ว่าด้วยประวัติศาสตร์กับความดี-ความชั่ว

ช่วงระยะนี้…ดูเหมือนว่าใครต่อใครต่างหันไปหยิบเอาเรื่อง “ประวัติศาสตร์” หรือเรื่องราวในอดีตตั้งแต่เมื่อ 80-90 ปีที่แล้ว มาเถียงกัน ด่ากัน หรือเอามาใช้เป็น “เครื่องมือ” ที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งดูดี อีกฝ่ายหนึ่งดูเลว ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายถูก อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิด ฯลฯ อะไรประมาณนั้น ซึ่งออกจะทำให้ผู้ที่ชอบอ่าน ชอบศึกษา ค้นคว้า เรื่องราวในอดีต หรือเรื่องราวใน “ประวัติศาสตร์” อย่างอันตัวข้าพเจ้าเอง อดที่จะรู้สึกเลี่ยนๆ เอียนๆ ขึ้นมาไม่ได้…

คืออันที่จริง…ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเล็กๆ หรือขณะที่ “ตีน” ยังประมาณเท่าฝาหอยนั้น การที่ต้องนั่งเรียน “วิชาประวัติศาสตร์” อยู่ในห้องเรียน หรือในโรงเรียนนั้น อาจไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกชอบใจ ประทับใจ ต่อบรรดาความรู้ชนิดนี้มากมายซักเท่าไหร่ เผลอๆอาจออกไปทางน่าเบื่อ น่าเหนื่อยหน่ายซะล่ะมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องพยายามหันไป “จดจำพ.ศ.” ว่าปีอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร? ที่เกิดฉากเหตุการณ์หนึ่งๆ เกิดเรื่องราวหนึ่งๆ อุบัติขึ้นมา ไม่งั้นเวลาเจอเข้ากับ “ข้อสอบ” ของครูวิชาประวัติศาสตร์ อาจต้องใบ้แ-ก หรือใบ้รับประทานในห้องสอบเอาง่ายๆ…

แต่ดูเหมือนว่า…ช่วงที่เริ่มโตๆขึ้นมามั่งแล้ว ฝ่ามือ-ฝ่ายตีนชักขยายตัวพอๆกับ “หอยมือเสือ” อะไรทำนองนั้น โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มเข้ามาอยู่ในแวดวงข่าวสาร หรือเริ่มเป็น “นักข่าว” นั่นแหละ ความสนใจ ชอบใจ จนนำไปสู่ความประทับใจของเรื่องราวต่างๆที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต จนอาจกลายเป็น “ประวัติศาสตร์” ไปแล้ว หรือแม้อาจยังไม่ถึงขั้นประวัติศาสตร์ก็ตามที ก็ชักเริ่มก่อรูป ก่อร่าง ก่อให้เกิดแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ อันนำไปสู่ความพยายามที่จะศึกษา ค้นคว้า เรื่องราวทำนองนี้ เนื่องจากมันสามารถนำมาใช้เป็น “ข้อมูล” หรือกระทั่งเป็นคำตอบ-คำอธิบาย ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมาในปัจจุบัน หรือกำลังเกิดขึ้นภายในอนาคตนำไปสู่ “กระบวนการ” ในการ “วิเคราะห์” หรือ “สังเคราะห์” อันเป็นสิ่งซึ่งมีความสำคัญเอามากๆสำหรับบรรดาผู้ที่อยู่ในอาชีพ หรือประกอบวิชาชีพ เป็น “นักข่าว” ทั้งหลายนั่นแล…

ด้วยเหตุนี้…ในระหว่างที่ต้องพบปะ พูดคุย สัมภาษณ์ บรรดา “แหล่งข่าว” ทั้งหลาย นอกเหนือไปจากการได้รับรู้ว่า “ใคร?”“ทำอะไร?” “ที่ไหน?” และ “เมื่อไหร่?” แล้ว ความพยายามที่ต้องค้นหาต่อไปว่า “ทำไม?” หรือ “อย่างไร?” นั่นเอง ที่ทำให้หนีไม่พ้นต้องหันไปศึกษา ค้นคว้า สิ่งที่เคยเป็นมา-เป็นไปเมื่อครั้งอดีต โดยจะเรียกว่า “ประวัติศาสตร์” หรือไม่ อย่างไร ก็ตามที และอะไรต่อมิอะไรเท่าที่เคยเป็นมา-เป็นไปเมื่อครั้งอดีตนั้น มักมักมีอะไรที่ลุ่มลึก ลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่า “ตัวหนังสือ” ที่ต้องอ่านๆกันในวิชาประวัติศาสตร์ หรือต้องรู้ๆเพื่อเอาไว้ตอบข้อสอบของครูวิชาประวัติศาสตร์ อีกมากมายเยอะแยะ คือมันมีทั้งเรื่องของ “อารมณ์” “ความรู้สึก” เรื่องของ “ทัศนะคติ” เรื่องของ “สภาพแวดล้อม” และ “ค่านิยมทางสังคม” เรื่องของ “อายุ” ของ “เพศ” ของ “วัย” ไปจนถึงเรื่องของ “สถานะ” ฯลฯ หรือถ้าสรุปให้สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือเรื่องของ “ชีวิต” นั่นแหละ เข้ามาเกี่ยวข้อง พัวพัน อย่างมิอาจแยกออกจากกันได้เลย…

หลายครั้ง หลายครา…ระหว่างที่นั่งฟัง “แหล่งข่าว” เล่าถึงความหลัง หรือเล่าถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อครั้งอดีต อะไรต่อมิอะไรที่พรั่งพรูออกมา ในระหว่างที่สีหน้า-สีตาแสดงออกถึงความปลาบปลื้ม ยินดี หรือความเศร้าสลด หดหู่ ก็แล้วแต่ มันมีอะไรมากไปกว่า “วันที่-เดือน-และพ.ศ.” อีกมากมายเยอะแยะ หรือมากไปกว่าสิ่งที่เคยปรากฏเป็นข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในหนังสือ ในตำรับตำราวิชาประวัติศาสตร์ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ชนิดอาจเรียกได้ว่า…กลายเป็นหนังสือวรรณกรรม เป็นบทกวีเป็นตำรับตำราทางปรัชญา หรือทางศาสนาเอาเลยก็ไม่แน่ เป็นสิ่งที่มี “ชีวิต” และ “วิญญาณ” ที่ดิ้นไป-ดิ้นมา ไม่ใช่เป็นสิ่งที่แห้งๆ แข็งทื่อ ตายซาก เหมือนอย่าง “วิชาประวัติศาสตร์” ที่เรียนๆ กันอยู่ในห้องเรียนทั้งหลาย…

เพราะไม่ว่า“ใคร?”ผู้ใด-ผู้หนึ่ง คิดจะ“ทำอะไร?” “ที่ไหน?”และ“เมื่อไหร่?” เขาเหล่านั้น…ย่อมประกอบไปด้วยอารมณ์-ความรู้สึก เช่นเดียวกับบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายต่างก็มีอยู่ภายในตัวตนของตนนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความรัก-โลภ-โกรธ-หลง อันเนื่องมาจากแรงกดดันจากสภาพแวดล้อม จากตัณหา อุปทาน จากการปรุงแต่งภายในตัวตนของตน จนยากที่จะไปชี้ถูก-ชี้ผิด หรือจะไปวัดตัดสิน โดยไม่ได้คิดจะนำเอาวัน-เวลา-และสภาพแวดล้อมต่างๆ เข้าไปเป็นองค์ประกอบในการใคร่ครวญ พิจารณา ควบคู่ไปด้วย ดังนั้น…สำหรับ “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” ไม่ใช่ “ประวัติศาสตร์ที่แข็งทื่อและตายซาก”แบบวิชาประวัติศาสตร์โดยทั่วไป มันจึงไม่ได้มีอะไรที่ “ดีหมด” และไม่ได้มีอะไรที่ “เลวหมด” ไม่มีอะไรที่ “ดีสมบูรณ์แบบ”และ “เลวสมบูรณ์แบบ” มีแต่สิ่งที่สามารถนำมาใช้เป็น “บทเรียน” หรือนำมาใช้เป็นองค์ประกอบการตัดสินใจสำหรับปัจจุบันและอนาคตข้างหน้านั่นแหละ ที่สำคัญซะยิ่งกว่า…

การมอง “ประวัติศาสตร์”ในแง่นี้…จึงสามารถนำไปสู่กระบวนการในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อหาคำตอบ คำอธิบาย อันจะช่วยให้ปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า เป็นไปได้ด้วยดี ต่างไปจากการไปหยิบเอา “ประวัติศาสตร์”มาใช้เป็นแค่ “เครื่องมือ”ในอันที่จะบรรลุเป้าหมาย จุดมุ่งหมาย ในแบบที่ไม่ได้ก่อให้เกิด “บทเรียน”ใดๆเอาเลยแม้แต่น้อยหรือทำให้เกิดสิ่งที่นักปรัชญาชาวเยอรมัน เมื่อยุคเกือบ 200-300 ปีที่แล้ว อย่าง “เกออร์ค วิลเฮล์ม ฟรีดิช เฮเกล” (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) ท่านสรุปเอาไว้แบบสั้นๆง่ายๆว่า… “We learn history that we do not learn from history”หรือ “เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ว่าเรามิได้เรียนรู้ใดๆจากประวัติศาสตร์เอาเลย” อะไรประมาณนั้น…

ว่าไปแล้ว…สำหรับ “ปัจจุบัน”และ “อนาคต”ของประเทศไทย สังคมไทย นับจากนี้ ที่นอกจากจะต้องเจอกับเชื้อ“COVID-19” แพร่ระบาดไปทั่วทั้งโลก ต้องเจอกับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฉิบหาย วายป่วง กันไปทั่วทั้งโลก ยังอาจต้องเจอกับความก้าวหน้า ก้าวไกล ทางเทคโนโลยี ที่มันไม่ได้สัดส่วน หรือไม่ได้ก่อให้เกิดความสมดุล กับวิถีชีวิตความเป็นไปของผู้คน จนอาจก่อให้เกิดการ “Disruptive”เกิดการไล่ถีบใครต่อใครให้พังระเนระนาดกันไปทั้งโลก ฯลฯ สิ่งที่มีความสำคัญเอามากๆ หรืออาจเรียกได้ว่าสำคัญที่สุด ในการรับมือกับภาวะดังกล่าว ก็คือความเป็นน้ำหนึ่ง-ใจเดียว ความร่วมมือ-ร่วมใจ หรือความรู้-รัก-สามัคคี ของผู้คนในระดับทั่วทั้งสังคมนั่นเอง การหยิบยกเอาเรื่องราวในอดีต เมื่อเกือบร่วมๆศตวรรษเข้าไปแล้ว จนกลายเป็น “ประวัติศาสตร์”ไปเรียบร้อยแล้ว มาเถียงกันไป-เถียงกันมา ว่าใครดีกว่า-เลวกว่า ใครถูก-ใครผิด ใครดีสมบูรณ์แบบ หรือเลวสมบูรณ์แบบ ฯลฯ มันก็คงไม่ต่างไปจากการกระทำในสิ่งที่นักปราชญ์เยอรมันท่านได้สรุปเอาไว้แล้วนั่นเอง คือ…เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เอาเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้…ก็น่าจะเลิกเหอะ!!! บรรดาผู้รู้ หรือผู้ที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ทั้งหลาย เลิกเถียงเลิกทะเลาะ หันมาสร้าง“ความร่วมมือ-ร่วมใจ”ระหว่างกันและกันน่าจะเหมาะกว่า หรือน่าจะถือเป็น “ความดี”ในอีกลักษณะหนึ่ง…

ข่าวน่าสนใจ

Close