Empire of the Sun-เด็กและสงคราม

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

เมื่อช่วงสองสัปดาห์ที่แล้ว…มีข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศบางสำนัก แต่อาจไม่ใช่สำนักข่าวประเภท “กระแสหลัก” อย่างCNN, BBC, หรือ CNBC ฯลฯ อะไรทำนองนั้น แต่หนักไปทางประเภทพวก “กระแสรอง” อย่าง Russia Today หรือ MintPress News ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งบรรดาข่าวคราวจากสำนักข่าวประเภทนี้ ดูเหมือนว่านักข่าวต่างประเทศบ้านเรา อาจไม่ถึงกับให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญมากมายซักเท่าไหร่ ทั้งๆที่เป็นข่าวที่น่าสลดหดหู่ น่าโศรก น่าเศร้า แถมน่าเกลียด น่าชัง จนอาจหยิบมาใช้เป็นคติ เป็นอุทาหรณ์ ได้มิใช่น้อย…

คือเป็นข่าวเรื่องเครื่องบินของกองทัพซาอุฯ ที่ปฏิบัติการเข่นฆ่าชาวเยเมนอยู่ในสงครามปราบกบฏเยเมนมาแล้วเกือบ 3 ปี หรือตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 โน่นเลย ล่าสุด…เมื่อช่วงวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ทิ้งระเบิดใส่ขบวนรถนักเรียนชาวเยเมน ที่กำลังเดินทางทัศนศึกษาอยู่แถวๆเมือง Dhahian แถบภาคใต้ของจังหวัด Saada โดยอ้างว่าขบวนรถนักเรียนเหล่านี้ มีพวกกบฏแอบแฝงปะปนอยู่กับพวกเด็กๆ หรืออาศัยเด็กๆเป็น “โล่มนุษย์”อะไรทำนองนั้น ด้วยเหตุนี้…นักบินซาอุฯ เลยตัดสินใจหย่อนระเบิด “MK-82”เข้าใส่ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่า ใครเป็นกบฏ ใครเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ตูม!!!…เดียวเท่านั้น เด็กๆที่อยู่ขบวนรถนักเรียน ตายไป 50 ศพ บาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 60 ส่วนพวกกบฏจะตายเท่าไหร่ หรือไม่ อย่างไร ก็ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด…

ในจำนวนเด็กๆเหล่านี้…เท่าที่ผู้สื่อข่าวเขาได้รายงาน ถ่ายภาพมาให้เห็น บางรายอายุแค่ 4-5 ขวบเท่านั้น สูงสุดไม่เกิน 11 ขวบเรียกว่า…เด็กซะยิ่งกว่าพวกเด็กๆ “ทีมหมู่ป่าอะคาเดมี” บ้านเราซะอีก แต่ก็กลับไม่ได้ก่อให้เกิดความห่วงใย เมตตา สงสาร พอที่จะทำให้นักบินแห่งกองทัพอากาศซาอุฯเกิดอาการลังเลใดๆเอาเลยแม้แต่น้อย กลับออกมาอ้างว่าปฏิบัติการดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “สงคราม”ซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ หลังได้อ่านข่าวเรื่องนี้ เลยทำให้อดหวนคิดไปถึงหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมาไม่ได้ ที่ได้นำเอาเรื่องราวความเป็นเด็ก กับเรื่องราวของสงคราม มาเทียบเคียงให้เห็นถึงด้านมืด-ด้านสว่าง ด้านแห่งความโกรธ-เกลียด-เคียดแค้น-อาฆาต กับด้านแห่งความรัก-ความเสียสละ ไปจนถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา รวมทั้งด้านแห่งความอัปลักษณ์ ความน่าเกลียด น่าชัง กับด้านแห่งความหวัง ความฝัน อันสวยสด งดงาม ของมวลมนุษย์ ได้อย่างประณีต ลึกซึ้ง นุ่มนวล แนบเนียน ชนิดน่าทึ่ง น่าประทับใจเอามากๆ…

หนังเรื่องนี้…ก็คือเรื่อง “Empire of the Sun” นั่นแหละทั่น หรือที่บ้านเราเอามาตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “น้ำตาสีเลือด”อะไรทำนองนั้น เป็นหนังเมื่อปีค.ศ.1987 หรือเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ขณะที่“พระเอกรุ่นใหญ่”ผู้เคยเล่นเป็น “ไอ้มนุษย์ค้างคาว” (Batman) อย่าง “คริสเตียน เบล” (Christian Bell) ยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ และรับบทเป็นหนูน้อย “จิม เกรแฮม” (Jim Graham)ตัวเอกของหนังเรื่องนี้ โดยที่โครงเรื่องของเรื่องนี้…ว่ากันว่านำมาจากงานเขียนประเภท นิยายกึ่งอัตชีวประวัติ ของนักเขียนอังกฤษผู้มีชื่อว่า “เจมส์ เกรแฮม บัลลาร์ด” (J.G. Ballard) ที่หนังสือพิมพ์ “The Guardian”ของอังกฤษ เคยให้คำยกย่องว่า…ถือเป็นนิยายที่ดีที่สุดของอังกฤษนับจากยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา…

คืออาจด้วยเหตุเพราะตัวของ นาย “บัลลาร์ด”เองนั่นแหละ…ที่เป็นชาวอังกฤษซึ่งไปเกิดและเติบโตอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพราะครอบครัวอพยพไปทำมาหารับประทานอยู่ในเขตพื้นที่นานาชาติ ของเมืองจีน ยุคที่ถูกพวกฝรั่งเข้ายึดครองกันคนละหนุบคนละหนับ เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนนานาชาติ หรือ “Cathedral School”ในจังหวัดเซี่ยงไฮ้ แต่พอกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดบางส่วนของประเทศจีน ในปีค.ศ. 1943 ตัวนาย “บัลลาร์ด”เลยกลายเป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรงกับความเจ็บปวด รวดร้าว ความโหดเหี้ยม อำมะหิต ของสิ่งที่เรียกว่า “สงคราม” ขณะตัวเองยังเป็นเด็กๆ และขณะครอบครัวต้องหอบหิ้วกระเตงตัวเองและน้องสาว ไปใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์อพยพสำหรับชาวต่างชาติ ภายใต้การควบคุม ดูแล ของกองทัพญี่ปุ่น ที่เรียกขานกันในนาม “Lunghua Civilian Assembly Center”

สิ่งเหล่านี้จึงถูกนำมาถ่ายทอด เรียบเรียง เอาไว้ในนิยายกึ่งอัตชีวประวัติของตัวเอง ในแบบที่ไม่ได้คิด หรือไม่ได้จินตนาการขึ้นมาเองชนิดไม่มีที่มา-ที่ไป แต่ถูกกลั่นกรองมาจากอารมณ์ ความรู้สึก อันเกิดจากประสบการณ์ล้วนๆ แต่ละฉาก แต่ละตอนของหนังเรื่องนี้ จึงสามารถทำให้ผู้ดู ผู้ชม น้ำตาแฉะ น้ำตาซึม ร้องห่ม ร้องไห้ ระดับหมดผ้าเช็ดหน้ากันไปเป็นผืนๆได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์แต่ก็นั่นแหละ…โดยโครงเรื่อง และจุดมุ่งหมายของเรื่อง ในนวนิยายและหนังเรื่องนี้ คงไม่ได้คิดผลิตขึ้นมาเพื่อกระแทกกระทั้นต่อมน้ำตาของใครต่อใครแต่เพียงเฉยๆ หรือไม่ได้คิดจะนำเสนอแต่ภาพแห่งความเหี้ยมโหด อำมะหิต ความอัปลักษณ์ ความน่าเกลียด น่าชัง ที่แฝงฝังอยู่ภายในตัวตนของมนุษย์ อันถือเป็น “ด้านมืด”ที่มักนำมาซึ่ง“สงคราม”ต่างๆมาโดยตลอด แต่ยังอาศัย “ความเป็นเด็ก”นี่แหละ เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึง “ด้านสว่าง” ด้านที่ประกอบด้วยความรัก ความหวัง ความฝัน และความบริสุทธิ์สดใส อันสุดแสนจะงดงาม…

โดยเฉพาะฉากที่…หนูน้อย “จิม เกรแฮม”โก่งคอร้องเพลงประจำโบสถ์ หรือเพลงสรรเสริญพระเจ้า ดังก้องกังวานไปทั่วค่ายกักกันเชลยของทหารญี่ปุ่น ด้วยเสียงเพลงอันไพเราะ เพราะพริ้ง บริสุทธิ์สดใส ที่สามารถหลอมละลาย “ด้านมืด” หรือหลอมละลาย “ความเป็นสัตว์”ภายในตัวตนของบรรดาพวกผู้ใหญ่แต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นชาวญี่ปุ่น ชาวต่างชาติ หรือชนชาติไหนๆก็แล้วแต่ ให้ต้องน้ำตาซึม น้ำตาไหล เมื่อหวนนึกถึง “ด้านสว่าง” หรือหวนนึกถึงตัวตนแห่ง “ความเป็นมนุษย์” ที่ล้วนแล้วแต่ถูกบรรจุเอาไว้ภายในมวลมนุษย์ทุกผู้ ทุกนาม จะโดย “พระผู้เป็นเจ้า” หรือโดยอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ อันนี้…ต้องเรียกว่า แค่ฉากเดียวเท่านั้น หมดผ้าเช็ดหน้ากันไปเป็นผืนๆ เอาเลยถึงขั้นนั้น…

อีกทั้งด้วยฝีมือการกำกับของ อภิมหาผู้กำกับอย่าง“สตีเวน สปีลเบอร์ก” (Steven Spielberg)ยุคที่ยังไม่ “กลายพันธุ์” หรือยุคที่ยังมีมือรองๆอย่าง “แคธลีน เคนเนดี้” (Kathleen Kennedy) และ “แฟรงค์ มาร์แชล” (Frank Marshall)ยืนหยัดอยู่ข้างๆ ยิ่งทำให้ “Empire of the Sun”เป็นอะไรที่สุดแสนจะคลาสสิค นุ่มนวล ประณีต และลึกซึ้งเอามากๆ ชนิดไม่ถึงกับน่าแปลกใจอะไรมากมาย ที่หนังเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” และ “ผู้กำกับยอดเยี่ยม” จาก “National Board of Review of Motion Pictures”มาได้แบบเต็มไม้ เต็มมือ จนอยากจะนำเอาหนังเรื่องนี้ไปฉายให้พวกทหารซาอุฯ รัฐบาลซาอุฯ ไปจนถึงพวกผู้มีอำนาจในรัฐบาลอเมริกา รัฐบาลอังกฤษ ที่สนับสนุนการเข่นฆ่าใครต่อใครในประเทศเยเมน ดูกันวันละ 3 รอบหลังอาหาร เผื่อว่า…อาจพอได้คิดๆอะไรขึ้นมาได้บ้างนิดๆก็ยังดี ก่อนที่จะเดินหน้าสงคราม และเดินหน้าทิ้งระเบิดใส่หัวกบาลใครต่อใคร โดยไม่สนใจว่าใครเด็ก ใครผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ใครผู้นั้นจะเป็นมนุษย์หรือไม่ อย่างไร ก็ตามที…

—————————————————

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวน่าสนใจ

Close