Ben-Hur-ความแตกต่างระหว่าง”ชาวคริสต์”กับ”ชาวยิว”

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…คงต้องขออนุญาตไปขุดเอาหนังเก่า ระดับพระเจ้าเหายังใส่กางเกงหูรูดมาชี้ชวน แนะนำ เอาไว้อีกซักเรื่อง คืออันที่จริง…เป็นเรื่องที่เคยคิดจะเขียนเคยคิดจะแนะนำเอาไว้นานแล้ว แต่เผอิญยังไม่ได้ช่อง ไม่ได้จังหวะเหมาะๆจนเมื่อสัปดาห์-สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางโทรทัศน์ทรู วิชั่นส์ ช่อง“TCM”หรือช่องประเภทหนังเก่าอะไรทำนองนั้น เขาไปคว้าหนังเรื่องนี้กลับมาฉายใหม่เลยได้มีโอกาสดูซ้ำประมาณรอบที่ 10 หรือ 20 ก็จำไม่ได้ซะแล้ว
จึงถือเป็นจังหวะที่พอจะได้พูดถึง เขียนถึง หนังเรื่องนี้เอาไว้ ณ ที่นี้…
หนังเรื่องที่ว่านี้…เป็นหนังที่ไม่ว่าใครต่อใครน่าจะเคยรู้จัก เคยผ่านตา ผ่านชื่อกันมาบ้างแล้ว เพราะเป็นหนังเก่าที่มักถูกนำมาฉายใหม่แบบรอบแล้ว รอบเล่านั่นก็คือเรื่อง “Ben-Hur” หนังตั้งแต่ปีค.ศ. 1959 หรือตั้งแต่ช่วงที่ตัวเราเองเพิ่งลืมตาดูโลกได้แค่ไม่กี่ปี จำได้ว่า…แม่เคยพาไปดูตั้งแต่ตัวเรายังเด็กๆหรือยังตีนแค่ประมาณฝาหอย และพอโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เป็นผู้หลัก-ผู้ใหญ่จนกระทั่งแก่แรด แก่เกินแกง ไปแล้วในทุกวันนี้ ก็ยังมีโอกาสดูซ้ำ ดูซาก
ซึ่งก็แปลกเอามากๆ…ที่ยิ่งดู ยิ่งเกิดความซาบซึ้ง ประทับใจ หรือยิ่ง “เข้าถึง-เข้าใจ”ต่อเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง ต่อ “จุดมุ่งหมาย”ของหนังเรื่องนี้ยิ่งๆขึ้นไป แถมไม่ได้เกิดความเบื่อหน่าย ชินชา ต่อความซ้ำๆซากๆใดๆเอาเลยแม้แต่น้อย…
แค่เฉพาะได้ดูฉาก “แข่งรถม้า” ดูการขับเคี่ยวระหว่างพระเอกชาวยิว อย่าง “จูดาห์เบน-เฮอร์” (Judah Ben-Hur) ที่รับบทโดยคุณปู่ “ชาร์ลตัน เฮสตัน” (Charlton Heston)กับตัวโกงชาวโรมัน อย่าง “เมซซาลา” (Messala) รับบทโดย “สตีเฟน บอยด์” (StephenBoyd)ที่เป็นคู่รัก-คู่แค้น เป็นมิตรสหายระดับเพื่อนซี้ เพื่อนตายแต่กลับต้องกลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันไปจนได้ เฉพาะแค่ฉากเดียวเท่านั้นก็ต้องเรียกว่า…คุ้มแล้ว!!!

สำหรับหนังเรื่องนี้ คือเป็นฉากที่ดูได้ไม่เบื่อ ดูเมื่อไหร่ก็ยังคงเมามันซ์ซ์ซ์อยู่เหมือนเดิม เพราะมันไม่ต้องพึ่งพาเอฟเฟค แอนนิเมชั่นใดๆเลยว่ากันแบบสดๆซิงๆ ชนิดเห็นม้าเหยียบลงไปบนหน้า บนเนื้อบนร่างกายของดารา
หรือของสตั๊นท์แมนก็แล้วแต่ ถือเป็นฉากที่แทบไม่มีหนังเรื่องใดสามารถทำได้สร้างได้ แม้จะผ่านมาเกือบ 60 ปีเข้าไปแล้ว แม้แต่คนรุ่นใหม่ๆที่เคยดูเอฟเฟคซะจนเบื่อ น่าจะลองเอาหนังเรื่องนี้ ฉากนี้ มาดูเพื่อศึกษา ค้นคว้า
ว่าคนทำหนังรุ่นเก่าเขาทำกันยังไง ถึงสามารถทำให้ใครต่อใครลุ้นกันตัวโก่ง

ลุ้นกันชนิดแทบไม่มีโอกาสหายใจ ตลอดช่วงระยะเวลาประมาณ 9 นาทีของฉากที่ว่านี้…
แต่ก็อย่างว่า…ด้วยการ “ทุ่มทุนสร้าง” ระดับยิ่งกว่า “เสี่ยมาเอง” คือใช้งบประมาณสำหรับหนังเรื่องนี้ไปถึง 15.175 ล้านเหรียญในยุคนั้น หรือถือเป็นหนังที่ใช้งบประมาณในการสร้างสูงที่สุดในยุคนั้น แต่ละฉาก แต่ละตอน
ต้องขนเอาตัวประกอบ เอาม้า เอาอูฐ ฯลฯ มาเข้าฉากชนิดผู้สร้างต้องควักจ่ายกันจนกระเป๋ามัน เสียค่าเช่าอูฐไปไม่น้อยกว่า 200 ตัว ม้าอีก 2,500 ตัว นั่นยังไม่รวมตัวประกอบ ที่ต้องตัดเย็บ เสื้อผ้า ในยุคต้นคริสตศวรรษ
ให้สรวมใส่กันแบบแนบเนื้อ แนบเนียน จนเป็นอะไรที่อภิมหาอลังการ์ น่าตื่นตา ตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพราะผู้กำกับหนังเรื่องนี้ คือ “วิลเลียม ไวเลอร์” (William Wyler) นั้นไม่เพียงแต่จัดอยู่ในประเภท “อภิมหาปรมาจารย์”แห่งวงการหนัง ที่ได้รับรางวัล “Academy Awards” ในฐานะ “ผู้กำกับยอดเยี่ยม” มาถึง 3 ครั้ง 3 คราด้วยกัน
แต่ยังเป็นผู้ได้รับฉายาจากผู้คนในวงการหนังว่า “Perfectionist” หรือผู้ที่ไม่ว่าทำอะไรต้องพร้อมสมบูรณ์ ต้องดีเลิศ ไปทุกประการ ดังนั้น…ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียด ของหนังเรื่องนี้ จึงเป็นอะไรที่ “เนียน”เอามากๆ…
และคงไม่ใช่แต่เฉพาะความยิ่งใหญ่ อลังการ์ ของหนังเรื่อง “Ben-Hur”เท่านั้นที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็น
“หนังคลาสสิค”หรือหนังที่ผู้คนต้องจดจำมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ แต่โดยโครงเรื่องเนื้อเรื่อง ที่สุดแสนจะคลาสสิคยิ่งขึ้นไปอีก ชนิดที่ต้องดูกันซักประมาณ 4 รอบ 5รอบเป็นอย่างน้อย ถึงจะพอ “เข้าถึง-เข้าใจ”ต่อ“จุดมุ่งหมาย”ของเรื่องกันได้แบบจริงๆจังๆ
แม้แต่ตัวเราเองก่อนหน้านั้น…ยังเคยคิดว่าเป็นประเภท “หนังยิว”หรือหนังที่มุ่งสรรเสริญเยินยอชาวยิว ตามแบบฉบับ “หนังฮอลลีวู้ด”ทั้งหลายเนื่องจากบรรดาบริษัทหนังในฮอลลีวู้ด ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที ไม่ว่าจะเป็นเมโทร-
สิงโตเห่า พาราเมาท์-ภูเขาใหญ่ ฯลฯ บรรดาเจ้าเข้า เจ้าของ ล้วนแต่เป็น“ชาวยิว”ไปด้วยกันทั้งนั้น การหยิบเอาเรื่องราวของครอบครัวชาวยิว ที่มี“จูดาห์ เบน-เฮอร์”เป็นพระเอก ถูกกระทำย่ำยีโดยผู้ปกครองชาวโรมัน โดยเฉพาะ
“ทรีบูน”ชาวโรมัน อย่าง “เมซเซลลา”ที่รับบทเป็นตัวโกง หรือดาวร้ายถ้าดูกันแค่ผ่านๆ หรือดูเพื่อเอามันซ์ซ์ซ์ ก็อาจคิดไปแนวนี้ได้ไม่ยาก…

แต่หลังจากดูประมาณ 4 รอบ 5 รอบ…ก็พอสรุปได้ว่า หนังเรื่องนี้ ต้องถือเป็น“หนังของชาวคริสต์”ไม่ใช่ “หนังของชาวยิว”อยู่แล้วแน่ๆ ยิ่งถ้าหากไปสืบสาวราวเรื่อง ถึงเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง ที่ถูกเอาทำเป็นหนังก็คือเรื่องที่เอามาจากนวนิยายอันโด่งดังของนักเขียนชาวอเมริกัน ผู้มีนามกรว่า “ลูวอลเลซ”(Lew Wallace) อดีตนายทหารฝ่ายเหนือกองทัพอเมริกัน และอดีตผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก ที่เขียนนิยายเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อปีค.ศ.1880 โดยให้ชื่อนิยายเต็มๆเรื่องนี้ว่า“Ben-Hur: A Tale of the Christ” ส่วนสิ่งที่เรียกว่า “ชาวคริสต์”กับ“ชาวยิว”นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร อันนี้…ถ้าอยากจะ “เข้าถึง-เข้าใจ”กันจริงๆคงหนีไม่พ้นต้องไปหาหนังสือประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับเรื่องชาวยิว ชาวคริสต์ชาวโรมัน เอามาไว้เป็นความรู้ เทียบเคียง ติดปลายนวมเอาไว้ซักเล็กๆน้อยๆก็คงพอเข้าใจว่าระหว่างความเป็น “ชาวคริสต์”กับความเป็น “ชาวยิว”นั้นมีรายละเอียดผิดแผก แตกต่างกันไปในลักษณะไหน…
แต่ถ้าจะให้สรุปรวมๆโดยคร่าวๆแล้ว…โดย “จุดมุ่งหมาย”ของหนังเรื่องนี้นี่แหละที่จะเป็นตัวอธิบายความแตกต่างดังกล่าวได้แบบแจ่มแจ้ง ชัดเจนโดยอาจไม่ต้องเสียเวลาไปค้นคว้า ตำรับ ตำรา อะไรเอาเลยก็ยังได้
คือสรุปว่า…สำหรับ “ชาวคริสต์”แล้ว ฉากตอนปลายๆของหนังเรื่องนี้ไล่มาตั้งแต่ช่วงที่ “พระเยซูคริสต์”แบกไม้กางเขน เดินโซซัด โซเซผ่านฝูงชนที่มีทั้งชาวยิวและชาวโรมันกำลังเยาะเย้ยใยไพอยู่สองข้างทาง ขณะที่
“จูดาห์ เบน-เฮอร์”พยายามแหวกฝูงชนเข้าไปตักน้ำให้พระเยซูดื่มเหมือนอย่างครั้งที่พระองค์เคยตักน้ำให้ตัวเองดื่มขณะยังเป็นทาสแรงงานไปจนถึงฉากที่พระเยซูถูกตรึงอยู่บนกางเขน ขณะฟ้ามืดครึ้ม สายฝนเทลงมาชะเอาโลหิตของพระองค์ไหลไปตามผืนดินและสายน้ำอันเป็นช่วงจังหวะเดียวกันกับที่ “แม่”และ “น้องสาว”ของ “จูดาห์ เบน-
เฮอร์” ที่ถูกผู้ปกครองชาวโรมันอย่าง “เมซซาลา”จับเอาไปกักขัง ทรมาณจนกลายเป็น “โรคเรื้อน”กลายเป็นที่รังเกียจ เดียดฉันท์ ของชุมชนชาวยิวทั้งหลายกลับหายจากโรคเรื้อน แบบชนิดมหัศจอรอหันการันยอ…
อันนี้นี่แหละ…ที่ถือเป็นจุดมุ่งหมายของหนังเรื่องนี้ และจุดมุ่งหมายของ “ชาวคริสต์”นั่นก็คือ…มีแต่ “ความรัก”และ “การให้อภัย”เท่านั้นที่จะนำเอาความมหัศจรรย์ต่างๆมาให้กับบรรดามวลมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหน และยังเป็นสิ่งที่สามารถลบรอยแค้น ความอาฆาต พยาบาท ชิงชังไม่ว่ามนุษย์คนใดกระทำกับมนุษย์คนใด ชนชาติใดกระทำชนชาติใด ความเป็น

“ชาวคริสต์”กับ “ชาวยิว”นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันหรือจนขณะที่ชาวยิวในอิสราเอลกำลังกระทำต่อบรรดาชาวปาเลสไตน์และชาวตะวันออกกลางอยู่จนทุกวันนี้…จึงมีความแตกต่างอย่างที่ว่าเอาไว้แล้วนั่นเอง…

——————————————————–

ข่าวน่าสนใจ

Close