The Blues Brothers-ดนตรีเพื่อชีวิตและคุณธรรม

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

หายไปหนึ่งสัปดาห์…เพื่อพอได้พัก พอได้มีเวลาย้อนคิดถึงหนังแต่ละเรื่อง ว่าเรื่องไหนเขียนไปแล้วบ้าง เรื่องไหนที่ยังไม่ได้เขียน เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ “ขุดกรุ” ออกมานำเสนอ ชนิดแทบเกลี้ยงใส้ เกลี้ยงพุง ไปแล้วก็ว่าได้ แต่สำหรับสัปดาห์นี้…เผอิญว่าเมื่อช่วงกลางเดือนที่แล้ว หรือช่วง 16 สิงหาคมที่ผ่านมา มีข่าวคราวเรื่องการมรณกรรมของศิลปิน นักร้องหญิง ผู้ได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งเพลงโซล” (The Queen of Soul) นั่นคือ “อะเรธา แฟรงคลิน” (Aretha Franklin) เลยอดนึกถึงหนังเรื่อง “The Blues Brothers” ที่เธอเคยร่วมแสดง ร่วมขับร้อง ขึ้นมาไม่ได้…

หนังเรื่อง “The Blues Brothers” ที่ว่านี้…มีอยู่ด้วยกัน 2 ภาค ภาคแรกออกฉายเมื่อปีค.ศ. 1980 ส่วนภาค 2 นั้น หลังจากภาคแรกผ่านพ้นไปแล้วถึง 18 ปี ถึงได้ออกฉายเมื่อปีค.ศ. 1998 ใช้ชื่อว่า “Blues Brothers 2000” ภาคนี้นี่แหละ…ที่ “อะเรธา แฟรงคลิน” ร่วมแสดง ร่วมโชว์เสียง โชว์ลูกคอ ด้วยการขับร้องบทเพลงชื่อว่า “Respect”ที่สุดแสนจะเมามันซ์ซ์ซ์เอามากๆ หนังเรื่องนี้ทั้ง 2 ภาค อาจต้องเรียกว่าเป็น “หนังเพลง” และ “หนังตลก” ภายในตัว โดยฝีมือกำกับของผู้กำกับที่ถนัดในแนวหนังประเภท Comedy นั่นก็คือ “จอห์น แลนดิส” (John Landis)ที่มีฐานะเป็นทั้งผู้กำกับ นักเขียนบท นักแสดง และผู้สร้างหนังในแนวนี้หลายต่อหลายเรื่อง อย่างเช่น “National Lampoon’s Animal House” “An American Werewolf in London” หรือเรื่อง “Beverly Hills Cop” ภาค 3 ฯลฯเป็นต้น…

ภาคแรกนั้น…มีดาราตลกกึ่งดิบกึ่งสุก อย่าง “จอห์น เบลูชี่” (John Belushi) ผู้วายชนม์ไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว และดาราเจ้าบทบาทอย่าง “แดน แอครอยด์” (Dan Aykroyd)เป็นตัวชูโรง โดยเฉพาะ “แอครอยด์” นั้นยังร่วมเขียนบท ทั้งภาคแรกและภาคสองให้อีกด้วย แต่โดยโครงเรื่อง พล็อตเรื่อง ของหนังทั้งสองภาคนั้น คงไม่มีอะไรให้ต้องไปพิถีพิถัน ประดิษฐ์ประดอย ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน อะไรกันมากมาย คือเป็นโครงเรื่องแบบเรื่อยๆ ง่ายๆ ที่เน้นเอาสนุก เอามันซ์ซ์ซ์ ซะเป็นหลัก โดยเฉพาะความมันซ์ซ์ซ์อันเนื่องมาจากเสียงเพลง เสียงดนตรี นั่นเอง ปนไปกับความสนุกสนานจากฉากขับรถไล่ล่ากันและกัน ระดับข้ามรัฐ ข้ามประเทศ ชนกันแหลกราญชนิดรถพังไปเป็นสิบๆร้อยๆคัน แถมด้วยมุกตลกพอให้ได้ยิ้ม ได้ฮา กันไปกระสาย…

แต่เหตุที่ถือเป็น “หนังดีที่น่าดู” อีกเรื่องหนึ่ง…ก็เพราะการนำเอาบทเพลงต่างๆมาสอดแทรกไว้ในเนื้อเรื่อง แต่ละฉาก แต่ละตอน ได้อย่างชนิดลงตัวเป๊ะๆๆ และแต่ละเพลงก็ล้วนแล้วแต่ “ถึงกึ๋น” หรือ “เป็นเพลงที่เป็นเพลง” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะนำเสนอในลีลาแบบ “ริทึ่มแอนด์บลูส์” (Rhythm and Blues) แบบ “โซล” (Soul) แบบ “ฟังกี้” (Funky) หรือแม้กระทั่งแบบ “โฟล์ค” (folk)ที่ถูกนำมาดัดแปลงอยู่บ้างเล็กน้อย อย่างเช่นเพลง “Theme from Rawhide” ในภาคแรก หรือ “Riders in the Sky” ในภาคสอง ที่ทำได้แบบถึงเนื้อ ถึงกึ๋น เอามากๆ เหมาะอย่างยิ่งที่บรรดา “คนรุ่นใหม่ไม่สูบบุหรี่” ทั้งหลาย ที่ชอบครวญครางเพลงประเภท “เจ็บนิ้วโป้งจัง” หรือเพลงประเภทที่ต้อง “ยานคาง” ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็น “เพลงที่แทบไม่เป็นเพลง” น่าจะไปหามาดู มาฟัง มาศึกษา ค้นคว้า ว่าความเป็นศิลป์ ความเป็นดนตรีนั้น มันหมายถึงอะไรกันแน่…

โดยเฉพาะในภาคสองนั้น…แม้ว่าจะไม่ “ดัง” หรือไม่ “ทำเงิน” ได้เท่ากับภาคแรก แต่ตัวของ “แดน แอครอยด์” ที่รับบทเป็นตัวเอกและเป็นผู้เขียนบทด้วยนั้น ดูจะเน้นเป็นพิเศษ ในเรื่องของความพยายามอธิบายถึง “คุณค่า” และ “ศิลปะ” ของสิ่งที่เรียกว่า “ดนตรี” ที่อาจเริ่มแสดงอาการตกต่ำ หรือออกอาการแบบ “The day the music died” ของสังคมอเมริกันในช่วงนั้น ซึ่งคงไม่ต่างอะไรไปจากสังคมบ้านเราในช่วงนี้ ดังนั้น…จึงถือเป็นเรื่องไม่แปลก ที่หนังทั้งสองภาคเลยต้องไปขนเอาบรรดาศิลปิน นักร้องประเภท “ของแท้แต่ดั้งเดิม” หรือ “ของจริง-ของแท้” เข้ามาร่วมแสดง ร่วมขับร้อง กันชนิดเป็นกูรุสๆ ไม่ว่าตั้งแต่รุ่นเดอะ อย่าง “เรย์ ชาลส์” (Ray Charles)ศิลปินตาพิการ “บี.บี.คิง” (B.B King) ราชาแห่งเพลงบลูส์ ไปจนถึง “เจมส์ บราวน์” (James Brown) “แคป คัลโลเวย์” (Cab Calloway) และ “อีริค แคลปตัน” (Eric Clapton) ผู้ที่ได้ชื่อว่า “มือกีร์ต้า” ระดับมือวางอันดับหนึ่งของโลก รวมทั้งราชินีโซล อย่าง “อะเรธา แฟลงคลิน” ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว…ฯลฯ

สำหรับภาคแรกนั้น…อาจเน้นไปทางฉากรถชน ฉากตลก มากกว่าภาคสองอยู่หน่อย แต่ก็สอดแทรกเนื้อหาที่น่ารัก น่าประทับใจควบคู่ไปด้วย คือแสดงให้เห็นถึงความเพียรพยายามของ “เจ็ค บลูส์” (Jake Blues)ที่รับบทโดย “จอห์น บาลูชี” ซึ่งแม้ว่าจะเกะกะ เกเร จนต้องติดคุกอยู่ 3 ปี แต่ด้วยความต้องการที่จะช่วยเหลือสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าคาธอลิคของพวกแม่ชี ที่เคยเลี้ยงดูตัวเองมาตั้งแต่อ้อน แต่ออก ให้พอมีเงินจ่ายหนี้ค่าภาษีที่ติดค้างรัฐบาลอยู่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์ “เจ็ค บลูส์” และน้องชายผู้มีชื่อว่า “เอ็ลวูด” รับบทโดย “แดน แอครอยด์” ก็เลยจุดประกายเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ ด้วยการรื้อฟื้นวงดนตรีชื่อว่า “The Blues Brothers” เพื่อหาทางรวบรวมเงินเอามาจ่ายค่าภาษีให้กับพวกแม่ชี ชนิดที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “คุณธรรม” กับ “ดนตรี” กลายเป็นสิ่งที่ดำเนินควบคู่กันไป ได้แบบสอดคล้อง กลมกลืน เอามากๆ…

ใครที่ชอบอะไรหนักไปทาง “เนื้อๆ” อาจประทับใจภาคแรกอย่างเป็นพิเศษ แต่ใครที่หนักไปทาง “ดนตรี” ภาคสองนั้น…อาจเป็นอะไรที่ซี๊ดซ๊าดพอสมควร โดยเฉพาะในฉากสุดท้าย ช่วงการ “ดวลเพลง” ระหว่างวง “The Blues Brothers” กับวง “The Louisiana Gator Boys” ในการประกวดเทศกาลดนตรีของราชินีดนตรีผู้ลึกลับ อย่าง “Queen Moussette” แค่ได้เห็น “บี.บี.คิง” กับ “อีริค แคลปตัน” แจมกีตาร์กันในบทเพลงที่มีชื่อว่า “Sweet Home Chicago” ก็ต้องเรียกว่า “คุ้ม” แล้ว สำหรับหนังเรื่องนี้ แต่ยังปิดท้ายด้วยการร่วมแจมกันระหว่างวงดนตรีทั้งสองวง ในเพลง “New Orleans” ที่ขนเอาศิลปินประเภทของแท้แต่ดั้งเดิมมาชนิดแทบหมดประเทศ มาร่วมขับขานในบทเพลงที่ว่า ยิ่งเป็นอะไรที่คุ้มสุดคุ้ม เอาเลยก็ว่าได้…

แต่ว่ากันว่า…ภาคแรกนั้นออกจะ “ดัง” และออกจะ “ทำเงิน” เอามากๆ คือสัปดาห์แรกที่เปิดฉาย ก็ทำเงินได้ถึง 5 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐ และตลอดทั่วทั้งโลกทำเงินได้ถึง 115 ล้านดอลลาร์ จะด้วยเหตุนี้หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้ เลยต้องมีภาคสองตามมา แต่แม้ว่าจะไม่ดัง ไม่ทำเงิน หรือไม่ได้รับเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ ในแง่บวกเท่าภาคแรก แต่ทั้ง 2 ภาคนั่นแหละ ล้วนแล้วแต่ได้ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ดนตรี” กลายเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยชีวิต วิญญาน รวมทั้งยังมีคุณธรรมสอดแทรกเอาไว้ในระดับพื้นฐาน จนต้องถือเป็น “หนังดีที่น่าดู” ไปด้วยกันทั้งคู่ ยิ่งโดยเฉพาะสำหรับใครที่ยังอยากจะอำลา อาลัย ต่อการจากไปของ “ราชินีแห่งโซล” อย่าง “อะเรธา แฟรงคลิน” คงต้องไปหา “Blues Brothers 2000” หรือภาคสองมาดู ที่เธอวาดลวดลาย ทั้งท่าร้อง ท่าเต้น ได้อย่างน่ารัก น่าประทับใจเอามากๆ เรียกว่า…ดูแล้วหายคิดถึง หรืออาจเพิ่มความคิดถึงยิ่งๆขึ้นไป ก็แล้วแต่รสนิยมของใครของมัน จะไปว่ากันเอาเอง…
—————————————————

ข่าวน่าสนใจ

Close