Witness-กับชุมชนความพอเพียงที่แท้จริง

โดย คุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…คงต้องขออนุญาตไปนำเอาหนังประเภทบู๊-แอคชั่น-อาชญากรรม-สยองขวัญ เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว หรือเมื่อช่วงปีค.ศ. 1985 มาลองแนะนำกันดู
คือหนังเรื่อง“Witness” ที่นำแสดงโดยพระเอกยอดนิยมอย่าง “แฮริสัน ฟอร์ด” (Harrison Ford) ในช่วงที่ยังไม่ถึงกับ “เหี่ยว”มาก และนางเอกอย่าง “เคลลี แมคกิลล์ส” (Kelly McGills) ช่วงที่กำลังเบ่งบาน เต่งตึง สดใสชนิดเป็นอะไรที่ “สวยซึ้ง”ระดับ “โคตรสวย”หรือ “สวยฉิบหาย” เอาเลยก็ว่าได้…

แต่เหตุที่หยิบมาแนะนำกันในช่วงนี้…คงไม่ได้เกี่ยวกับความสวยของนางเอก อย่าง“เคลลี แมคกิลล์ส”หรือความเก่ง ความเท่ ความบู๊ แอคชั่น ของ “แฮริสัน ฟอร์ด” หรือกระทั่งความสนุกสนาน ตื่นเต้ลล์ล์ล์ เมามันซ์ซ์ซ์ ในระหว่างการสืบสวน สอบสวนคดีฆาตกรรม ที่พยานปากสำคัญเป็นแค่เด็กรายหนึ่ง ซึ่งเผอิญไปเห็นหน้า เห็นตาฆาตกร จนต้องเกิดการไล่ล่า ล้างผลาญ ตามล้าง ตามเช็ด อันถือเป็นพล็อตโดยปกติธรรมดาของหนังทำนองนี้ แม้ว่าโดยฝีมือการกำกับของผู้กำกับชาวออสเตรเลีย อย่าง “ปีเตอร์ เวียร์” (Peter Weir) ที่เคยมีผลงานการกำกับหนังดังๆ คลาสสิค ลึกซึ้ง อย่าง “Dead Poet Society” หรือ “The Truman Show” จะทำให้หนังบู๊ แอคชั่น เรื่องนี้ สามารถยกระดับเหนือไปกว่าหนังประเภทบู๊ แอคชั่น โดยทั่วไปจนสามารถคว้ารางวัล “Academy Awards”มาถึง 2 ตัวด้วยกัน

แต่นั่น…ก็คงไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักๆ ที่ทำให้ต้องนำเอาหนังเรื่องนี้มาแนะนำ เอาไว้
ณ ที่นี้…
เพราะสิ่งที่อยากหยิบมาพูดถึง กล่าวถึง…แม้เป็นเพียงแค่ “องค์ประกอบ”หรือเป็นแค่ “ฉาก” บางฉากในหนังเรื่องนี้ แถมไม่ได้เกี่ยวพันกับเนื้อหา สาระ ของเนื้อเรื่องตัวเรื่อง มากมายซักเท่าไหร่นัก แต่เป็น “องค์ประกอบที่มีอยู่จริง” หรือ “ฉากที่มีอยู่จริง”ในสังคม ที่เต็มไปด้วยความฟอนเฟะ เต็มไปด้วยอาชญากรรม การมุ่งร้าย การทรยศหักหลัง ซึ่งเกาะกุม กัดกิน ไปทั่วทั้งระบบ แม้แต่ระบบยุติธรรม หรือระบบตำรวจ ของประเทศมหาอำนาจประชาธิปไตย อย่างสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือการมีอยู่ของชุมชนเล็กๆ ที่ถูกเรียกขานกันในนาม พวก “อามิช” (Amish) อันเป็นที่อยู่ ที่อาศัย ที่เกิดและเติบโต ของ “พยาน” ตัวเล็กๆ ซึ่งเผอิญไปพบเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมแบบต่อหน้า ต่อตา

เลยต้องถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง ของหนังเรื่อง “Witness” กันจนได้…
คือพวกที่ถูกเรียกว่า “อามิช” หรือ “ชุมชนอามิช”ในประเทศอเมริกานั้น…อันที่จริงถ้าสืบสาวเล่าประวัติ
อาจต้องถือเป็นพวกอเมริกันชนรุ่นแรกๆ หรือรุ่นบุกเบิก ที่อพยพหลบลี้หนีภัยทางศาสนาเข้ามายังดินแดนที่เรียกๆกันว่า “อเมริกา”ในทุกวันนี้ เพื่อแสวงหา “อิสรภาพที่แท้จริง” ซึ่งอาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอิสรภาพทางการเมือง หรือเศรษฐกิจ แบบประเภท “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภารดรภาพ”อะไรต่อมิอะไร ที่พวก “นักการเมือง” หรือผู้ที่คิดจะสถาปนาตัวเองเป็น “นักปฏิวัติ” พยายามท่องๆ บ่นๆ แบบนกแก้ว-นกขุนทอง อะไรทำนองนั้น เพราะ“อิสรภาพที่แท้จริง” ของบรรดาพวกอามิชเหล่านี้ ก็คงไม่ต่างไปจาก “อิสรภาพในทางศาสนา” ของบรรดาศาสนาสากลทั้งหลายนั่นแหละ
คืออิสรภาพที่จะหลุดพ้นไปจากเครื่องรึงรัดใดๆเท่าที่มีอยู่ภายในโลกใบนี้ จากกิเลสตัณหา ความโลภ ความหลง ความโกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาต หรือแม้แต่ความรัก ความชัง ที่มักเป็นไปตามการ “ปรุงแต่ง”ของอารมณ์ความรู้สึก ของใคร-ของมันไปเป็นพักๆ…

บรรดาพวก “อามิช”เหล่านี้…ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่เรียกขานตัวเองว่า“เมนโนไนท์”(Mennonites)
หรือพวกที่ยึดมั่น ศรัทธาใน “ศาสนาคริสต์”ตามแบบฉบับของผู้นำชาวคริสต์รายหนึ่ง ในยุโรปยุคกลาง ที่ชื่อว่า “เมนโน ซิมงส์” (Menno Simons) ซึ่งได้พยายามพร่ำสอน อบรมชาวคริสต์ ให้ยึดถือและปฏิบัติตามวิถีทางของ “พระเยซูคริสต์”อย่างแท้จริง จนอาจมีอะไรที่ขัดแย้งกับบรรดาพวกพระชั้นสูงใน“ศาสนจักรคาธอลิค”อยู่บ้างไม่มาก ก็น้อย เลยต้องอพยพ หลบหนีมาหาพื้นที่ที่ปลอดภัยจากแรงกดดันของศาสนจักรในยุโรป และมาขึ้นฝั่งที่อเมริกากันจนได้

โดยจำนวนพวก“เมนโนไนท์”กลุ่มแรกๆที่มาถึงอเมริกา ว่ากันว่ามีจำนวนอยู่ประมาณ 3,000 คน ในจำนวนนี้เป็น “เมนโนไนท์” แบบธรรมดาๆประมาณ 2,500 คน และเป็น “เมนโนไนท์”ประเภทที่ออกไปทางเคร่งครัดถือเคร่ง ชนิดที่พร้อมปฏิเสธวิถีชีวิตใดๆ ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีทางศาสนาที่ตัวเองเชื่อมั่น ศรัทธา ไม่คิดจะขี่รถยนต์ ไม่มีปืนผาหน้าไม้ ไม่สนใจที่จะมีตู้เย็น ทีวี เครื่องซักผ้า โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ

แบบใครๆเขา หรือที่เรียกๆกันว่าพวก “อามิช เมนโนไนท์” (Amish Mennonites) อีกจำนวนประมาณ 500 คน…  และไม่ว่า“สังคมอเมริกัน”เท่าที่ผ่านมา จนถึงยุคนี้ สมัยนี้ จะผันผวน ปรวนแปรไปในทิศทางใดๆ…ไม่ว่าจะเกิดการพร่าผลาญสังหารบรรดาชนพื้นเมืองอย่างชาวอินเดียนแดง ชนิดสูญพันธุ์กันไปเป็นเผ่าๆ
ไม่ว่าจะหันมาฆ่าฟันกันเองจนเกิด “สงครามกลางเมือง”ระดับตายกันไปเป็นล้านๆ ไม่ว่าจะออกไปสังหาร พร่าผลาญเพื่อนร่วมโลกในประเทศต่างๆในสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 สงครามเวียดนาม เกาหลี ฯลฯ
หรือสงครามเย็นทั้งหลาย ไปจนสงครามกับการก่อการร้ายในทุกวันนี้…บรรดา“เมนโนไนท์”และ “อามิช เมนโนไนท์”เหล่านี้ ก็ไม่คิดจะเอาด้วย ไม่คิดจะเกี่ยวข้องด้วยเป็นอันขาด พร้อมที่จะเกาะกลุ่ม รวมตัวอยู่ในชุมชนเล็กๆที่เต็มไปด้วยสันติภาพและสันติธรรมกำหนดวิถีทางและวิถีชีวิตของผู้ที่อยู่ร่วมกันในสังคม
ด้วยหลักการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ในทางศาสนามาจนตราบเท่าทุกวันนี้ อย่างไม่คิดผันแปรไปเป็นอื่น…

ที่น่าสนใจเอามากๆ…ก็คือว่า แม้วิถีทาง วิถีชีวิต ดังกล่าวอาจเป็นอะไรที่ออกจะสวนทางกับความเป็นไปของโลกหรือของประเทศอภิมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกาก็ตาม บรรดาชาว “เมนโนไนท์” หรือ “อามิช เมนโนไนท์”เหล่านี้ ไม่เพียงแต่สามารถดำรง รักษาความเป็นไปในชุมชนของตัวเองเอาไว้ได้อย่างไม่บุบสลาย แต่ยังกลับเติบโต ขยายตัว แพร่กระจาย ไม่ว่าทั้งจำนวนปริมาณของผู้คนและพื้นที่ชุมชนออกไปได้อย่างน่าทึ่ง น่าประหลาดใจ เอามากๆ จากชาว“เมนโนไนท์”ที่มีอยู่เพียง 3,000 คนขณะมาถึงอเมริกา มาถึง ณ ขณะนี้ หรือตามตัวเลขสถิติช่วงปีค.ศ. 2009 จำนวนชาวเมนโนไนท์ในโลกนี้ มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ในจำนวน 82 ประเทศ อยู่ในอเมริกา 400,000 คน ในคองโกอีก 200,000 ในเอธิโอเปีย 200,000 ในอินเดียอีก 150,000 คน ฯลฯ แม้แต่ในสังคมที่เต็มไปด้วย“กิเลส”สิ่งยั่วยวนต่างๆนานาอย่างสังคมอเมริกา

ปรากฏว่า…เด็กๆชาว“อามิช”ที่มีเสรีภาพพอที่จะเลือกเป็นชาวอามิชหรือชาวอเมริกันชนโดยปกติได้เสมอๆ มีอยู่แค่ 10 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่ออกไปหลงระเริงอยู่กับแสง-สี-เสียง ตามแบบวัยรุ่นอเมริกันโดยทั่วไป แต่จำนวนถึง 90 เปอร์เซนต์ พร้อมใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเชื่อ ความศรัทธา แบบดั้งเดิมโดยไม่คิดจะหันเหไปเป็นอื่น…
อาจด้วยเหตุเพราะ “อิสรภาพที่แท้จริง”ตามแบบฉบับชาว “อามิช”นั้น…สามารถทำให้สิ่งที่บรรดาเด็กๆและผู้คนทั้งหลายต่างพยายามแสวงหากันมาโดยตลอด นั่นคือสิ่งที่เรียกๆกันว่า “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภารดรภาพ” มันพอเป็นสิ่งที่ดูเป็นจริง เป็นจังขึ้นมาได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นแค่“มายาภาพ”อย่างที่บรรดาคนหนุ่ม-คนสาวทั้งหลาย หยิบมาพูดแบบเพ้อๆไปตามความปรารถนา ความต้องการทางการเมือง หรือเพราะความ“ร้อนวิชา”ไปเป็นพักๆ หรือไม่ อย่างไร ก็คงต้องเก็บไปคิดๆเอาเองก็แล้วกัน…
—————————————————–

ข่าวน่าสนใจ

Close