“การวิเทโศบายของไทย”กับโลกอนาคต!!!

โดย... ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

ด้วยเหตุเพราะ “วาสนา” หรือ “สันดาน” ที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน หรือชาติไหนต่อชาติไหนก็มิอาจสรุปได้…ทำให้เวลาที่จะต้อง “เข้าส้วม” หรือต้องขับถ่ายอะไรต่อมิอะไรออกมาในตอนเช้า-สาย-บ่าย-เย็น ก็แล้วแต่ มักต้องหอบหิ้วหนังสือ หนังหา ติดไม้-ติดมือไปอ่านระหว่างที่กำลังเบ่งไป-เบ่งมา มันถึงจะโล่งง์ง์ง์ จะปู้ดๆป้าดๆได้อย่างคล่องเนื้อ-คล่องตัว จนส่งผลให้หนังสือเล่มแล้ว เล่มเล่า ที่กองๆเอาไว้เต็มบ้าน ถูกอ่านแล้ว-อ่านเล่า จนแทบไม่เหลือให้อ่านอีกต่อไปแล้ว บางครั้ง-บางครา เลยต้องหวนกลับมาอ่านหนังสือเล่มเดิมๆ รอบ2-รอบ 3 ไปตามสภาพ…

และก็ด้วย “สภาพ” ที่เป็นไปในลักษณะนี้…เลยทำให้มีโอกาสหวนกลับไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เคยอ่านมาประมาณ 2 รอบ 3 รอบไปแล้วเห็นจะได้ แต่เมื่อลองกลับมาอ่านอีกครั้ง กลับยิ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจ น่าคิด น่าสะกิดใจ ยิ่งขึ้นไปอีก แถมยังเป็นสิ่งที่ออกจะสอดคล้องเอามากๆ กับสถานการณ์ความเป็นไปของชาติ บ้านเมือง ในปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้ นั่นก็คือหนังสือเรื่อง “การวิเทโศบายของไทย” เขียนโดยท่านอาจารย์ “กนต์ธีร์ ศุภมงคล” บิดาบังเกิดเกล้าของอดีตหนุ่มหล่อ ที่ปัจจุบันคงกลายเป็นหนุ่มใหญ่ หรือ “หล่อดอก” กันไปเรียบร้อยแล้ว คือคุณ “กันต์ธีร์ ศุภมงคล” ที่เคยเข้ามาแวะเวียน ข้องเกี่ยว กับแวดวงการเมืองอยู่ซักพัก ก่อนหน้าหายหน้า หายตา ไปไหนต่อไหน ก็มิอาจทราบได้…

คืออาจารย์ “กนต์ธีร์” ท่านเคยเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมิใช่น้อย ในด้านกิจการต่างประเทศของประเทศไทยเมื่อยุคอดีต หรือยุคที่กำลังใกล้จะเกิด “สงครามโลกครั้ง2” เมื่อหลายต่อหลายสิบปีที่แล้ว อีกทั้งยังเคยมีส่วนร่วมในกลุ่มก้อน องค์กร หรือ “ขบวนการ” ที่รู้จักกันในนาม “เสรีไทย” ภายใต้การบริหาร จัดการ การประสานงานของอดีตรัฐบุรุษผู้วายชนม์ไปนานแล้ว อย่างท่านอาจารย์ “ปรีดี พนมยงค์” และน่าจะเป็นเพราะหลังจากที่ท่านได้ไปแวะเวียน เยี่ยมเยือน ท่านอาจารย์ “ปรีดี” ขณะยังมีชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ท่านก็เลยเกิดแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ คิดจะนำเอาประสบการณ์ต่างๆ ที่ท่านเคยได้พบ ได้สัมผัส ได้รับรู้ รับทราบ ระหว่างที่ประเทศไทย หนีไม่พ้นต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง พัวพัน กับความขัดแย้งทางการเมืองระดับโลก ในช่วงก่อน-ระหว่าง-และหลังสงครามโลกครั้ง 2 มาบันทึก เรียบเรียง ค้นคว้า และเผยแพร่ จนกลายมาเป็นหนังสือเล่มที่ว่านี้ โดยได้มีการตีพิมพ์ เผยแพร่ไว้ในช่วง “ครบรอบ 50 ปี”ของการสถาปนา “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” เมื่อช่วงประมาณปีพ.ศ. 2527 หรือเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว…

แต่ครั้น…เมื่อลองหยิบมาอ่านกันอีกในช่วงนี้ ต้องเรียกว่า ออกจะเป็นอะไรที่สอดคล้อง กลมกลืน เอามากๆ กับฉากสถานการณ์ต่างๆที่อาจอุบัติขึ้นมาในประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ภายในอนาคตข้างหน้า หรือภายใน “อนาคตอันใกล้” อีกซะด้วย ฉากสถานการณ์ที่สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นกลาง” ที่ประเทศเล็กๆอย่างประเทศไทย พยายามจะพิทักษ์ รักษา เอาไว้ให้จงได้ท่ามกลางสภาวะความขัดแย้ง ระหว่างบรรดา “อภิมหาอำนาจ” ทั้งหลาย ที่กำลังอุบัติ กำลังปะทุขึ้นมาในระดับโลกทั้งโลก แต่สุดท้าย…สิ่งที่ว่านั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่แทบ “เป็นไปไม่ได้” การที่จำต้องเถลือกไถลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของอภิมหาอำนาจผู้พ่ายแพ้ อย่างญี่ปุ่น อย่างเยอรมัน จนส่งผลให้ประเทศไทยหวิดๆจะกลายเป็นประเทศผู้พ่ายแพ้สงคราม ใครต่อใครในประเทศหวิดๆจะกลายเป็น “อาชญากรสงคราม” ไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ จึงเป็นสิ่งอุบัติขึ้นมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ…

แต่ก็ด้วย… “นโยบายต่างประเทศของไทย แต่ครั้งโบราณกาล มีเป้าหมายจะรักษาเอกราชและความอยู่รอดของประเทศ โดยไม่ประสงค์จะเข้าไปมีส่วนเข้าข้างหนึ่ง ข้างใด ในกรณีพิพาทหรือข้อขัดแย้งระหว่างประเทศใดๆ” อย่างที่ท่านอาจารย์ “กนต์ธีร์” ท่านเกริ่นนำเอาไว้ในบทที่ 3 ของหนังสือเล่มนี้นั่นเอง ความพยายามดำรง รักษา สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นกลาง” ภายใต้ฉากสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่ก่อให้เกิดแรงกดดัน และเป็นตัวบีบบังคับ ให้จำต้อง “เลือกข้าง” ไม่ว่าข้างหนึ่ง ข้างใด อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ จึงเป็นอะไรที่ “ยากซ์ซ์ซ์”เอามากๆ หรือแทบเป็นไปไม่ได้เอาเลยก็ว่าได้ คือต้องอาศัย “ศิลปะ” ชนิดประณีตละเอียดอ่อน อย่างเป็นที่สุด ระดับอาจต้องเรียกว่า…ศิลปะแห่งชาติ หรือศิลปะประจำชาติ เอาเลยก็ไม่แน่ ในการแฉลบออกข้าง การเบี่ยงไป-เบี่ยงมา การเคล้าเคลีย คลุกคลี ก่อนโดดเกาะแล้วดูดสมอง ใครก็ตาม หรือผู้ใดก็ตามที่คิดร้าย คิดมิดี-มิร้ายกับประเทศของตัวเอง ในท้ายที่สุด…
หนังสือเล่มนี้…จึงอาจถือได้ว่า เป็นบทเรียน บทศึกษา ที่สุดแสนจะมีค่าเอามากๆ แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นหนังสือที่มุ่งจะชี้แนะ ชี้นำ ให้ผู้อ่านต้องคล้อยตามความคิด ความเห็นใดๆ ของผู้เขียน ที่ดูเหมือนว่าตัวผู้เขียน อย่างอาจารย์ “กนต์ธีร์” เอง ท่านก็พยายามที่จะไม่เสนอแนะ ไม่คิดจะชี้นำ โดยอาศัยความคิดเห็นส่วนตัวของตัวเองแต่อย่างใด แต่มุ่งที่จะเปิดเผย ตีแผ่ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือสิ่งที่เป็น“ข้อเท็จจริง”ล้วนๆ โดยที่บรรดาผู้อ่านทั้งหลายเองนั่นแหละ จะต้องไปนึก ไปคิดกันเอาเอง ว่าอะไรเหมาะ อะไรควร อะไรที่ถือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ อันควรได้รับการปกป้อง พิทักษ์รักษา เอาไว้ให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องอาศัยศิลปะ กลเม็ดเคล็ดลับ หรือแม้กระทั่งเล่ห์เพทุบาย แบบไหน ชนิดไหน ก็ตามที…

ดังนั้น…บรรดา “ตัวละคร”ต่างๆ ซึ่งต่างก็มี “ชีวิตจริง” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศในขณะนั้น อย่างจอมพล “ป. พิบูลสงคราม” รัฐบุรุษผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย อย่างอาจารย์ “ปรีดี พนมยงค์” ไปจนถึงบรรดาผู้ที่มีบทบาทมากบ้าง-น้อยบ้างไปตามลำดับ ต่างไม่ได้ถูกนำเอามาชี้วัด ตัดสิน ว่าใครถูก-ใครผิด ใครดี-ใครเลว เหมือนอย่างบรรดาผู้ที่ชอบไปนำเอาประวัติศาสตร์มาใช้เป็น “เครื่องมือ” ทางการเมืองในปัจจุบันและอนาคตของบ้านเราในช่วงหลังๆนี้เอาเลยแม้แต่น้อย แต่อาศัยสิ่งที่เรียกว่า “ข้อเท็จจริง” ทั้งหลาย ทั้งปวง ที่เกิดขึ้น เป็นตัวบ่งบอก อธิบาย ถึง “ความจำเป็น” ที่ส่งผลให้ตัวละครแต่ละตัว ต้องเล่นบท สวมบท ไปตามนั้น โดยภายใต้ “ความจำเป็น” ที่ว่า ต่างไม่อาจสรุปกันในแบบหยาบๆ-ง่ายๆ ว่าอะไรผิด-อะไรถูก อะไรดีอะไรเลว เพราะต่างฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ไปด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่บรรดาอภิมหาอำนาจคู่ขัดแย้ง ที่พยายามโน้มน้าว กดดัน บังคับ ให้ประเทศเล็กๆอย่างประเทศไทย เป็นไปตามความปรารถนาความต้องการของตัวเองก็ตาม…

ข้อเขียน ข้อมูล ข้อเท็จจริง ในหนังสือเล่มนี้…จึงถือเป็นงานทางวิชาการที่ออกจะบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ไม่ได้งานการปลุกระดม การโฆษณา หาเสียง หาคะแนนนิยม ให้กับฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง หรือฝ่ายของตัวเองเอาเลยแม้แต่น้อย จึงสามารถหยิบเอามาใช้เป็นบทเรียน บทศึกษา สำหรับปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภายใต้ฉากสถานการณ์ที่บรรดาอภิมหาอำนาจในระดับโลก เริ่มหันมาปะทะ ขัดแย้ง กันอย่างเอาจริง-เอาจัง อย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ โดยมีประเทศเล็กๆอย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา หนีไม่พ้นต้องโอนไป-เอนมา ต้องเดินไต่เส้นลวดข้ามหน้าผาและหุบเหว ที่เต็มไปด้วยลมพายุกรรโชกแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ การได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง “การวิเทโศบายของไทย” เล่มนี้ กันเป็นรอบที่ 4 รอบที่ 5 จึงแทบไม่ต่างอะไรไปจากการได้อ่านหนังสือบทกวี วรรณกรรม อันเต็มไปด้วย “ศิลปะ” ที่ชวนให้ต้องอ่านแล้ว อ่านอีก อ่านแล้วไม่เพียงขี้ง่าย ถ่ายคล่อง ยังช่วยให้ “สมอง” และ “วิญญาณ” แห่ง “ความเป็นไทย” เจริญเติบโต ขึ้นมามิใช่น้อย…

————————————————–

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close