ดู “หนัง”แล้ว…เลยต้องไปฟัง “เพลง”กันต่อ

โดย ชัชรินทร์ไชยวัฒน์

ว่ากันเรื่อง “ดูหนัง” มาไม่รู้กี่เดือนต่อกี่เดือนเข้าไปแล้ว…ถ้าหากยังว่าต่อไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะ “หมดสต็อค”ย่อมเป็นไปได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะหนังประเภทที่ต้อง “โดนใจ”หรือ “หนังดีที่น่าดู” ซึ่งคงไม่ได้มีอยู่มากมายซักเท่าไหร่ แต่เผอิญว่า…เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไปหยิบเอาหนังเรื่อง “The Sound of Music”หรือ “หนังเพลง” มาแนะนำเอาไว้ในที่นี้ เลยขออนุญาตติดใจ เบี่ยงไปเอาเรื่อง “ฟังเพลง”เข้ามาประกอบไว้ด้วย น่าจะเข้าท่ายิ่งขึ้นไปใหญ่ คือคงช่วยให้สามารถพูดอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับการ “ดูหนัง”และ “ฟังเพลง”ไปได้อีกเยอะ…

ส่วนเพลงที่จะชวนมาฟังในสัปดาห์นี้…เอาเป็นว่าเพื่อให้ต่อเนื่องไปจากเรื่องเพลงใจพ๊ง ใจเพชร หรือเพลงที่ใครต่อใครแห่เข้าไป “กดไม่ไลค์”กันจนเป็นเรื่อง เป็นราว หรือเป็นต้นเหตุให้ต้องไปหยิบเอาเรื่อง “The Sound of Music”มาแนะนำไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้….เลยขออนุญาตชวนไปฟังเพลงที่ “ทหาร”แต่ระดับแค่ “จ่าสิบโท”แต่ง ว่าจะมีสิทธิ์ไพเราะ เพราะพริ้ง เท่ากับเพลงที่ทหารระดับ “พลเอกบิ๊กตู่”ท่านได้แต่งไว้ในเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด คือเพลง “ใจเพชร”หรือไม่ อย่างไร มากหรือน้อยขนาดไหน ซึ่งทหารที่ว่าก็คงหนีไม่พ้น จ่าสิบโทคุณครู “สุรพล สมบัติเจริญ”นั่นเอง ที่ได้แต่งเพลงอะไรต่อมิอะไรเอาไว้เยอะ นับร้อยๆเพลงเห็นจะได้ และใครที่มีโอกาสได้ฟังน่าจะรู้สึกไปทาง “กดไลค์”มาโดยตลอด น้อยราย…หรือแทบไม่มีเอาเลยที่จะ“กดไม่ไลค์”อาจด้วยเหตุเพราะบรรดาเพลง ที่จ่าสิบโทคุณครู “สุรพล”ท่านแต่งไว้นั้น ออกไปทาง “เพลงที่เป็นเพลง”ซะเป็นหลัก…

อย่างเพลงที่จะเอามาแนะนำกันในสัปดาห์นี้…คือเพลง “รักริงโง”ที่ว่ากันว่าลอกทำนองทั้งดุ้น ทั้งด้าม มาจากเพลงพื้นเมืองของญี่ปุ่น คือเพลง “ดอกแอปเปิ้ลยังคงบาน”อะไรประมาณนั้น จะเป็นเพราะครู “สุรพล”ท่านได้ฟังเพลงนี้ขณะไปญี่ปุ่น หรือไปแถวๆเกาหลีไม่ถึงญี่ปุ่น คือไปร่วมรบในสงครามเกาหลีหรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้ เลยคล้ายๆกับนักแต่งเพลงไทยๆหลายราย ที่ไปลอกเอาทำนองญี่ปุ่น เกาหลี เอามาใส่เนื้อไทย จนดังระเบิดเถิดเทิงไม่รู้จะกี่เพลง ต่อกี่เพลง อย่างเพลง “อารีดัง”ของคุณ“สมศรี ม่วงศรเขียว”ที่ว่าถึงเรื่องทหารไทยที่ไปรบเกาหลีกันโดยเฉพาะ หรือเพลง “ริมฝั่งน้ำแพงม้า”ของคุณ “เลิศ ประสมทรัพย์”ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสงครามใดๆแม้แต่น้อย…

ส่วน “รักริงโง”ของจ่าสิบโทคุณครู “สุรพล”นั้น…โดยเนื้อหาก็ออกไปทางรักๆไม่ต่างไปจากเพลงรักโดยทั่วไปซักเท่าไหร่ เพียงแต่ฉากที่ถูกหยิบมาประกอบอ้างอิงในเนื้อเพลง อาจแปลกหู แปลกตา ไปจากอารมณ์แบบไทยๆอยู่บ้าง เพราะดันมี “ต้นริงโง”หรือ “ริงโงะ”หรือ “ต้นแอปเปิ้ล”เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะในเนื้อเพลงท่อนที่ว่า… “พี่ยังรัก-ยังคอย-ไม่เปลี่ยนใจ-ใต้ซุ้มรัก-ริงโง…ทุกคืนค่ำ-พี่ยังคอย-แม้ดึกโข-เฝ้าร้องเพลง-ริงโงเรียกเธอ…”แต่ไม่ว่าจะแปลกหู แปลกตา อย่างไรก็ไม่ถึงกับ “ขัด”อารมณ์ ความรู้สึกของแฟนเพลงชาวไทย เพราะโดย “เนื้อร้อง”ที่ถูกนำมายัดใส่ไว้ในทำนอง“เพลงพื้นบ้าน”อันถือเป็น “เพลงสากล”ประเภทหนึ่งนั้น เป็นเนื้อร้อง หรือจะเรียกว่าบทกลอน บทกวี ก็ย่อมได้ มันไม่ได้ผิดแผก แตกต่าง หรือ “ขัด”อะไรกับ “ฉันทลักษณ์”ที่จำต้องมีอยู่ในบทกลอน บทกวี หรือใน “เนื้อเพลง”ต่างๆกันมาโดยตลอด…
อย่างเพลง “รักริงโง”ของคุณครู “สุรพล”แม้จะลอกเอาทำนองญี่ปุ่นแบบทั้งดุ้น ทั้งด้าม ก็ตาม แต่พอใส่ “เนื้อไทย”ที่นิ่มนวลประณีต ที่เป็นเพลง เป็นกวี เข้าไปในทำนองที่ว่า นอกจากเป็นอะไรที่ “เข้ากันได้”แบบลื่นไหลเอามากๆแล้ว ยังออกไปทาง ไพเราะ เพราะพริ้ง ก่อให้เกิดจินตนาการ อันวังเวง เหว่ว้า อาลัย อาวรณ์ ได้อย่างลงตัวเป๊ะๆๆๆ เรียกว่า…ตั้งแต่เริ่มครวญครางคำว่า “ค่ำคืนนี้-มีจันทร์-สวยส่องสกาว…เมฆขาว-พราว-เรียงราย…เห็นดาวเกลื่อน-ท้องนภา-น่าใจหาย…คนรักคลาย- ไม่มาให้ชื่น…”ในบทแรก ท่อนแรก…

และเมื่อมาถึงช่วงที่สอง บทที่สอง ตามธรรมดาของบทกลอน บทกวี แบบไทยๆของเรา ยังไงๆต้อง “ยึดหลัก”เอาไว้ก่อนว่า “คำสุดท้ายของบรรทัดที่ 2 ของบทที่ 2”นั้น…จะต้องสอดคล้อง เข้ากันได้ กับ “คำสุดท้ายของบรรทัดสุดท้ายของบทที่ 1”อย่างมิอาจเป็นอื่น มันถึงจะเรียกว่า “กลอน”หรือ “กวี”ไม่ได้หนักไปทาง “กลอนประตู”หรือ “ยาลูกกลอน”ประเภทขมปรี๊ด ขมปี๋ อะไรประมาณนั้น ในเมื่อ “คำสุดท้ายของบรรทัดสุดท้ายของบทที่ 1”คือคำว่า “ชื่น” ที่ต่อมาจากประโยคที่ว่า “คนรักคลาย-ไม่มาให้ชื่น” เพราะฉะนั้น “จ่าสิบโทสุรพล”ที่ไม่ได้มียศสูงถึงขั้น “พลเอก” ท่านเลยต้องลากบทที่ 2 ต่อไปด้วยคำว่า “ค่ำคืนนี้-ไม่มี-แม้แต่เงาเธอ…พี่เผลอกาย-เฝ้ายืน…”คือต้อง “ยืน”ให้สอดคล้องกับคำว่า “ชื่น” จะไปนั่ง ไปเอน ไปนอน อะไรไม่ได้เลย ต้องลง “สระอืน”ลูกเดียว ไม่มีสิทธิ์ลงสระอื่นๆ ดังนั้นก็เลยต้องต่อกันไปจนถึง… “ไร้คนเกี่ยว-ก้อยแสนเศร้า-สุดฝืน-ทนเฝ้ายืน-กลืนน้ำตา” เรียกว่า…ด้วยเหตุเพราะลงคำว่า “ชื่น”ในบรรทัดสุดท้ายของบทแรกเพียงคำเดียวเท่านั้น ก็ต้องไปควานหา “สระอืน”มาสอดแทรก ไว้ในบทที่สองแบบไล่เรียงเป็นลูกระนาดตามๆกันไปเท่านั้น ถึงจะเรียกว่าบทกลอน บทกวี หรือเพลงที่เป็นเพลง ได้แบบเต็มปาก เต็มคำ…

และทุกๆเพลงในยุคก่อนๆ ไม่ว่าจะลอกญี่ปุ่น ลอกเกาหลี ในแง่ทำนองมายังไงก็ตาม แต่เมื่อมาใส่ “เนื้อไทย”แล้ว ก็ต้องว่ากันไปตาม “ฉันทลักษณ์”ที่ว่าอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ อย่างเพลง “อารีดัง”หรือ “เสียงครวญจากเกาหลี”ของคุณ “สมศรี ม่วงศรเขียว”เมื่อบทแรกดันขึ้นต้นไว้ว่า… “โอ้อารีดัง-ก่อนยังเคยชื่น-บาน…ทุกๆวัน-รื่นรมย์-สมฤทัย…ถึงยามราตรี-เหล่าเรานารี-ทั่วไป…ระเริงใจ-ร้องรำ-ตามเสียงเพลง”บทที่สอง ไล่มาจากคำแรกไปจนคำสุดท้ายของบรรทัดที่สองเลยต้องเป็นไปในแนว “เรามาสนุก-ทุกข์ใด-ไม่มี…ถึงใครย่ำยี-มิคิด-กลัวเกรง” คือต้อง “เกรง”เพื่อให้สอดคล้องรองรับกับคำว่า “เพลง”ที่ทิ้งไว้ในคำสุดท้าย บรรทัดสุดท้ายของบทแรก ต้อง “สระเอง”ลูกเดียวเท่านั้น…ไม่มีสิทธิ์เป็นอื่น…

อันนี้นี่แหละ…ที่ถึงจะถือเป็นเพลง เป็นกลอน เป็นบทกวี เป็นถ้อยคำที่ถูกนำมาจัดเรียง นำมาปรุงแต่ง ให้เกิดความสอดคล้อง รองรับ ร้อยเรียง เชื่อมโยงกันไปโดยตลอด เหมือนเสียงระนาดไล่เรียงกันไปในแต่ละลูก เสียงเปียโนที่ต้องสอดคล้องต้องกันไปในแต่ละคีย์ เสียงตัวโน๊ต…โด่-เร-มี ที่เมื่อนำเอาโน้ตแต่ละตัวมาผูกโยง ผูกประโยค ผูกถ้อยคำให้ลงตัว ลงวรรค ลงจังหวะกันจริงๆแล้ว ย่อมสามารถกลายเป็น “เพลงที่เป็นเพลง”ขึ้นมาโดยทันที ไม่ใช่เป็นอะไรที่งึมๆงัมๆ พึมๆพัมๆ ไปเรื่อยๆ ว่ากันไปตามใจฉัน โดยไม่ได้มีระบบ ระเบียบ หรือฉันทลักษณ์ใดๆมาร้อยเรียง เหมือนอย่างสิ่งใดๆก็ตามที่ต้องอาศัยความประณีต ความละเอียดอ่อน มารองรับเอาไว้ด้วย มันถึงจะเรียกได้ว่า “ศิลปะ”อันมีที่มาจากการสรรค์สร้างของ “ศิลปิน”รายใดก็แล้วแต่ ได้แบบเต็มปาก เต็มคำ…

เอาเป็นว่า…หลังอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ ลองเข้าไปใน “ยูทูป”แล้วโหลดเพลง “รักริงโง” ของ “จ่าสิบโท สุรพล สมบัติเจริญ”มาฟังกันเพลินๆ หรือจะนำไปเทียบเคียงกับเพลง “ใจเพชร”ของ “พลเอกบิ๊กตู่”ลองดูก็ได้ อันนั้นนั่นแหละ…อาจพอให้คำตอบได้ว่า…ระหว่างเพลงที่เป็นเพลง หรือเพลงที่แต่งโดยนักแต่งมืออาชีพ ต่างไปจากเพลงที่ไม่เป็นเพลง หรือเพลงที่แต่งโดยนักแต่งเพลงไซด์ไลน์ หรือนักบริหาร นักปกครองไซด์ไลน์ แบบไหน ยังไง ก็แล้วแต่จะสรุปกันเอาเอง…

              —————————————————

ข่าวน่าสนใจ

Close