War and Peace-วิธีเปลี่ยนสงครามให้เป็นสันติภาพ

โดยคุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

จากเดิมที…ที่เคยคิดไปหยิบเอาหนังแค่ซัก 10 เรื่อง มาจัดอันดับให้เป็น“หนังในดวงใจ”อะไรประมาณนั้น แต่เขียนไป-เขียนมา ดันลากยาวมาหวิดๆจะครบ100 เรื่องไปแล้ว หรือไม่ อย่างไร ก็ไม่เคยลองนับ
แต่ก็นั่นแหละ…ด้วยเหตุเพราะดันลากมา-ลากไป
หลังๆนี้…เลยหนีไม่พ้นต้องไปขุดกรุเอาหนังผี หนังตลก หนังสยองขวัญไปจนถึงหนังบู๊-แอคชั่น ฯลฯ มาชี้แนะ ชี้นำ ชนิดไม่รู้ว่าผู้อ่าน-ผู้ฟัง(รายการคลื่นความคิด 101) จะตาลาย หรือตาเหลือก ไปแล้วถึงขั้นไหน…

ดังนั้น…สำหรับสัปดาห์นี้
ขออนุญาตเปลี่ยนบรรยากาศย้อนไปเอาหนังประเภทคลาสสิค หรือคลาสสึก ก็แล้วแต่มาลองนำเสนอเอาไว้หน่อย คือหนังเมื่อซัก 60 กว่าปีที่แล้ว หรือปีค.ศ. 1956 ชื่อว่า “Warand Peace” หรือ “สงครามและสันติภาพ”อะไรประมาณนั้น มาชี้แนะ ชี้นำ กันเอาไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งแม้เป็นหนังที่อาจ “ดูไป-หลับไป”เอาง่ายๆ เพราะด้วย “ความยาว”ระดับยืดเยื้ออีเหลนเป๋น ปาเข้าไปประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ และด้วย“สไตล์”หรือ“ไลฟ์สไตล์”ของผู้คนยุคโบร่ำโบราณ ยุค“อะนาล็อค”ที่หนักไปทาง “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” หรือต้องยืดๆยาดๆเข้าไว้ก่อน
แต่ด้วยเนื้อหา สาระ ด้วยโครงเรื่อง จุดมุ่งหมายของเรื่อง ซึ่งต้องจัดอยู่ในระดับ“คลาสสิค”อย่างมิอาจปฏิเสธได้ เนื่องจากเป็นหนังที่นำเอา“วรรณกรรม”ระดับอภิมหาอมตะนิรันดรกาล ของอภิมหานักเขียนรัสเซีย อย่าง “ลีโอตอลสตอย” (Leo Tolstoy)มาดัดแปลงให้กลายเป็นหนังเรื่องที่ว่านี้…
คือวรรณกรรมเรื่อง “War and Peace”ของ “ลีโอตอลสตอย”นั้น…ท่านเขียนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้ว หรือตั้งแต่ปีค.ศ. 1869 โน่นเลย โดยไปหยิบเอาฉากเหตุการณ์ครั้งเมื่อกองทัพฝรั่งเศส ของพระจักรพรรดิ “นโปเลียน โบนาปาร์ต” เปิดฉากบุกออสเตรีย ยันมาถึงประเทศรัสเซียยุคสมัยพระเจ้าซาร์“อเล็กซานเดอร์ที่ 1”เมื่อช่วงปีค.ศ. 1812 อันเป็นสงครามที่ต้องถือเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรก และครั้งสำคัญของพระจักรพรรดิฝรั่งเศส แต่ก็เล่นเอาประเทศรัสเซียยับเยินกันไปมิใช่น้อย และทำให้เกิดผลกระทบต่างๆนานา

ต่อบรรดาผู้คนในสังคมชนชั้นสูงของรัสเซียยุคนั้น อันเป็นสังคมที่ “ลีโอตอลสตอย”ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมาบรรดาสิ่งต่างๆเหล่านี้นี่เอง…ที่กลายมาเป็นแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจให้อภิมหานักเขียนชาวรัสเซียผู้นี้ เสกสรร ปั้นแต่ง นิรมิตออกมาเป็น“วรรณกรรมคลาสสิค”ระดับอภิมหาอมตะนิรันดรกาลหรือเป็นวรรณกรรมที่อยู่เหนือไปจากกาลเวลา สามารถนำเอามาใช้เป็นคติเป็นอุทาหรณ์ สอนใจ ในยุคไหน สมัยไหน ได้เสมอๆ…
ว่ากันว่า…ตัวของ “ลีโอตอลสตอย”ท่านเคยพูดถึงวรรณกรรมเรื่องนี้ของท่านเอาไว้ประมาณว่า…”ไม่ใช่นิยาย -ไม่ได้ออกไปทางบทกวี-และไม่ใช่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซะทีเดียวนัก”แต่ถือเป็นการ “สนทนาทางปรัชญา”อะไรประมาณนั้นซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรไปจากบุคลิคลักษณะ ทัศนะคติรวมไปถึงประวัติชีวิตของตัวท่านเอง ที่ไม่ว่าจะเคยผ่านการศึกษา เรียนรู้แนวคิดด้านการเมือง เศรษฐกิจ ประเภทก้าวหน้าทันสมัยทั้งหลายในยุคนั้นไม่ว่าประเภทออกไปทางฝ่ายซ้าย อย่างพวก “คอมมิวนิสต์” หรือ“อนาคิสต์”เคยเห็นฉาก“การปฏิวัติ”ในฝรั่งเศส เห็นความโหดเหี้ยม อำมะหิต ในสงครามต่างๆ แต่สุดท้าย…บรรดาประสบการณ์ การเรียนรู้ เหล่านี้กลับทำให้ท่านหันมาให้ความสำคัญ กับ“ศาสนา”เป็นหลัก ชนิดถือเป็นทางออกทางรอด ทางเดียวเท่านั้น สำหรับมวลมนุษยชาติ หรือสำหรับการนำมาซึ่งสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนาของมวลมนุษย์ทุกผู้ ทุกนาม ทุกชาติทุกภาษา นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “สันติภาพ”นั่นเอง…

และด้วยลีลาการดำเนินเรื่องตามแบบฉบับของนักเขียนรัสเซียหรือวรรณกรรมรัสเซีย…ที่มักอาศัยบทบาทของตัวละครแต่ละตัวเป็น“สัญญลักษณ์”ในการสื่อความหมายถึงความเป็นไปของสังคม ของประเทศ
แบบที่นักเขียนรางวัลโนเบล ชาวรัสเซีย อย่าง “บอริสปาสเตอร์แนก”อาศัยพระเอกอย่าง “ด.ร.ชิวาโก”และนางเอกผู้อาภัพ อย่าง “ลาร่า”เป็น“สัญญลักษณ์”ในการสะท้อนถึงความเป็นไปของทุนนิยม สังคมนิยม และมนุษย์นิยมภายในประเทศรัสเซียยุคปฏิวัตินั่นเอง ดังนั้น..ตัวละครอย่าง ท่านเคานท์ “ปิแอร์เบซูคอฟ” (Pierre Bezukhov) ที่ถือเป็นตัวเอก หรือ“พระเอก”เรื่อง “War and Peace”ของ“ตอลสตอย” โดยมีพระเอกรุ่นโบราณ อย่าง “เฮนรี่ ฟอนดา” (Henry Fonda)เป็นผู้รับบทหรือ“นางเอก”อย่าง เคาน์เตส“นาตาชา รอสโตวา” (Natasha Rostova) ที่เล่นโดย“ออเดรย์เฮปเบิร์น” (Audrey Hepburn) ก็จึงเป็นอะไรที่มีความหมายมากไปกว่าพระเอกธรรมดาๆ หรือนางเอกธรรมดา โดยทั่วไป…

แต่เมื่อผู้กำกับชาวอเมริกัน อย่าง “คิง วิดอร์” (King Wallis Vidor)ได้นำเอาวรรณกรรมเรื่องนี้มาดัดแปลง หรือมาเขียนเป็นบทภาพยนตร์ซะใหม่ความ “เข้าถึง”และ “เข้าใจ”ต่อแก่นสาระ หรือจุดมุ่งหมายของเรื่อง มันเลยอาจ“เพี้ยนๆ”ไปบ้าง คือถ้า “ดูไม่แตก” หรือไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน มันอาจกลายเป็น“หนังรัก” หรือ “เลิฟ สะตอรี่”เอาง่ายๆ เหมือนเรื่อง “ด.ร.ชิวาโก”นั่นแหละ

แม้จะได้มืออภิมหาผู้กำกับ อย่าง “เดวิด ลีน” (David Lean)มาเป็นผู้พาสเจอไรส์แต่คนดูในบ้านเราบางกลุ่ม บางราย ยังคิดว่าเป็นหนังผัวๆ-เมียๆ หนังคบชู้ สู่ชายอะไรไปโน่น ดังนั้น…หนังเรื่อง “War and Peace”เรื่องนี้ อาจมีบางช่วง บางตอนที่ต้อง“ดูไป-หลับไป”อยู่บ้าง ก็ด้วยเหตุเพราะผู้กำกับ หรือผู้เขียนบท
ท่านหันไปให้ความสำคัญกับบทรัก บทเลิฟ สะตอรี่ ระหว่างพระเอก นางเอกไปจนถึงพระรอง และตัวประกอบ เกือบๆจะครึ่งเรื่อง ค่อนเรื่อง เอาเลยก็ว่าได้…

แต่สำหรับบางฉาก บางช่วง…ก็พอได้สะดุ้งตื่น และตื่นตา ตื่นเต้ลล์ล์ล์ อยู่พอสมควรโดยเฉพาะฉากกรีฑาทัพเข้ารบเข้าปะทะกันระหว่างกองทัพฝรั่งเศสและกองทัพรัสเซีย ที่แม้ว่ายุคนั้นจะยังไม่มีแอนิเมชั่น ไม่มีเทคโนโลยี เข้าช่วย แต่ก็ทำได้ถึงอก ถึงใจถึงอารมณ์ มิใช่น้อย แม้จะยืดๆยาดๆ ตามสไตล์ของหนังยุคก่อน ที่คงไม่ต้องไปถือสาหาความ กันซักเท่าไหร่นัก เพราะโดยสรุปรวมความแล้ว…ด้วยโครงเรื่อง เนื้อเรื่อง
หรือจุดมุ่งหมายของเรื่อง ที่อภิมหานักเขียน “ลีโอ ตอลสตอย”ท่านได้นิรมิตสร้างสรรค์เอาไว้ ถือเป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคนี้ สมัยนี้ พึงต้องเก็บเอามาเป็นข้อคิดเป็นอุทาหรณ์ สอนใจ อย่างมิควรที่จะปฏิเสธโดยเด็ดขาด
ไม่ว่าจะเป็นความพยายามชี้ให้เห็นว่า การแทนที่ “ความเกลียด” ด้วย“ความรัก”แทนที่“ความโกรธ”ด้วยการ “ให้อภัย”การอาศัยขันติธรรม หรือ“ความอดทน-อดกลั้น” ในการรับมือกับ “ความทะเยอทะยาน” ไปจนการเปลี่ยนมุมมองเปลี่ยนทัศนะคติ จากการ “มองโลกในแง่ร้าย” ให้กลายเป็นการ “มองโลกในแง่ดี”
ด้วยการมอบทุกสิ่ง ทุกอย่าง ไว้ในมือของ “พระผู้เป็นเจ้า”ตามแนวทางความเชื่อความศรัทธา ของบรรดาศาสนาทั้งหลาย ฯลฯ

อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง…ที่อาจช่วยให้บรรดา “สงคราม”ทั้งหลาย ต้องสิ้นสุด ยุติหรือต้องกลายเป็น “สันติภาพ”ไม่วันใด-วันหนึ่งจนได้…

———————————————————–

ข่าวน่าสนใจ

Close