The Sound of Music เพลงที่เป็นเพลง

โดย ชัชรินทร์ไชยวัฒน์

ดูเหมือนว่าใครต่อใครจะเห็นๆไปในแนวเดียวกัน…ว่าบทเพลงเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดของท่านนายกฯ “บิ๊กตู่” คือเพลงใจพ๊ง ใจเพชร อะไรประมาณนั้น น่าจะ “ไม่ประสบความสำเร็จ” มากมายซักเท่าไหร่ คือคนที่ “กดไม่ไลค์” มีมากกว่าคนที่ “กดไลค์” ประมาณ 10 เท่า 20 เท่า ถึงขั้นนั้น ซึ่งจะเป็นด้วยเหตุเพราะรัฐบาลกำลังอยู่ในอาการ “ขาลง” หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจ ทราบได้ แต่เอาเป็นว่า…ถ้าจะว่ากันถึงเรื่อง “เพลง” เรื่องความไพเราะ เพราะพริ้ง ว่ามันควรจะเป็นไปในรูปไหน ร้องยังไง  เรียบเรียงยังไง ถึงจะเข้าโน้ต เข้าแก๊ป เข้าถึงอารมณ์-ความรู้สึกของใครต่อใคร คงต้องขออนุญาตไปหยิบเอาเรื่อง “The  Sound of Music” หนังฝรั่งฮอลลีวู้ด ช่วงปีค.ศ.1965 มานำเสนอ ชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้ ณ ที่นี้ ในสัปดาห์นี้ก็แล้วกัน…

หนังเรื่อง “The Sound of Music” ที่ต้องถือว่าดังสนั่นลั่นโลก และก็ดังสนั่นไม่น้อยในเมืองไทย ทันทีที่ออกฉาย ว่ากันว่าเป็นหนังที่ไปเอาเนื้อเรื่อง เค้าโครง มาจากข้อเขียนบันทึกความทรงจำเรื่อง “The Story of the Trapp Family Singers” ของสตรีชาวออสเตรียรายหนึ่งชื่อว่า “มาเรีย ออกุสต้า” (Maria Augusta von Trapp) ที่ได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่ ช่วงปี ค.ศ.1949 ในลักษณะไม่ต่างอะไรไปจากนิยายวรรณกรรม ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง หรือมาจากความทรงจำของผู้เขียน คือ “มาเรีย ออกุสต้า” เอง ซึ่งโดยเนื้อหา โครงเรื่อง ก็คงไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมาย เป็นเรื่องของเด็กหญิงกำพร้าในสำนักนางชี ที่ถูกส่งไปเป็นครูสอนหนังสือ สอนดนตรี ให้กับบรรดาเด็กๆในครอบครัวของผู้สูงศักดิ์ชาวออสเตรีย ผู้ถูกเรียกขานกันในนาม “กัปตันลุดวิก” จนเกิดความรักระหว่างกันและกัน ถึงขั้นตัดสินใจแต่งงาน แต่งการ กลายเป็นครอบครัวนักร้องหรือ “Family Singers” ก่อนจำต้องหลบหนีข้ามแดนออสเตรียในช่วงที่นาซีของฮิตเลอร์บุกเข้ายึดดินแดนแห่งนี้ ก็แค่ประมาณนั้น…

แต่เหตุที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ วรรณกรรมเรื่องนี้ หรือหนังเรื่องนี้ดังสนั่นลั่นโลก…ก็คงเนื่องมาจากบรรดา “บทเพลง” หรือ “ดนตรี” ที่ถูกสอดแทรกเอาไว้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไปจนวินาทีสุดท้ายของเรื่องนั่นเอง ที่ต้องเรียกว่า…เป็นอะไรที่ “โดนใจ”บรรดาแฟนหนัง แฟนเพลง ทั่วทั้งโลก ชนิดตามไป “กดไลค์” กันระดับสนั่นลั่นโลก แทบไม่มี “ไม่ไลค์” เอาเลยแม้แต่นิด โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มเปิดฉาก เปิดผ้าม่านกั้ง  ที่อภิมหาผู้กำกับอย่าง “โรเบิร์ตไวส์” (Robert Wise)ท่านไปหาฉาก หาซีน หาภูเขาที่สูงตระหง่าน แต่เขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำ ดาษไปด้วยแมกไม้ทุ่งหญ้าพลิ้วไหวปานแพรกำมะหยี่ จากที่ไหน แห่งไหน ก็มิอาจทราบได้ แล้วค่อยๆจับภาพ ซูมกล้อง ลงมาจากท้องฟ้า ไล่ลงมาถึงตัวนางเอกอย่าง “มาเรีย” ที่นำแสดงโดย “จูลี แอนดรูส์” (Julie Andrews)ซึ่งวิ่งกระโดด โลดเต้น ปานกระต่ายป่าตัวน้อยๆอยู่ในทุ่งหญ้า พร้อมกันนั้นเสียงดนตรีบรรเลงบทเพลง “The Sound ofMusic” ก็ค่อยๆครางกระหึ่ม ก่อนแผดจ้าตามมา ด้วยเนื้อร้องที่เต็มไปด้วยความแหลม ความคม จากลูกคอระดับโซปราโนของ “จูลี แอนดรูส์” อันนี้…ต้องเรียกว่าเพอร์เฟคเสป็คตรัม เล่นเอาหัวแม่มือแทบด้าน เพราะจำต้องกดไลค์ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ…

คือโดยตัวบทเพลงและดนตรี…ที่ถูกสอดแทรกเอาไว้ในแต่ละช็อต แต่ละฉาก ไล่ตั้งแต่ช็อตแรก ไปจนช็อตสุดท้าย ฉากสุดท้าย ซึ่งว่ากันว่า…ได้รับการประดิษฐ์ คิดค้น เรียบเรียงทำนอง เนื้อร้อง โดยอภิมหานักประพันธุ์เพลงชาวเยอรมันเชื้อสายยิว2 ราย คือ “ริชาร์ด รอดเจอร์ส” (Richard Rodgers) กับ “ออสการ์ แฮมเมอร์สตีนที่ 2” (Oscar Hammerstien 2)นั้น ต้องยอมรับว่า….ชั่งเป็นอะไรที่ไพเราะ เพราะพริ้ง เสนาะโสต เสนาะหู เอามากๆ และถึงแม้จะเป็น “เพลงฝรั่ง” ที่บรรดาแฟนหนัง แฟนเพลงชาวไทยโดยทั่วไป อาจไม่ถึงกับกระดิกหู กระดิกหาง มากมายซักเท่าไหร่ แต่ด้วย “ความเป็นเพลงที่เป็นเพลง” หรือ “ความเป็นดนตรี” ที่มันเกิดจากการจัดเรียงตัวโน้ตต่างๆเอาไว้ได้ถูกช่อง ถูกจังหวะ ระหว่างถูกทำให้โดดไป โดดมาภายในกุญแจซอลภายในรูหู ในสมอง หรือในจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ที่แทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากกันมากมายซักเท่าไหร่ ไม่ว่าฝรั่ง หรือไทย หรือแขก หรือเจ๊ก จีน จาม ฯลฯก็ตาม แม้ “ภาษาคำพูด” อาจผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง แต่ “ภาษาวิญญาณ” หรือ “ภาษาดนตรี” นั้น ก็เหมือนๆกันไปทั้งสิ้นนั่นแล…

เพลงแต่ละเพลงในหนังเรื่อง “The Sound of Music” จึงเป็นเพลงที่บรรดาแฟนหนังชาวไทย แฟนเพลงชาวไทย หรือชาติอื่นๆ ภาษาอื่น สามารถหยิบมาร้องตามๆกันไป ชนิดกลายเป็นเพลงฮิตของโลกทั้งโลกในช่วงนั้นเอาเลยก็ว่าได้ อย่างเพลง “Do-Re-Mi” ที่ “จูลี่ แอนดรูส์” หรือ “มาเรีย” นำมาใช้สอนเด็กๆ ลูกๆของกัปตัน “จอร์จ วอน แทรปป์” (Georg Ludwig von Trapp) ที่นำแสดงโดยดารารุ่นเก๋า อย่าง “คริสโตเฟอร์พลัมเมอร์” (Christopher Plummer) ไม่เพียงแต่เป็นอะไรที่เข้าใจกันได้ไม่ยาก ยังนำเอาองค์ประกอบ หลักเกณฑ์ ที่ถือเป็น “มาตรฐานสากล” ที่เข้าไปสอดแทรก แล้วค่อยๆย่อยแยกให้กลายมาเป็นเนื้อเพลง ทำนองเพลง ชนิดที่น่ารัก น่าฟัง ฟังง่าย ร้องง่าย แถมติดหูได้ง่ายๆอีกต่างหาก…

ส่วนเพลงอื่นๆ…ต่างก็เข้าที่ เข้าทาง ลงเนื้อ ลงตัว ไปด้วยกันทั้งสิ้น มีทั้งออกสไตล์หรูหรา อลังการ์ ตามแบบฉบับศิลปะเวียนนา มีทั้งน่ารัก น่าดื่มด่ำประทับใจเข้าฉากวิวทิวทัศน์อันสวยสดงดงามทางธรรมชาติ มีทั้งออกไปทางศักดิ์สิทธิ์ น่าเลื่อมใส ฯลฯ ชนิดต้องเรียกว่า…ถือเป็นผลงานระดับสุดคลาสสิคของสองอภิมหานักแต่งเพลงชาวเยอรมันเชื้อสายยิว อย่าง “ริชาร์ด รอดเจอร์ส” และ “ออสการ์  แฮมเมอร์สตีน” ที่คงต้องให้การยกย่องในฐานะ “มืออาชีพ” จริงๆ โดยเฉพาะเพลงที่กำหนดให้ตัวละครที่มีความรักชาติ รักและหวงแหนแผ่นดินมาตุภูมิออสเตรีย  อย่าง กัปตัน “Georg Ludwig von Trapp” เอื้อนเอ่ยออกมาเพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก ทำนองนี้ นักประพันธุ์เพลงระดับมืออาชีพอย่าง “รอดเจอร์ส” และ “แฮมเมอร์สตีน” นั้น ท่านกลับไม่ได้คิดจะว่ากันแบบดื้อๆ ทื่อๆ แบบโต้งๆ โจ้งๆ แบบประเภทเพลงใจพ๊ง ใจเพล็ด ใจเพล๊ะ หรือ “ใจเพชร” แต่อย่างใด แต่กลับหันไปหยิบเอาความงดงาม ความบริสุทธิ์ ขาวสะอาด ของ “ดอกไม้” ชนิดหนึ่ง ที่ชอบขึ้นอยู่บนที่สูง หรือบนภูเขาแอลป์ ในแถบดินออสเตรีย คือดอก “เอ-เดล-ไวส์” (Edelweiss) มาใช้เป็นสื่อ เป็นสัญลักษณ์ เพื่ออธิบายถึงความรู้สึกที่ว่านี้ ได้อย่างชนิดอบอุ่น ประณีต งดงาม ลื่นไหล และไพเราะ เพราะพริ้งเอามากๆ…

ด้วยเหตุนี้…จึงไม่น่าแปลกใจ ที่หลังจากหนังเรื่องนี้ออกฉายในปี ค.ศ.1965 นอกจากจะทำรายได้ระดับขี้แตก ขี้แตน ไปทั่วทั้งโลกแล้ว ยังสามารถคว้ารางวัล “Academy Awards” มาครองถึง 5 รางวัลด้วยกัน ส่งผลให้ตู้เก็บรางวัลตุ๊กตาทองของอภิมหากำกับอย่าง “โรเบิร์ตไวส์”ที่เคยกวาดรางวัลอะไรต่อมิอะไรจากหนังเรื่องอื่นๆมาเยอะแล้ว ยิ่งแน่นตู้เข้าไปใหญ่ รวมทั้งอาจถือเป็นหนังที่เป็นตัวบุกเบิก นำร่อง ให้บรรดาหนังเพลงอีกหลายต่อหลายเรื่องในเวลาต่อมา แม้ทุกวันนี้…ถ้าลองนำเอาหนังเรื่องนี้กลับมาดูใหม่ “ความเป็นเพลงที่เป็นเพลง” หรือ “ดนตรีที่เป็นดนตรี” อันถูกบรรจุไว้ในฉากต่างๆของหนังเรื่องนี้ ทำให้ “The Sound of Music” ไม่เคยตกยุค ตกสมัย เอาเลยแม้แต่น้อย เป็นหนังที่ดูได้ ฟังได้ ไปโดยตลอด เหมือนกับที่เราฟังเพลงแต่ละเพลง แต่ละยุค แต่ละสมัยนั่นแหละทั่น ถ้าหากมันเป็นเพลงที่เป็นเพลง เป็นดนตรีที่เป็นดนตรีซะอย่าง ย่อมล้วนแต่เป็นสิ่งที่ “ไม่ตาย” ไม่ตกยุค ตกสมัย โดยเด็ดขาด แต่ถ้ามันดันออกไปในแนวๆประเภท “เจ็บนิ้วโป้งจัง” เพลงประเภท “The Day the music die” ทั้งหลายแล้ว อันนั้น…ไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน ไม่ว่าผู้แต่ง ผู้ประพันธ์ ผู้โหยหวน ครวญคราง จะเป็นใคร โอกาสที่จะถูกกด “ไม่ไลค์” ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเป็นอย่างยิ่ง…

ข่าวน่าสนใจ

Close