To Sir, with Love-กับคุณค่าแห่งความเป็นครู

สัปดาห์ที่แล้ว…ไปหยิบเอาหนังเด็กๆ เรื่อง “Melody”มาแนะนำกันในช่วงใกล้ๆกับ “วันเด็ก”ไปเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากผ่านวันเด็ก ก็คงต้องถึงเวลา “วันครู”ตามมาแบบติดๆ สัปดาห์นี้…ก็เลยคงต้องขออนุญาตไปนำเอาหนังเกี่ยวกับครูๆ มาลองเสนอแนะเอาไว้มั่ง และคงไม่มีอะไรดีไปกว่า หนังที่ต้องถือเป็น “ต้นฉบับ”เป็น “แม่แบบ”เกี่ยวกับหนังประเภทครูๆทั้งหลาย ที่มีตามมาอีกเยอะนับจากนั้น แต่ที่ต้องจัดอยู่ในระดับรุ่นแรก หรือรุ่นเก๋า น่าจะหนีไม่พ้นไปจากหนังปีค.ศ. 1967 หรือเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว นั่นก็คือเรื่อง “To Sir, with Love”นั่นเอง…

แม้ว่าโดยเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง และรายละเอียดของหนังเรื่องนี้…อาจไม่ถึงกับมีสีสัน ฉูดฉาด หวือหวา เหมือนกับหนังครูๆเรื่องอื่นๆที่ตามมาในภายหลัง คือออกจะเรียบๆ ง่ายๆ ซื่อๆ ตามกระแสทางวัฒนธรรมของสังคมช่วงนั้น ที่ยังไม่ถึงกับแรงเสียดสี เสียดทาน ในสภาพแวดล้อมทางสังคมแต่ละสังคมมากมายนัก หรือเด็กๆโดยทั่วไป ยังไม่ถึงกับ “ดื้อ”ไม่ถึงกับ “เฮี้ยว”หรือ “เกรียน”มากมายซักเท่าไหร่นัก เหมือนกับเด็กยุคหลังๆ หรือเด็กยุคนี้ และ “ครู”ยุคนั้น…ก็ยังพยายามให้ความรัก ความเข้าใจ ต่อบรรดาพวกเด็กๆ ไม่ถึงกับคิดว่าตัวเองเป็นแค่ “นักเห่ากระดานดำ”เหมือนกับครูๆยุคหลังๆก็ตามที แต่โดย “แก่นสาระ”ในความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเป็นครู”กับ “ความเป็นเด็ก”ก็ยังถูกสะท้อนออกมาได้อย่างชนิดครบถ้วน สมบูรณ์ จากหนังเรื่องนี้ หรือจากหนังรุ่นเก่าเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ชนิดไม่ถึงกับล้าสมัย ตกสมัย อะไรมากมายนัก…

อีกทั้งโดยโครงเรื่อง เนื้อเรื่อง ของหนังเรื่องนี้…ว่ากันว่า นำมาจาก “ประวัติชีวิตจริง”ของนักเขียนผิวดำสัญชาติกียานา ที่ได้แปลงสัญชาติมาเป็นชาวอังกฤษและอเมริกันในภายหลัง นั่นก็คือ “อี.อาร์. เบรทเวท” (E.R. Braithwaite)ที่เป็นทั้งนักการทูต เป็นนักเขียน และเคยเป็นครู สอนอยู่ในโรงเรียนแถวๆ “East End of London”ในประเทศอังกฤษอยู่ช่วงหนึ่ง และโดยประสบการณ์จากความเป็นครูในช่วงนั้นนั่นเอง ที่ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นงานเขียนเชิงนวนิยายจากชีวิตจริง ออกตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อช่วงปีค.ศ.1959 ใช้ชื่อเดียวกันกับชื่อหนัง คือเรื่อง “To Sir, with Love” และกลายเป็นนิยายที่โด่งดังมิใช่น้อย ถึงกับได้รับรางวัล “Anisfield-Wolf Book Award”อันเป็นรางวัลสำหรับวรรณกรรมอเมริกัน ที่ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการเหยียดผิว ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยกวีชาวอเมริกันอย่าง “Edith Anisfield Wolf”มาตั้งแต่แรก…

จากนิยายเรื่องนี้นี่เอง…ที่ทำให้ทั้งผู้กำกับหนังชาวออสเตรเลีย อย่าง “เจมส์ คลาเวลล์” (James Clavell) รวมทั้งนักแสดงผิวสีที่กำลังโด่งดังอย่าง “ซิดนีย์ ปอยเตียร์” (Sidney Poitier)ติดอก ติดใจ ซาบซึ้งและประทับใจเอามากๆ เลยร่วมกันเสกสรร ปั้นแต่ง นิรมิตขึ้นมาเป็นหนังเรื่อง “To Sir, with Love” โดยมี “ซิดนีย์ ปอยเตียร์”เองนั่นแหละ รับบทเป็นพระเอก ตัวเอก ชื่อว่า “มาร์ค แทคเคอรี่” (Mark Thackery) บัณฑิตทางวิศวกรรมผู้กำลังว่างงาน รองาน จนกระทั่งต้องหันมาลองสมัครเป็น “ครู” ที่โรงเรียนมัทธยม “North Quay Secondary School”แถวๆ “East End of London” ดีกว่าอยู่ว่างๆ เลยมีอันต้องผจญเวร ผจญกรรม กับบรรดาพวกเด็กๆ ที่ออกจะ “เฮี้ยว”ออกจะ “เกรียน”อยู่พอสมควร หรือเป็นเด็กๆประเภทโรงเรียนอื่นไม่คิดจะเอาแล้ว จนต้องไหลมารวมกันอยู่ในโรงเรียน “North Quay” และกลายเป็น “โจทย์”ข้อใหญ่ สำหรับครูรายใหม่ แถมยังเป็นครูผิวดำ หรือผิวสี อย่าง “มาร์ค แทคเคอรี่”หรือ “ซิดนีย์ ปอยเตียร์”ชนิดแทบน็อตหลุด น็อตหลวม กันในช่วงต้นๆ…

แต่ก็ตามแบบฉบับของผู้ที่มี “ความเป็นครู”อยู่ในหัวจิต หัวใจ อันเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “อาชีพ” หรือเป็นเพียง “งาน”โดยทั่วๆไปแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆสารพัด สารพัน ไม่ว่า…ความรัก ความเมตตา ความเป็นห่วงเป็นใย ต่อบรรดาพวกเด็กๆ ไม่ว่าจะ “เฮี้ยว”จะ “เกรียน”กันไปถึงขั้นไหน หรือเป็นสิ่งที่ทำให้บรรดาผู้ที่ได้ชื่อว่า “ครูๆ” ทั้งหลาย ประเภทที่เป็น “ครูจริง-ครูแท้” ต่างเคยถูกอุปมา-อุปมัย ว่าแทบไม่ต่างอะไรไปจาก “พ่อ-แม่คนที่สอง”ของพวกเด็กๆ อะไรทำนองนั้น และด้วยสิ่งเหล่านี้นี่เอง…ที่ทำให้ครูใหม่ ครูผิวสี อย่าง “ครูมาร์ค แทคเคอรี่”เลยสามารถเอาชนะใจ เอาชนะความเฮี้ยว ความเกรียน ของบรรดาเด็กๆในแต่ละราย จนทุกสิ่งทุกอย่าง…จบลงด้วยคำพูด คำบรรยาย อันปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงช่วงสุดท้าย ที่หนึ่งในผู้แสดงเป็นนักเรียน อย่าง “ลูลู” (Lulu Kennedy-Cairns)ขับขานเอาไว้ในบทเพลงชื่อว่า “To Sir, with Love” ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองโดย “Don Black”และ “Mark London” อันได้กลายเป็น “เพลงยอดฮิต”ติดอันดับหนึ่งของการจัดอันดับเพลงในอเมริกา นานถึง 5 สัปดาห์ เอาเลยถึงขั้นนั้น…

คือเพลงๆนี้…ต้องเรียกว่า จัดอยู่ในประเภท “อภิมหาอมตะนิรันดรกาล”อีกเพลงหนึ่ง ไม่ว่าในแง่เนื้อร้องและทำนอง และถือเป็นตัวส่งผลเอามากๆ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดังระเบิดเถิดเทิงตามไปด้วย แม้ว่าโดยเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง และรายละเอียดต่างๆจะเรียบๆง่ายๆ อย่างที่ว่าไว้แล้ว แต่โดยฝีมือการแสดงของอภิมหาดาราผิวสี อย่าง “ซิดนีย์ ปอยเตียร์” รวมทั้งความไพเราะของเนื้อร้อง ทำนองเพลง “To Sir, with Love”เพลงนี้ สามารถทำให้ใครก็ตามที่เคยเป็น “นักเรียน”และเคยเจอกับ “ครูจริง-ครูแท้”กันมามั่งมีสิทธิ์น้ำตาซึม น้ำตาไหล ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ โดยเฉพาะเมื่อหวนกลับไปคิดถึงความรัก ความห่วงใย ความปรารถนาดีโดยบริสุทธิ์ใจ ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “พ่อ-แม่คนที่สอง”อย่างบรรดาพวกครูๆทั้งหลาย นั่นแล…

แม้ว่าโลก หรือสังคม ในยุคหลังๆ…อาจทำให้ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่าง “ครู”กับ “นักเรียน”ต่างไปจากเมื่อยุคอดีตอยู่บ้าง หรือจะต่างแบบหน้ามือเป็นหลังตีน เป็นคนละเรื่อง-คนละม้วน ก็แล้วแต่ แต่คุณค่าแห่ง “ความเป็นครู”ในลักษณะที่ว่า ยังต้องถือเป็นคุณค่าที่ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันตกต่ำ อยู่แล้วแน่ๆ ไม่ว่าบริบทของสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะไหนก็ตาม เพราะถือเป็นสิ่งที่ควรเชิดชู ควรค่าแก่ยกย่อง สรรเสริญ สำหรับใครก็ตาม หรือสังคมใดๆก็ตาม ที่ยังมองเห็นคุณค่าของความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ฯลฯ หรือ “คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์”นั่นเอง และสิ่งที่เรียกว่า “ครู”หรือ “ความเป็นครู”ที่ว่านี้ ก็แทบเรียกได้ว่าถือเป็น “สัญญลักษณ์” หรือเป็น “ตัวแทน”ของคุณค่าดังกล่าวมาโดยตลอด…

ดังนั้น…เนื่องในโอกาสที่ “วันครู”กำลังเวียนบรรจบ ครบรอบ มาถึงอีกปีหนึ่ง ใครที่เคยเป็น “นักเรียน” หรือใครที่เคยมี “ครู”กันมาก่อน ก็น่าที่จะใช้วาระที่ว่าย้อนกลับไปนึกถึง คิดถึง บรรดาคุณค่าเหล่านี้เอาไว้มั่ง โดยจะย้อนกลับไปนั่งนึก นั่งคิด ถึงประสบการณ์เท่าที่ตัวเองเคยผ่านมา หรือจะหยิบเอาหนังเรื่อง “To Sir, with Love”มาใช้เป็นองค์ประกอบควบคู่ไปด้วย ก็น่าจะยิ่งเข้าท่ามิใช่น้อย เพราะเพียงแค่ได้ฟังเพลง “To Sir, with Love”เพลงเดียวเท่านั้น บรรดา “ลูกศิษย์ที่มีครู” หรือลูกศิษย์ที่มีความกตัญญู รู้คุณ ต่อบรรดาครูๆของตัวเองทั้งหลาย อาจถึงขั้นน้ำตาซึม น้ำตาไหล ขึ้นมาได้ง่ายๆ…
——————————————————

 

ข่าวน่าสนใจ

Close