“น้าหงา”และ “เสือเตี้ย”

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

ถ้าจะว่ากันถึงความสนิทชิดเชื้อ การคลุกคลีตีโมงในระดับที่สามารถใช้คำว่า “เพื่อน”ระหว่างกันและกันได้อย่างสนิทปาก สำหรับ“อันตัวข้าพเจ้าเอง”นั้น…ยังมิถึงกับ“บังอาจ”ไปตีซี๊ ตีสนิท กับ “ศิลปิน”ผู้โด่งดังอย่างคุณน้า “หงา” หรือ “หงา คาราวาน”ได้อย่างเต็มปาก เต็มคำ เพราะเท่าที่เคยรู้จัก มักจี่ เคยพบหน้าพบตาแบบตัวเป็นๆ ก็น่าจะมีอยู่แค่ไม่กี่ครั้ง กี่ครา เท่านั้น…

ครั้งที่ยัง“นุ่งกางเกงขาสั้น” แต่ดันไปมีส่วนร่วมผลิตนิตยสาร ที่ใช้ชื่อว่า “คาราวาน” ในช่วงขณะที่ “น้าหงา”ท่านเริ่มเกาะกลุ่มตั้งวงดนตรีที่เรียกตัวเองว่า “ท.เสน สัญจร”ยังไม่ถึงกับหันมาใช้ชื่อวงว่า“คาราวาน”เหมือนอย่างเช่นทุกวันนี้ ช่วงนั้น…ก็ไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้า พบตา เจอะเจอตัวเป็นๆของ “น้าหงา”ท่านแต่อย่างใด เจอแต่คุณพี่“แดง” หรือ“วีระศักดิ์ สุนทรศรี”ที่แวะเวียนมาเกากีต้าร์ให้ฟังซักครั้ง สองครั้ง..

กว่าจะได้เจอตัวเป็นๆของ “น้าหงา”ก็หลังจากที่ตัวเองออกจาก“คุก”มานานแล้ว…และมีโอกาสได้ทำงานเป็น “นักข่าว”ในหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ”ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนหนังสือพิมพ์ต้องถูกสั่งปิดอย่างเป็นทางการและอย่างถาวรไปนับตั้งแต่บัดนั้น ช่วงนั้น…เท่าที่ยังพอจำได้ ดูเหมือน“น้าหงา”ท่านจะมาพร้อมกับ “วิสา คัญทัพ”กวีและศิลปินที่ตัวเราเองเคยร่วมงานมาตั้งแต่ครั้งทำนิตยสาร“ประชาชน”ของคุณพี่“สุจิตต์ วงษ์เทศ” แม้ว่าการเป็น “นักข่าว”ในอัตราเงินเดือนแค่ไม่กี่พันบาท แต่ก็ด้วยเหตุที่ “อันตัวข้าพเจ้าเอง”ดันมี “เพื่อน”ประเภทซี้ปึ่ก ซี้แหง ระดับ “นุ่งกาเกงขาสั้น”และแอบร่วมสูบบุหรี่หลังส้วมโรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยามาด้วยกัน ชื่อว่าคุณพี่ “สุนันท์ ศรีจันทรา”ที่ขณะนั้นทำงานเป็น “พนักงานเสิร์ฟ”อยู่ที่โรงแรมระดับ 5 ดาว ชื่อว่า“แอมบาสเดอร์”ย่านสุขุมวิท ด้วยการหันไปพึ่งบริการแบบกินฟรี โดยมีคุณพี่“สุนันท์”เป็นเจ้าภาพนั่นเอง เลยได้มีโอกาสเลี้ยงเหล้า ยา ปลาปิ้ง ได้เสวนา สนทนา กับ “น้าหงา”แบบชนิดตัวเป็นๆ…

แต่หลังจากนั้น…ก็แทบจำไม่ได้แล้วว่า เคยพบปะเจอะเจอ เจอะหน้า เจอะตา กันที่ไหนมั่ง อาจเจอแบบ “ผ่านๆ” พยักหน้า ทักทาย ยิ้มแย้ม กันอีกซักประมาณ 2-3 ครั้ง ไม่น่าจะเกินไปกว่านั้น แต่ก็ด้วยการคลุกคลีตีโมงอยู่ใน “แวดวงหนังสือ”มีโอกาสได้อ่านงานเขียน งานวรรณกรรม บทกวี รวมทั้งได้มีโอกาสฟังเพลง ที่คุณ “น้าหงา”ท่านโหยหวน ครวญคราง ออกมาเพลงแล้ว เพลงเล่า ความรู้สึกถึงความเป็น “เพื่อน”ในบางแง่ บางมุม มันเลยอุบัติขึ้นมาอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ เพราะไม่ว่าจะเป็น “เรื่องสั้น” “บทกลอน” หรือ “เนื้อเพลง”ที่คุณ “น้าหงา”ท่านประดิษฐ์ประดอย รจนา ออกมาในแต่ละเรื่อง แต่ละชิ้น แต่ละวรรค แต่ละประโยค ชั่งเป็นอะไรที่กินใจ ลึกซึ้ง ดื่มด่ำ เข้าไปในหัวจิตหัวใจ จิตวิญญาณ จนกลายเป็นสายสัมพันธ์ เป็นความผูกพัน อย่างมิอาจ “ตัดขาด”ใดๆได้เลย…

ส่วนผู้ที่อาจจัดได้ว่าเป็น“ศิลปิน”อีกรายหนึ่ง แม้ไม่ถึงกับโดดเด่น โด่งดัง เทียบเท่ากับ “น้าหงา” แต่ถือว่ามีฝีไม้ลายมือจัดอยู่ในระดับ“พอตัว”ไม่น้อยเหมือนกัน นั่นก็คือ“เสือเตี้ย”หรือ“สนานจิตต์ บางสะพาน” รายนี้…อาจพอใช้คำว่า“เพื่อน”ได้ค่อนข้างสนิทปากอยู่ซักหน่อย เพราะไม่ใช่แค่เคยเจอะหน้า เจอะตา เคยพูดคุย เสวนา ระหว่างกันและกันเท่านั้น แต่ถึงกับเคย“ร่วมงาน”เคยร่วมเป็น“นักข่าว”ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่ง ชื่อว่า“The Morning Express”(ถ้าจำไม่ผิด) และนอกเหนือไปจากนั้น ยังเคยแอ่นเหล้า แอ่นเบียร์ ชนิดไม่เมา-ไม่เลิกอยู่หลายครั้ง หลายหน จนพอคุ้นเคย คุ้นชิน กับลักษณะอาการ“ปากร้าย-ใจดี”หรือ“หัวใจบริสุทธิ์” ที่ถือเป็นบุคลิกอันมิอาจลอกเลียนได้ หรือควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำ หรือไม่ เพียงใดก็ตามที ของผู้ที่ถูกเรียกขานกันในนาม “เสือเตี้ย”ผู้นี้นี่เอง…

โดยที่ “เสือเตี้ย”ผู้นี้…กับคุณ“น้าหงา คาราวาน”ท่านจะมีความสนิทชิดเชื้อ คลุกคลีตีโมง จนสามารถเรียกกันว่า“เพื่อน”ได้อย่างสนิทปากในระดับไหน เพียงไหน ก็คงอยู่นอกเหนือไปจากความรับรู้ของตัวเรา แต่เท่าที่เคยอ่าน เคยฟัง สิ่งที่ “เสือเตี้ย”ท่านได้อ้างอิง พรรณาเอาไว้ ก็น่าจะใกล้ชิด ติดพัน กันพอสมควร เผลอๆ…อาจจะมากกว่าตัวเรากับ “เสื้อเตี้ย” หรือตัวเรากับ“น้าหงา”ไม่รู้กี่สิบ-กี่สิบเท่า ดังนั้น…ด้วย“ความเป็นเพื่อน”และ “ความเป็นศิลปิน”ของบุคคลทั้ง 2 น่าจะเป็นอะไรที่แน่นเหนียว แน่นแฟ้น ลึกซึ้ง ดื่มด่ำ ระหว่างกันและกันมิใช่น้อย…

อีกทั้งก่อนหน้าที่จะเกิดอาการ “ทัวร์ลง”ต่อคุณ “น้าหงา คาราวาน” อันเนื่องมาจากท่านดันไปโพสต์บทกลอนสั้นๆ แค่ไม่กี่วรรค กี่ประโยคเท่านั้นเอง แต่ด้วยเหตุเพราะดันไปเกี่ยวพันกับการแสดงออก การเคลื่อนไหวของพวกเด็กๆ ที่อยากก่อเหตุ ก่อการณ์ทางการเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง บางอย่าง ให้เป็นไปตามที่ตัวเองปรารถนาและต้องการ แม้เป็นเพียงคำเตือน คำปรารภ รำพึง ตามประสาคนแก่และคนชราทั้งหลาย แต่ก็อย่างว่า…ภายใต้

กระแส“การเมือง”ที่นับวันจะเชี่ยวกรากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ใครต่อใคร เลยหันไป“ทัวร์ลง”คุณ“น้าหงา คาราวาน”แบบมันซ์ซ์ซ์มือ มันซ์ซ์ซ์ตีนเป็นอย่างยิ่ง ไม่น้อยไปกว่าครั้ง“เสือเตี้ย-สนานจิตต์”เคยต้องเจอกับ“ทัวร์ลง”มาก่อนหน้านั้นไม่นาน เนื่องจากดันไปโพสต์ หรือแค่ไปเขียนข้อความสั้นๆ กระเซ้า เย้าแหย่ เพื่อนฝูงด้วยกัน ในเว็บไซต์ของเพื่อน ไม่ใช่ของตัวเอง แต่ด้วยเหตุเพราะดันไปเกี่ยวข้อง พัวพัน กับบรรดาเด็กๆประเภทที่เรียกๆกันว่า “LGTB”อะไรประมาณนั้น ก็เลยต้องเจอ“ทัวร์ลง”ชนิดที่ไม่คิดจะมี “ไกด์”คอยให้คำแนะนำ ไม่ต่างไปจาก“น้าหงา”นั่นแหละ…
ทั้ง “เสือเตี้ย”และ “น้าหงา”เลยน่าจะเป็นผู้ที่มี “หัวอกเดียวกัน” อันเนื่องมาจากดันต้องเจอ “ทัวร์ลง”ไปด้วยกันทั้งคู่ และต่างก็เป็นทัวร์ของพวกเด็กๆทั้งหลายเขานั่นแหละเป็นหลัก แต่แม้จะเป็นผู้ที่น่าจะมีหัวอกอันเดียวกัน แถมยังมีความเป็นเพื่อน และความเป็นศิลปิน เป็นองค์ประกอบรองรับ เสริมเพิ่มเติม เอาไว้อีกด้วยต่างหาก แต่ดูเหมือนว่า…ด้วยเหตุเพราะสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง”นั่นเอง ที่กลับไม่ได้ช่วยให้เกิดความแน่นเหนียว แน่นแฟ้น ความลึกซึ้ง ดื่มด่ำ อะไรต่อมิอะไรขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม…กลับทำให้“เพื่อนกับเพื่อน” หรือผู้เคยเป็นมิตรสหาย เป็นเพื่อนพ้อง น้องพี่ กันมานานแสนนาน กลับยิ่งถูกตัดขาดแยกขาด ออกจากกันและกัน จนแทบไม่เหลือ “สายใยความผูกพัน”ใดๆ ระหว่างกันและกันเอาเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าความผูกพันในแง่เพื่อน ในแง่ศิลปิน หรือกระทั่งในแง่ผู้มีหัวอกเดียวกัน ก็ตาม…

สิ่งที่เรียกว่า “การเมือง”ที่ว่า…จึงออกจะเป็นอะไรที่อำมะหิต โหดร้าย มิใช่น้อย คือไม่ใช่แค่ทำให้ “เพื่อนกับเพื่อน”แทบไม่เหลือสายใย ไมตรี ต่อกันและกัน แต่นับวันมันทำท่าจะลุกลามไปถึงขั้น แม้แต่สายใยระหว่างพี่ๆ-น้องๆในครอบครัวเดียวกัน หรือระหว่างพ่อ-แม่-ลูก เผลอๆยังอาจถูกตัดขาด แยกขาด ออกจากกันและกันเอาง่ายๆ โดยถ้าหากวันใด-วันหนึ่ง ที่“การเมือง”ในลักษณะที่ว่านี้ มันไปถึงจุดสูงสุดของมัน ทุกสิ่งทุกอย่าง…อาจต้องเป็นไปตามคำพูด คำปรารภ รำพึง ของคนโบร่ำโบราณ อย่างนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก ที่เรียกขานกันในนาม “ไดโอนิสเซียส แห่งฮัลลิคาร์นาซซัส” (Dionysius of Halicarnassus)หรือไม่ อย่างไร ก็ยังมิอาจสรุปได้ นั่นคือคำพูดประโยคที่ว่า“There is nothing unhappier than a civil war, for the conquered are destroyed by, and the conquerors destroy their friend.”หรือ “ไม่มีสิ่งใดจะไร้ความสุขยิ่งไปกว่าสงครามกลางเมือง ด้วยเหตุที่ผู้แพ้ต้องถูกเพื่อนทำลาย และผู้ชนะก็คือผู้ที่ต้องทำลายเพื่อนของเขาเอง…”
—————————————————

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close