Dances with Wolves-กับคุณค่าความเป็นมนุษย์

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…คงต้องขออนุญาตไปนำเอาหนังเก่า เมื่อซักเกือบ 30 ปีที่แล้ว คือเรื่อง “Dances with Wolves” หรือที่ถูกให้ชื่อภาษาไทยว่า “จอมคนแห่งโลกที่ 5” อะไรประมาณนั้น มาลองแนะนำกันดู เพราะน่าจะถือเป็นหนังที่เหมาะเอามากๆ สำหรับใครก็ตามที่ชักรู้สึกเบื่อๆหน่ายๆต่อบรรดา “ความขัดแย้ง” ทั้งหลาย ซึ่งหลังๆนี้…ดูๆมันจะหนักหนา สาหัส ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าในระดับโลก หรือแม้แต่ไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ก็เถอะ เรียกว่า…ไม่ว่าเกิดเหตุ เกิดประเด็นใดๆขึ้นมาก็ตาม จะเป็นน้ำท่วม ฝนแล้ง ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ออก มักหนีไม่พ้นเกิดการแบ่งฝ่าย แบ่งข้าง สาดส้นตีน สาดสากกะเบือบิน ใส่กันและกัน ชนิดไม่คิดจะเว้น ไม่คำนึงถึงกาละ โอกาส ใดๆเอาเลยแม้แต่น้อย…

เนื่องจากหนังเรื่อง “Dances with Wolves” ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกัน ของนักเขียนอเมริกัน ชื่อว่านาย “มิเชล เบลค” (Michael Black) ซึ่งรับอาสาดัดแปลงนิยายของตัวเองให้กลายมาเป็นบทภาพยนตร์ ให้กับผู้อำนวยการสร้างอย่าง “เควิน คอสเตอร์” (Kevin Costner) ผู้พร้อมทุ่มทุน ทุ่มแรง เป็นทั้งผู้อำนวยการ ผู้กำกับ แถมยังรับบทเป็นพระเอกในหนังเรื่องนี้อีกด้วย อาจเป็นหนังที่พอช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลาย ผ่อนความรู้สึกเปรี้ยวมือ เปรี้ยวตีน ต่อฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายโน้น ฝ่ายนี้ ขึ้นมาได้มั่ง แม้นเป็นหนังที่อาจต้องใช้หัวคิด ความคิด ในการเก็บความ แปลความ ตีความ อยู่บ้าง แต่โดยแก่นสาระ และจุดมุ่งหมายของเรื่อง สามารถนำมาใช้เป็นคติ เป็นอุทาหรณ์ สอนใจ ได้อย่างยอดเยี่ยมกระเทียมดอง พอสมควร…

คือเป็นเรื่องของทหารอเมริกันยศร้อยโท เมื่อยุค “สงครามกลางเมือง” หรือยุคที่ชาวอเมริกันด้วยกันเองแบ่งเป็นฝ่ายเหนือ-ฝ่ายใต้ แล้วหันมาไล่ยิง ไล่ฆ่า ตายกันไปเป็นล้านๆ ร้อยโท “จอห์น ดันบาร์” (John J. Dunbar)แห่งกองทัพฝ่ายเหนือ ซึ่งมีผู้กำกับ “เควิน คอสเนอร์” นั่นแหละ รับบทเป็นพระเอกผู้เบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งระหว่างชาวอเมริกันกับชาวอเมริกันด้วยกันเองซะเหลือเกิน แต่เผอิญเพิ่งได้รับความดี-ความชอบจากการแสดง “ลูกบ้า” ในการสู้รบกับฝ่ายใต้ ได้รับเหรียญกล้าหาญ และได้รับสิทธิพิเศษให้คิดย้ายไปประจำการอยู่ในหน่วยทหารหน่วยใดก็ได้ ร้อยโท “จอห์น” ผู้นี้ เลยขออนุญาตย้ายตัวเองไปไกลในระดับสุดหล้าฟ้าเขียว หรือไปอยู่ในป้อมร้างสุดเขตแดน อันเป็นเขตติดต่อกับถิ่นที่อยู่ของชนพื้นเมืองอินเดียนแดงเผ่า “ลาโกต้า” หรือเผ่า “ซูส์” โดยไม่ต้องมาเสียเวลา เสียอารมณ์ กับความเป็น “เหลืองๆ-แดงๆ” ของชาวอเมริกันด้วยกันเองต่อไปอีกแล้ว…

และในป้อมร้าง…อันสุดแสนจะโดดเดี่ยวเงียบสงบ ไม่มีทั้งลูกน้องเจ้านาย มีแค่ตัวเองเพียงรายเดียวล้วนๆ แต่ภายใต้สภาพแวดล้อมอันสวยสดงดงามของธรรมชาติ ขุนเขาอันโล่งโจ้งเขียวขจี ห้วยละหานลำธารเล็กๆที่ไหลผ่าน พร้อมเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์เต็มอัตรา อีกไม่นาน-ไม่ช้า นายทหารอเมริกันรายนี้ก็สามารถค้นพบ “ความกลมกลืน” กับสิ่งต่างๆที่อยู่แวดล้อมรอบข้างได้ไปตามลำดับ ไม่ใช่แต่เฉพาะระหว่างตัวเองกับธรรมชาติ หรือระหว่างความเป็นชาวอเมริกันผิวขาวกับชาวอินเดียแดง หรือระหว่าง “มนุษย์กับมนุษย์” ที่แม้จะผิดแผกแตกต่างกันในเรื่องสีผิว เผ่าพันธุ์เท่านั้น แต่กระทั่งระหว่าง “มนุษย์กับสัตว์” หรือระหว่างตัวเองกับสัตว์ป่า อย่าง “หมาป่า” ที่โดดเดี่ยวไม่น้อยไปกว่าตัวเอง จนเกิดความเชื่อมโยง ผูกพัน ชนิดไม่ต่างไปจาก “เพื่อนผู้ร่วมวัฏสังสาร” อะไรประมาณนั้น…

และด้วย “ความกลมกลืน” เหล่านี้นี่เอง…ที่ได้ช่วย “ยกระดับความเป็นมนุษย์” ของตัวเอง ให้สูงค่ายิ่งไปกว่าความเป็นชาวอเมริกันแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเหนือ หรือฝ่ายใต้ หรือยิ่งไปกว่าความเป็นชาวผิวขาว ผู้ซึ่งมักคิดว่าตัวเองสูงส่ง ศิวิไลซ์ กว่าบรรดาชาวผิวสีอื่นๆ ภาพของฝูงควายป่าที่ถูกฆ่าโดยฝีมือชาวผิวขาว แล้วทิ้งซากเกลื่อนจมอยู่ในกองเลือด กลางทุ่งกว้างนับเป็นร้อยๆ ขณะลูกวัวตัวเล็กๆต้องวิ่งร้องหาแม่ เพียงเพื่อหวังจะถลกหนังเอาไปขายแต่เพียงเท่านั้น กลายเป็นภาพที่สุดแสนจะน่าอัปยศ อดสู เอามากๆ เมื่อเทียบกับการล่าฝูงควายป่าของชาวอินเดียนแดง ที่ฆ่าเพื่อยังชีพ ฆ่าเพื่อสะสมเสบียงอาหารเอาไว้ในหน้าหนาว อีกทั้งยังต้องผ่านพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะลงมือฆ่า กลายเป็นตัวอธิบายถึงระดับของความเป็นมนุษย์ ว่าใครสูงกว่า ต่ำกว่า ได้เป็นอย่างดี…

หรือแม้แต่การที่จะต้องฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองก็ตาม ระหว่าง “สงครามกลางเมือง” ของชาวอเมริกา กับสงครามระหว่างชาวอินเดียนแดงเผ่าซูส์กับเผ่าพอว์นีย์ ที่นายทหารผู้กรำศึกอย่างร้อยโท “จอห์น ดันบาร์” ดันต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยกันทั้งคู่ แต่สิ่งที่ผู้เขียนนิยายและผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้ อย่าง “มิเชล เบลค” ได้สะท้อนออกมาเป็นคำปรารภ รำพึง ของร้อยโท “จอห์น ดันบาร์” หลังตัวเองได้ช่วยปกป้องชาวอินเดียนแดงเผ่าซูส์ให้รอดพ้นจากการโจมตีของอินเดียนแดงเผ่าพอว์นีย์ได้สำเร็จ ด้วยการอธิบายถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป ออกจะเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสนใจ มิใช่น้อย ดังคำพูดที่ว่า… “มันยากที่จะอธิบายถึงความรู้สึก ผมไม่เคยรบในสงครามแบบนี้มาก่อน การต่อสู้ที่ไม่มีเจตนาอันดำมืดทางการเมืองแอบแฝง ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดน หรือการเพ้อฝันถึงอิสรภาพ แต่สู้เพื่อปกป้องเสบียงกรังที่สะสมเอาไว้ให้มีชีวิตรอดในหน้าหนาว เพื่อปกป้องชีวิตเด็ก สตรี และคนที่เรารัก และนี่เองที่ทำให้ผมเริ่มมองการต่อสู้ด้วยมุมมองใหม่ๆ ผมกลับรู้สึกภูมิใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมชักไม่รู้ขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะว่า…จอห์น ดันบาร์ คือใคร? บางทีชื่อนี้อาจไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไปแล้ว ผมได้ยินแต่ชื่อที่ชาวเผ่าซูส์ตั้งไว้ให้กับผม…ชายผู้เต้นรำกับหมาป่า (Dances with Wolves) ครั้งแล้ว ครั้งเล่า และนั่นทำให้ผมเริ่มรู้จักตัวตนของตัวเองเป็นครั้งแรก..” พูดง่ายๆว่า ไม่ได้ฆ่า ไม่ได้คิดลงมือ ลงตีน เพียงเพราะแค่ความแตกต่างในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง เท่านั้น…

สรุปรวมความแล้ว…สิ่งที่นักเขียนนิยายและบทหนัง อย่าง “มิเชล เบลค” คงต้องการที่จะสะท้อนไว้เป็นจุดมุ่งหมาย แก่นสาระของหนังหรือนิยายเรื่องนี้ ก็น่าจะสรุปรวมไว้ในคำพูดของตัวละครอย่าง “หมอผี” แห่งเผ่าซูส์ ที่บอกกับพระเอก “จอห์ ดันบาร์” เอาไว้ประมาณว่า… “เส้นทางสำคัญที่สุดของชีวิต ที่ควรต้องค้นพบให้ได้ ก็คือ…เส้นทางแห่งความเป็นมนุษย์” นั่นเอง ความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีฝ่าย ไม่มีสีผิว เผ่าพันธุ์ หรือแม้แต่ไม่มี “พรมแดน” ใดๆมาเป็นเครื่องกีดขวาง อันไม่เพียงแต่จะเป็นตัวสรรค์สร้าง “ความกลมกลืน” ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังสามารถกลมกลืนไปกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ระหว่าง “มนุษย์กับสัตว์” เอาเลยก็ยังได้ มนุษย์ผู้โดดเดี่ยวในป้อมร้าง อย่าง “จอห์น ดันบาร์” กับหมาป่าที่โดดเดี่ยวซึ่งปรากฏตัวขึ้นมาในฐานะ “สัญญลักษณ์” บางอย่าง จึงสามารถเริงระบำรำฟ้อน อยู่ร่วมกันโดยสันติ อย่างเป็นมิตร เป็นสหาย อย่าง “เพื่อนผู้ร่วมวัฏฏสังสาร” ภายใต้ความรัก ความปรารถนาดี ต่อกันและกัน ได้ไม่ยาก…

ด้วยเนื้อหา สาระ ที่น่าคิด น่าสะกิดใจ ด้วยมุมกล้องและภาพแต่ละภาพที่เต็มไปด้วยฉากธรรมชาติอันสวยสดงดงาม รวมทั้งด้วยรางวัลตุ๊กตาทอง “อะคาเดมี อวอร์ด” ที่หนังเรื่องนี้คว้ามาได้ถึง 7 ตัวด้วยกัน จากการนำเสนอชื่อ 12 รางวัล ก็น่าจะพอรับประกันการันตีได้ว่า น่าจะลองหามาดูกันอีกซักรอบ สองรอบ อย่างน้อย…ก็อาจพอช่วยให้ลดๆความรู้สึกเปรี้ยวมือ เปรี้ยวตีน ต่อฝ่ายโน้น ฝ่ายนี้ หรือต่อบรรดา “เพื่อนผู้ร่วมวัฏสังสาร” ทั้งหลายได้มั่ง แม้แต่เล็กๆน้อย…ก็ยังดี…

ข่าวน่าสนใจ

Close