The Great Race-ตลกอภิมหาอมตะนิรันดรกาล

ระหว่างที่ความสดชื่น รื่นเริง ของช่วงเริ่มต้น “ปีใหม่” ยังไม่ถึงกับหมดไป…ก็เลยต้องขออนุญาตไปนำเอาหนังประเภทที่ออกไปทางสดใส แช่มชื่น ตลก-เฮฮา ชนิดบรรดา “คนเส้นตื้น” ทั้งหลาย อาจต้องแหกปากหัวเราะแบบอุจจาระแตก อุจจาระแตน อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ นั่นก็คือหนังเก่าเมื่อยุค 54 ปีที่แล้ว เรื่อง “The Great Race” ส่วนถ้าว่ากันตามชื่อภาษาไทย ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนเขาจะให้ชื่อว่า “แข่งบ้าๆบอๆ” อะไรทำนองนั้น มาแนะนำกันดู…

คือด้วยเหตุที่ช่วงเริ่มเข้ามาฉายในเมืองไทย…ช่วงนั้นตัวเราเองยังอยู่ในระดับ “ตีนเท่าฝาหอย” หรือยังเด็กเอามากๆ แต่พอจำได้ว่า “มารดาบังเกิดเกล้า” ท่านยอมขนเอา 4 พี่น้อง รวมทั้งลูกหลานและครอบครัวของเพื่อนบ้างข้างๆ บ้าน นั่งรถสามล้อ แห่ไปดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนังที่เริ่มออกฉายในเมืองนอก มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 จะด้วยความเป็นเด็ก หรือความเป็น “คนเส้นตื้น” มาตั้งแต่เกิด (แม้จนกระทั่งบัดนี้) หรือไม่ อย่างไรก็มิอาจทราบได้ แต่จำได้ว่า…ไม่ว่าตัวเองหรือญาติพี่น้อง ต่างดูไป-หัวเราะไป ชนิดบางครั้งแทบลงมานอนกลิ้ง นอนหงาย อยู่ที่พื้นโรงหนังเอาเลยถึงขั้นนั้น…

แม้ว่าเมื่อแก่ตัวลงมา “ต่อมขำ” หรือ “เส้นหัวเราะ” มันอาจจะเสื่อมๆไปบ้าง หรืออยู่ลึกลงไปกว่าเมื่อครั้งเป็นเด็กๆ แต่ยังไงๆหนังเรื่องนี้ ก็พอทำให้ต้องยิ้ม ต้องหัวเราะ ในบางช่วง บางตอน กันจนได้นั่นแหละ ถือเป็นหนังที่สามารถก่อให้เกิดความรู้สึกออกไปทางสดใส แช่มชื่น ไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก และ “อารมณ์ขัน” ที่ปรากฏอยู่ในหนัง ในฉากแต่ละฉาก อาจถือเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึง “ลักษณะอารมณ์ความรู้สึก” ของผู้คนรุ่นก่อนๆ ที่ออกจะแตกต่างไปจากคนรุ่นหลังๆ แบบชนิดคนละเรื่อง คนละม้วน เพราะสำหรับหนังประเภท “ตลก” ของคนรุ่นใหม่ๆนั้น ถ้าหากไม่ออกไปทาง “ตลกแห้ง” ก็อาจหนักไปทางประเภท “ม๊กจ๊ก” หรือออกจะ “สกปรก” “รกรุงรัง” บางครั้ง บางครา ออกไปทาง “ตลกโหด” หรือ “ตลกร้าย” แทนที่ดูแล้วจะ “ขำ” กลับออกไปทางอยากจะ “อ้วก” เอาเลยก็มี ซึ่งจะเป็นเหตุผลกลใดนั้น คงต้องไปวิเคราะห์ ศึกษา กันเอาเอง…

หนังเรื่อง “The Grace Race” นั้น…เป็นฝีมือการสร้าง การกำกับ ของอดีตดารารุ่นเก๋ากึก ผู้มีชื่อว่า “เบลค เอ็ดเวิร์ดส” (Blake Edwards) คือเคยเป็นดารา นักแสดง มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 โน่นเลย แต่ต่อมาก็ผันตัวเองไปเป็นนักเขียนบท นักเขียนละครวิทยุ ก่อนที่จะยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้าง-ผู้กำกับ เคยมีผลงานโด่งดังที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงมาโดยตลอด ก็คือหนังตลกประเภทสืบสวน สอบสวน เรื่อง “Pink Panther” นั่นเอง เวอร์ชั่นที่มีดาราเจ้าบทบาทอย่าง “ปีเตอร์ เซลเลอร์” (Peter Sellers) รับบทเป็นนักสืบ “Jacques Clouseau” ส่วนสำหรับเรื่อง “The Grace Race” นั้น “เบลค เอ็ดเวิร์ดส” ลงทุนเขียนบท แต่งเรื่อง ด้วยตัวเอง ร่วมกับ “อาเธอร์ รอสส์” (Arthur A. Ross) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีโครงเรื่องง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก คือเป็นเรื่องของบรรดา “นักแข่งรถ” ที่ลงแข่งขันชิงชัยในการแข่งระยะไกล จากอเมริกามาจนถึงยุโรป หรือถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง…

แต่เหตุที่เรื่องง่ายๆเช่นนี้ มันมีสีสัน บรรยากาศ มีความสดใส ซาบซ่าน มีโอกาสได้หัวเราะ-หัวใคร่ ชนิดขี้แตก-ขี้แตน ในบางช่วงบางครั้ง หรือหลายๆครั้ง ก็น่าจะเป็นเพราะฝีไม้ลายมือของบรรดา “นักแสดง” ทั้งหลายนั่นเอง โดยเฉพาะอภิมหาดาราอย่างคุณปู่ “แจ๊ค เลมมอน” (Jack Lemmon)ที่ไม่ว่าจะรับบทในหนังชีวิต หนังสยองขวัญ หรือหนังอะไรก็แล้วแต่ ล้วนแต่ “ตีบทแตก” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งเป็น “หนังตลก” ยิ่งแล้วใหญ่ ในหนังเรื่องนี้คุณปู่ท่านสรวมบทเป็นตัวละครถึง 2 ตัว ด้วยกัน คือเป็นศาสตราจารย์สติเฟื่อง ผู้มีนามเรียกขานว่า “Professor Fate” และเป็นมกุฏราชกุมารขี้เหล้า ผู้มีนามว่าเจ้าชาย “แฮปนิค” (Prince Hapnick) แห่งราชอาณาจักร “Carpania” อันเป็นราชอาณาจักรเล็กๆตามเส้นทางผ่านของคณะผู้ลงแข่งขัน ในมหกรรมแข่งรถระยะไกลเที่ยวนี้…

คือ “ดาราตลก” รุ่นก่อนนั้น…คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่า แค่โผล่หน้า โผล่ตา เข้ามาในฉากก็ “ขำ” แล้ว เหมือนอย่าง คุณปู่ “ล้อต๊อก” หรือคุณน้า “สีเทา” ฯลฯ บ้านเรานั่นแหละ คุณปู่ “แจ๊ค เลมมอน” ก็ไม่ได้ต่างไปจากกัน แค่ฉากเจ้าชาย “แฮปนิค” เดินถือแก้วเหล้า เข้ามาในพิธีต้อนรับบรรดานักแข่งรถทั้งหลาย ก็เล่นเอาใครต่อใครโดยเฉพาะเด็กๆ หัวเราะกลิ้งไป-กลิ้งมาได้แบบฉับพลัน-ทันที ส่วนความสดใส ซาบซ่า ที่เข้ามาเป็นตัวเสริมในฉากแต่ละฉาก เห็นจะเป็นความสวย ชนิด “โคตรสวย” ของนางเอกในเรื่อง อย่าง “นาตาลี วู้ด” (Natalie Wood) ซึ่งกำลังอยู่ในวัย “สวยสด” จะเป็นรองอยู่แค่ดาราที่ “สวยที่สุดโลก” อย่าง “อินกริด เบอร์แมน” (Ingrid Bergman) แค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้นเอง ที่รับบทเป็นนักหนังสือพิมพ์ หรือนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี และเล่นได้เข้าขากับพระเอก อย่าง “โทนี เคอร์ติส” (Tony Curtis)เอามากๆ…

ช่วงปีใหม่ ฟ้าใหม่…ที่ยังอาจไม่ถึงกับต้องปวดเศียร เวียนเกล้า กับภาระหน้าที่การงาน กิจกรรม หรือกิจการใดๆมากมายนัก ก็น่าจะลองไปเอาหนังเก่าๆเรื่องนี้มาดู อาจพอช่วยเสริมสร้างความคึกคัก สดใส ช่วยให้มองโลกออกไปทางตลก ขำขัน มองกันในแง่บวก แง่ดี ได้มั่ง เพราะสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์ขัน” นั้น ดูเหมือนว่า…นับวันมันชักจะเหือดๆแห้งๆลงไปทุกที สำหรับโลกยุคใหม่ สำหรับสังคมสมัยใหม่ จะด้วยเหตุเพราะอะไรต่อมิอะไรมันกลายเป็น “เครื่องจักร” เป็น “เทคโนโลยี” เป็น 4 G-5 G อะไรประมาณนั้น หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้ ทั้งๆที่สิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์ขัน” นั้น แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่อาจไม่สลักสำคัญอะไรมาก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว…มันคือตัวสะท้อนให้เห็นถึง “คุณลักษณะแห่งความเป็นมนุษย์”ในรูปหนึ่ง แบบหนึ่ง นั่นเอง…

อย่างที่ปรมาจารย์ยุคอดีต อย่างอาจารย์ “คึกฤทธิ์ ปราโมช” ท่านเคยพูดๆเอาไว้นั่นแหละว่า “อารมณ์ขัน” นั้นคือ…บ่อเกิดแห่ง “ความเมตตา” การที่คุณลักษณะแห่งความเป็นมนุษย์ชนิดนี้ มันค่อยๆแห้ง ค่อยๆหายไปจากอารมณ์ ความรู้สึก ของผู้คนยุคใหม่ รุ่นใหม่ โลกสมัยใหม่ สังคมยุคใหม่ มันจึงทำให้ไม่ว่าเราจะก้าวหน้า ก้าวไกล ทันสมัย วิ่งไล่กวด ไล่ตาม เทคโนโลยีไปถึงขั้นไหนต่อขั้นไหนก็แล้วแต่ แต่มันก็คงไม่ได้ช่วยให้โลกใบนี้ มันหาย “เหี้ยย์ย์ย์…มม์ม์ม์” ลงไปแต่อย่างใด ดังนั้น…ถ้าหากไม่อยากให้โลก ให้สังคมแต่ละสังคม มันอำมะหิต โหดร้าย ยิ่งไปกว่านี้ ก็คงต้องหันไปหา “อารมณ์ขัน” ให้มากๆเข้าไว้ พยายามมองโลกให้มันออกไปทางตลก ขำขัน เฮฮา มองในแง่บวก แง่ดี เผื่อว่า “ความเมตตา” อันเป็นสิ่งที่เหือดหายไปพร้อมๆ กับ “อารมณ์ขัน” มันอาจกลับคืนมาสู่โลก สู่สังคมต่างๆได้มั่ง…

ข่าวน่าสนใจ

Close