Chariots of Fire กับหนทางแห่งชัยชนะ

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

อีกไม่กี่วัน-ไม่กี่สัปดาห์…ก็จะได้เวลาเปิดฉากมหกรรม “เอเชียนเกมส์ 2018” หรือ “จาการ์ตา-ปาเล็มบัง 2018” ที่อินโดนีเซียกันแล้ว เพื่อให้เข้ากับสีสัน บรรยากาศ สัปดาห์นี้…ก็เลย “จัดให้” เอาไปเลย หนังอภิมหาคลาสสิคเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ที่กวาดรางวัลออสการ์มาถึง 4 รางวัลเต็มๆ ทั้งๆที่เป็นหนังเกี่ยวกับการ “วิ่ง” การกีฬา กรีฑา ที่ไม่น่าจะมีความดรามง ดรามา อะไรมากมาย แถมสร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริง ที่อาจต้องออกไปทางแห้งๆแบบสารคดีด้วยซ้ำ แต่ก็กลับเป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้น แถมยังเต็มไปด้วยข้อคิด อุทาหรณ์สอนใจ ชนิดสามารถยึดเอามาเป็นอุดมการณ์ อุดมคติ โดยเฉพาะสำหรับบรรดา “ผู้ใฝ่ใจในชัยชนะ” ทั้งหลาย…

หนังเรื่องนี้…ก็คือเรื่อง “Chariots of Fire” ในชื่อภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาไทยใช้ชื่อว่า “เกียรติยศแห่งชัยชนะ” อะไรประมาณนั้น เป็นหนังปี ค.ศ. 1981 สร้างโดยเจ้าพ่อวงการหนังชาวยิว อย่าง “เดวิด พัทท์นั่ม” (David Puttnam)แต่มอบหมายให้ผู้กำกับมือทองชาวอังกฤษ อย่าง “ฮิวจฮ์ ฮัดสัน” (Hugh Hudson) เป็นผู้กำกับ โดยไปนำเอาเค้าโครงเรื่องจริง จากประวัติชีวิตของนักกรีฑา 2 รายของอังกฤษ คือ “ฮาโรลด์ อับราฮัมส์” (Harold Abrahams) ชาวอังกฤษเชื้อสายยิวอพยพจากโปแลนด์ ผู้คว้าชัยชนะในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิค ปี ค.ศ.1924 ที่กรุงปารีส กับ “อีริค ลิดเดลล์” (Eric Liddell) ชาวอังกฤษเชื้อสายสก็อตต์ ที่คว้าชัยชนะในการวิ่ง 400 เมตร ในโอลิมปิคคราวเดียวกัน มาใช้เป็นเนื้อหาหลักๆในโครงเรื่องและการดำเนินเรื่อง ได้อย่างนิ่มเนียน ประณีต ลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่ อลังการ์ ชนิดแทบไม่เหลือความแห้งใดๆ ติดปลายนวมเอาไว้เลยแม้แต่น้อย คือสามารถดัดแปลง “เรื่องจริง” ให้กลายเป็นอะไรที่ยิ่งไปกว่า “นวนิยาย” ได้อย่างชนิดลงตัวเอามากๆ แถมยังสามารถดำรงแก่นสาร สาระ จุดมุ่งหมายอันเป็น “หัวใจ” ของเรื่อง ให้น่าคิด น่าเชื่อ ได้ไม่ต่างอะไรไปจากอุดมการณ์ อุดมคติ เอาเลยถึงขั้นนั้น…

แม้ว่าโดยพล็อตเรื่อง โครงเรื่อง จะไม่ได้ถึงกับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน อะไรมากมาย คือเป็นเรื่องของนักกรีฑา 2 คน ที่ต่าง “วิ่งเร็ว” ด้วยกันทั้งคู่ และต่างหมายมั่น ปั้นมือ ที่จะคว้าชัยชนะในการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับใหญ่ๆ อย่างมหกรรมกีฬาโอลิมปิค เป็นต้น แต่ในขณะที่คนหนึ่ง คือนักวิ่งอย่าง “ฮาโรลด์ อับราฮัมส์” ที่มีดาราเจ้าบทบาทอย่าง “เบน ครอสส์” (Ben Cross) รับบทเป็นตัวแสดง มีพลังขับเคลื่อนในการมุ่งเป้าหมายไปสู่ชัยชนะในอีกลักษณะหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยแรงกดดันจากการถูกเหยียดเชื้อ เหยียดชาติ อันเนื่องมาจากความเป็นชาวยิวอพยพ ที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับในแวดวงพวก “ผู้ดีอังกฤษ” ในยุคนั้นมากมายซักเท่าไหร่ ตามทัศนะคติแบบที่เรียกๆกันว่า “anti-Semitism” อะไรทำนองนั้น หรือจะรวมไปถึงลักษณะอุปนิสัยที่ชอบแข่งขัน ชอบเอาชนะของตัวเองผนวกรวมเข้าไปด้วยก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้…ก็คือพลังขับเคลื่อนให้นักวิ่งชาวอังกฤษเชื้อสายยิวรายนี้ พยายามเอาชนะอุปสรรคนานาประการ อย่างมุ่งมั่น อดทน เอามากๆ เพื่อที่จะคว้าชัยชนะในการลงแข่งขันแต่ละนัดให้จงได้…
ขณะที่นักวิ่งอย่าง “อีริค ลิดเดลล์” ชาวอังกฤษเชื้อสายสก็อตต์ ที่วิ่งเร็วไม่น้อยไปกว่า “ฮาโรลด์ อับราฮัมส์” หรือเหนือกว่าอยู่นิดๆจนสามารถเอาชนะคู่แข่งรายนี้มาได้ก่อนหน้านั้น กลับอาศัยพลังขับเคลื่อนที่แตกต่างกันไปในอีกลักษณะหนึ่ง คือด้วยเหตุที่ปูมหลัง หรือโดยประวัติชีวิตนั้น เป็นผู้ที่เกิดและเติบโตมาจากครอบครัวนักเผยแพร่ศาสนา ที่เรียกว่าพวก “มิชชันนารี” ทำนองนั้น พ่อและแม่ไปเผยแพร่ศาสนาอยู่ในเมืองจีน ตัวเองก็เลยเกิดขึ้นมาในต่างบ้าน ต่างแดน แต่ถูกส่งกลับมาเรียนที่อังกฤษตั้งแต่เด็กๆ และคงด้วยความยึดมั่นในความเชื่อ ความศรัทธา แบบเดียวกับพ่อ-แม่นั่นเอง การวิ่ง การแข่งขัน เพื่อคว้าชัยชนะในแต่ละครั้งของนักวิ่งชาวอังกฤษเชื้อสายสก็อตต์รายนี้ จึงกลายเป็นการวิ่งเพื่อ “สรรเสริญพระเจ้า” หรือวิ่งเพราะ…เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ประทานความเร็ว ขีดความสามารถต่างๆให้กับตัวเอง เพื่อให้นำไปใช้เป็นเครื่องแสดงออกถึงการเชิดชู บูชา หรือการสรรเสริญพระเจ้าอะไรประมาณนั้น…

ด้วยความมุ่งหมายในชัยชนะซึ่งผิดแผก แตกต่าง กันไปในลักษณะนี้นี่เอง…ที่ถูกนำมาถักทอ บูรณาการ ให้กลายเป็นเรื่อง เป็นราว เป็นหนังคลาสสิคที่เต็มไปด้วยความประณีต ละเอียดอ่อน และลึกซึ้งเอามากๆ ไม่ว่าจะโดยฉากแต่ละฉากตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องไปจนถึงท้ายเรื่อง การตัดต่อ เรียบเรียง ไปจนถึงบทสนทนา ที่เฉียบขาด แหลมคม เอามากๆ โดยเฉพาะช่วงที่ “อีริค ลิดเดลล์” ในฐานะตัวแทนนักกรีฑาชาวอังกฤษ ที่ถูกมอบหมายให้ลงวิ่งแข่ง 100 เมตร ในมหกรรมโอลิมปิคที่กรุงปารีส อันเป็นการวิ่งที่ถือเป็นสิ่งที่เขาถนัดที่สุด หรือเร็วที่สุด ชนิดที่โอกาสคว้าชัยชนะเห็นอยู่ต่อหน้า ต่อตา แต่นักวิ่งผู้มี “พระเจ้า” เป็นพลังขับเคลื่อน หรือเป็นแรงบันดาลใจรายนี้ กลับ “ปฏิเสธ” เอาดื้อๆ แม้จะได้รับการเคี่ยวเข็ญ ขอร้อง จากสมาชิกราชวงศ์อังกฤษอย่าง “เจ้าชายแห่งเวลส์” เป็นการเฉพาะ ด้วยเหตุเพียงเพราะว่า…วันแข่งขันวิ่ง 100 เมตรนั้น ดันมาตรงกับ “วันซับบาท” (Sabbath) ของบรรดาชาวคริสต์ทั้งหลายแบบพอดิบ พอดี ไม่ว่าจะมุ่งหมาย กระหายต่อชัยชนะเพียงใดก็ตาม หรือไม่ว่าผู้ที่เป็นถึงเชื้อสายของพระมหากษัตริย์อุตส่าห์มาขอร้อง แต่ในเมื่อ “พระเจ้า…ย่อมต้องมาก่อนกษัตริย์” นักวิ่งอย่าง “อีริค ลิดเดลล์” ถึงกับยอมทิ้งชัยชนะ ทิ้งโอกาสที่จะได้มาซึ่งเกียรติยศให้กับตัวเองเอาดื้อๆ!!!

โอกาสจึงตกเป็นของ “อับราฮัมส์” ที่ก็สามารถคว้าชัยชนะในการวิ่ง 100 เมตรมาครอบครองได้ด้วยความมุ่งมั่น ความเพียรพยามของตนเอง ขณะที่ “อีริค ลิดเดลล์” ที่เปลี่ยนไปวิ่ง 400 เมตร แม้จะเป็นการวิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด แต่ก็ยังสามารถแสดงให้เห็นถึง “สิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้” สามารถคว้าเหรียญทอง 400 เมตรไปแทนที่ การได้มาซึ่งชัยชนะในคนละรูป คนละแบบเช่นนี้ก็เลยกลายเป็นคำตอบ คำอธิบาย ที่ผู้ดูทั้งหลายจะต้องไปนั่งคิด นอนคิด กันเอาเอง ว่าอะไรคือ “วิถีทาง” ที่ควรจะนำมายึดมั่น ถือมั่น นำมาใช้เป็นแบบ เป็นแนวทาง เป็นอุดมการณ์ อุดมคติ ในการได้มาซึ่งชัยชนะในแต่ละรูป แต่ละแบบ ไม่ใช่แต่เฉพาะการวิ่ง หรือการกีฬา เท่านั้น…

และภายใต้เค้าโครงความจริงที่เป็นตัวรองรับเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง ที่ว่านี้…นักวิ่งเหรียญทอง 400 เมตรโอลิมปิค อย่าง “อีริค ลิดเดลล์” ก็ได้กลับไปใช้ชีวิตเป็น “มิชชันนารี” อยู่ในเมืองจีน ตามแบบที่พ่อและแม่เคยยึดถือ ปฏิบัติ มาก่อนหน้านี้ ในยุคที่ประเทศจีนกำลังเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ลำบาก จากสภาวะ “สงครามกลางเมือง” รวมทั้งสงครามกับญี่ปุ่น ที่เริ่มบุกรุกเข้ามาในประเทศจีน จนสุดท้าย…ก็ต้องจบชีวิตในต่างบ้าน ต่างแดน ด้วยโรคเนื้องอกในสมอง ส่วนนักวิ่งเหรียญทอง 100 เมตรโอลิมปิคอย่าง “ฮาโรลด์ อับราฮัม” แม้ว่าจะได้มีชีวิตอย่างสุขสบาย มีชื่อเสียง เกียรติยศ ได้รับการยอมรับจากสังคมผู้ดีอังกฤษ โดยไม่ถึงกับต้องโกรธกริ้ว ฉิวฉุน กับการดูถูก ดูหมิ่น ใน “ความเป็นชาวยิว” อีกต่อไปแล้ว กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงกีฬาของประเทศอังกฤษ แต่สุดท้าย…ระหว่างนักวิ่งทั้งสองรายนี้ ใครแพ้?…ใครชนะ บรรดาผู้ชมทั้งหลายนั่นแหละ คงต้องไปตัดสินกันเอาเอง และคงต้องไป “เลือก” กันเอาเองว่า อะไรคือ “วิถีทาง” ที่ตัวเองควรนำมายึดมั่น ถือมั่น ในการไปสู่ชัยชนะทั้งหลาย ไม่ว่าในเรื่องกีฬา หรือเรื่องของชีวิต เพราะสิ่งเหล่านี้…คือ “เสรีภาพ” ที่ “พระผู้เป็นเจ้า” ท่านได้ทรงประทานมาให้กับมนุษย์ทุกผู้ ทุกนาม ที่จะตัดสินใจ “เลือกทาง” ของตน ไปในรูปไหน แบบไหน ก็ย่อมได้…

ข่าวน่าสนใจ

Close