขียนอังกฤษที่เกิดในอินเดีย แต่ถูกส่งมาเรียนหนังสือที่อังกฤษ โตขึ้นมาเป็นนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ แถมยังเก่งในการแต่งบทกวีซะอีกต่างหาก งานเขียนดังๆมีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน และหนึ่งในนั้น…ใครที่เคยอ่านนิทานสำหรับเด็ก คงได้มีโอกาสสัมผัสจินตนาการอันสุดแสนนฤมิตสร้างสรรค์ เรื่อง “The Jungle Book” ที่เรียกแบบไทยๆว่า “เมาคลีลูกหมาป่า”ของนักเขียนผู้นี้กันมาบ้าง…

ส่วนเรื่อง “The Man Who Would be King” ที่ถูกนำเอามาสร้างเป็นหนัง แม้จะไม่ได้หนักไปทางเรื่องของเด็กซักเท่าไหร่ แต่ก็น่าจะถูกอก ถูกใจ ไม่ว่าเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งต่างมักจะมี “สัญชาติแห่งการผจญภัย” อยู่ในตัวด้วยกันทั้งสิ้น และอาจด้วยเหตุเพราะเกิดและเติบโตในแถบประเทศตะวันออกมาตั้งแต่แรก นิทาน นิยาย ของ “รัดยาร์ด คิปปลิง” จึงมักมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันออก สอดแทรก ปนเป อยู่กับทัศนะคติแบบตะวันตก จนเป็นอะไรที่ “ลงตัว”มิใช่น้อย แม้บางรายอาจมองว่า บรรดาทัศนะ แนวคิดต่างๆของ “รัดยาร์ด คิปปลิง” ออกจะเป็นทัศนะแบบพวก “จักรวรรดินิยม” หรือพวก “นักล่าอาณานิคม” อยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ด้วยความละเอียด ลึกซึ้ง ความสามารถในเชิงวรรณศิลป์ จึงทำให้วรรณกรรมแต่ละเรื่องของอภิมหานักเขียนท่านนี้ ไม่ถึงกับเป็นอะไรที่น่ารังเกียจ รังงอน มากมายเกินไปนัก ขึ้นอยู่กับบรรดาผู้อ่านที่จะต้องไปแยกแยะสิ่งที่เป็นประโยชน์และโทษกันเอาเอง…

“The Man Who Would be King” นั้น…เป็นเรื่องของทหารชาวอังกฤษ 2 ราย ที่ออกจะ “เอาเรื่อง” อยู่พอสมควร คือ พร้อมจะประพฤติ ปฏิบัติ ทั้งในทางดีๆร้ายๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความปรารถนา ความต้องการของตัวเอง ที่สุดแสนจะ ทะเยอทะยานเสียเหลือเกิน คือเมื่อเห็นบรรดา “จักรวรรดินิยม” หรือ “นักล่าอาณานิคม” ทั้งหลาย สามารถอาศัยความได้เปรียบจากความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้าครอบครองแผ่นดินต่างๆในแต่ละซีกโลกได้คราวแล้ว คราวเล่า ตัวเองก็เลยคิดจะเอามั่ง หลังจากเบื่อๆอยากๆกับการเป็นผู้รับใช้กองทัพอังกฤษในอินเดีย “ดาเนียล ดราโวท” (Daniel Dravot)แสดงโดย “ฌอน คอนเนอรี่” และ “พีเชย์ คาร์เนฮาน” (Peachey Carnehan) แสดงโดย “ไมเคิล เคน” จึงตั้งเป้าว่าจะขนเอาอาวุธปืนที่ขโมยจากคลังแสงมหาราชในอินเดีย เดินทางไปยังดินแดนที่อยู่ไกลสุดขอบโลก ที่บรรดานักสำรวจชาวตะวันตกยังไม่เคยเดินทางเข้าถึง มีเฉพาะชาวตะวันตกหรือชาวผิวขาวรายเดียวเท่านั้น ที่เคยเดินทางไปเยือน นั่นคือ “อเล็กซานเดอร์มหาราช” กษัตริย์ชาวกรีกเมื่อนับพันๆปีที่แล้ว หรือดินแดนที่ถูกเรียกชื่อเอาไว้ในแผนที่ว่า “คาฟิริสถาน” (Kafiristan) แถวๆประเทศอัฟกานิสถานทุกวันนี้ โดยหวังจะอาศัยความรู้และเทคโนโลยีที่เหนือกว่านั่นเอง เข้าครอบครองอำนาจ หาทางตั้งตัวเองขึ้นเป็นผู้ปกครอง หรือเป็น “มหาราชา” ณ ดินแดนแห่งนี้ให้จงได้…

ทั้งสองรายมีโอกาสได้เจอะเจอกับ “รัดยาร์ด คิปปลิง” ที่เอาชื่อและสถานะของตัวเอง เข้าไปเป็นหนึ่งในตัวละครตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นและลงท้าย คือเป็นทั้งพยานและผู้ที่นำเอาเรื่องราวของทหารอังกฤษ 2 รายนี้ มาเผยแพร่ให้เป็นนิยายเรื่องนี้นั่นเอง ฉากเหตุการณ์การผจญภัยของทหารทั้งสองที่ถูกถ่ายทอดเป็นนิยาย ถูกนำมาเป็นสร้างเป็นหนังนั้น ต้องเรียกว่าน่าตื่นตา ตื่นใจเอามากๆ โดยเฉพาะการไปหาโลเกชั่นที่พิลึก กึกกือ ทั้งสวยสดงดงาม ทั้งโหดร้าย ภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะปกคลุมทอดยาวไปเป็นทิวๆ ทะเลทรายที่แห้งแล้งสุดลูกหู ลูกตา รวมทั้งบรรดาคนพื้นเมืองที่ถูกนำมาเข้าฉากเป็นตัวประกอบในแต่ละฉาก แต่ละตอนนั้น กำกับได้ “เนียน” เอามากๆ ชนิดดูไป-ดูมา เหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนลึกลับ มหัศจอรอหันการันยอด้วยตัวเองเอาเลยถึงขั้นนั้น…

และสุดท้าย…ด้วยความรู้และเทคโนโลยีที่เหนือกว่านั่นเอง ทั้ง “ดาเนียล ดราโวท” และ “พีเชย์ คาเนฮาน” ก็บรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ไม่ยาก คือได้กลายเป็น “ผู้มีอำนาจ” เหนือบรรดาชนเผ่าต่างๆในดินแดนคาริฟิสถาน แต่มุมจบก็คงหนีไม่พ้นไปจากสัจจธรรมแห่งอำนาจทั้งหลาย คือย่อมมีขึ้น-มีลง เมื่อมีลาภย่อมเสื่อมลาภ มียศต้องเสื่อมยศ มีอำนาจย่อมต้องเสื่อมอำนาจ ตราบใดที่ตัวเองยังเป็นแค่มนุษย์เดินดินธรรมดา ไม่ใช่ “พระเจ้า” อย่างที่ผู้ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของตัวเองเคยเชื่อๆว่าเป็นเช่นนั้น หรือเชื่อว่าเป็น “ทายาท” ที่พระเจ้า “อเล็กซานเดอร์” ส่งมาให้ปกครองดินแดนแห่งนี้ ตามคำสัญญาที่เคยเล่าขานกันมาเป็นตำนาน…

จุดที่น่าคิด สะกิดใจ ในหนังหรือในนิยายเรื่องนี้…ก็คือเมื่อใครก็ตามที่ได้อยู่ในอำนาจ หรือเมื่อมีอำนาจขึ้นมาจริงๆจังๆแล้ว ด้วยตัวของอำนาจเองนั่นแหละ ที่มันจะกลายเป็นตัวเปลี่ยนแปลง “ตัวตนของตัวเอง” ไปโดยแทบไม่รู้ตัว ชนิดอดีตทหารอังกฤษอย่าง “ดาเนียล ดราโวท” ที่เกิดและโตมาจากชนชั้นขี้ครอกในอังกฤษตั้งแต่แรก ไปๆ-มาๆกลับเริ่มคิดเอง เออเอง ว่าตัวเองอาจเป็น “ทายาทอเล็กซานเดอร์” ตามตำนานคำเล่าขานขึ้นมาจริงๆ ยิ่งมีโอกาสได้ไปเจอกับสาวสวยชาวพื้นเมืองชื่อว่า “รอกซาน” (Roxanne) ชื่อเดียวกับผู้ที่อเล็กซานเดอร์มหาราชเคยตั้งให้เป็นมเหสี ทุกสิ่งทุกอย่างเลยต้องจบลงแบบน่าสลดหดหู่มิใช่น้อย เมื่ออำนาจนั้นๆนั่นเอง ที่กลายเป็นตัวกลืนกินอำนาจ…

แต่ที่ยังคิดไม่ตก ยังแปลความหมายไม่ออก คือการที่ “รัดยาร์ด คิปปลิง” ได้นำเอาสัญลักษณ์องค์กร “ฟรีเมสัน” (Freemason) อันเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลระดับโลกและตัวเองก็สังกัดเป็นสมาชิกในชีวิตจริงอยู่ด้วย เข้าไปสอดแทรกในนิยายเรื่องนี้ ในฐานะเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ “ดาเนียล ดราโวท” ได้รับการยอมรับในฐานะทายาทอเล็กซานเดอร์มหาราชขึ้นมาจริงๆ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่า “คิปปลิง” มีเป้าประสงค์ในเรื่องนี้อย่างไร แต่ไม่ว่าวัตถุประสงค์ของ “คิปปลิง” เป็นไปในแนวไหนหนังหรือนิยายเรื่องนี้ ยังคงให้การยืนยันในสัจจธรรมที่ว่า…เมื่อมีอำนาจ ย่อมต้องเสื่อมอำนาจ มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ เพราะตราบใดที่ไม่ได้เป็น “พระเจ้า” จริงๆ…มวลมนุษย์ทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลงอันนิรันดร์นั่นแล…

——————————————————

ข่าวน่าสนใจ

Close