Children of Haven-เด็กและดินแดนสวรรค์

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

ความซื่อ บริสุทธิ์ สดใส ของเด็กๆแห่งทีม “หมูป่าอะคาเดมี” ทำให้ใครต่อใครในบ้านเรา…ยังต้องหยิบเอาเรื่องนี้มาพูดจากันไม่จบ เผลอๆ…อาจรวมไปถึงผู้คนต่างบ้าน ต่างเมือง ที่ตามรัก ตามลุ้น เหตุการณ์คราวนี้ไปเป็นระยะๆ แต่เพื่อไม่ให้เป็นอะไรที่ซ้ำๆจนเกินไป สัปดาห์นี้…เลยลองชวนไปดูเรื่องของ “เด็กอิหร่าน” กันดูมั่ง แม้เป็นเรื่องของ “หนัง” ไม่ใช่ “ชีวิตจริง” แต่ก็นั่นแหล่ะภายใต้ “ความเป็นเด็ก” ไม่ว่าชาติไหน ต่อชาติไหน ภาษาไหน ต่อภาษาไหน เผ่าพันธุ์ ผิวพันธุ์ จะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ ต่างก็มีอะไรที่น่ารัก น่าประทับใจ หรือกระทั่งน่าคิด น่าศึกษา อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้น…ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์อย่างองค์ “พระเยซู” ท่านคงไม่ตรัสไว้ในคำสั่งสอน เทศนา ว่าผู้ที่มีความบริสุทธิ์เหมือนเด็กๆนั่นแล คือผู้ที่มีสิทธิ์เข้าสู่ “ดินแดนสวรรค์”…

เรื่องของ “เด็กอิหร่าน” ที่ว่านี้…ก็คือหนังอิหร่านที่นำออกฉายเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หรือประมาณปีค.ศ. 1999 เห็นว่าเคยมาลงโรงฉายในบ้านเรา ที่โรงหนังลิโดด้วยเหมือนกัน แต่เท่าที่มีโอกาสดู ไม่ได้ดูที่โรง ดูจากร้านเช่าวิดีโอ.เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่ก็เป็นอะไรที่สุดแสนจะซาบซึ้ง ประทับใจ สดใสบริสุทธิ์ ชนิดทำให้อดทึ่งในฝีมือการสร้าง การกำกับ หนังจากประเทศอิหร่านที่แทบไม่เคยเป็นที่รู้จักในแวดวง “คอหนัง”มาก่อนหน้านี้ จนต้องไปขุดเอาหนังอิหร่านหลายต่อหลายเรื่อง มาดูกันเป็นล็อตๆ หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้นี่เอง นั่นก็คือเรื่อง “Children of Haven” ฝีมือการสร้าง การกำกับ การเขียนบท โดยผู้กำกับชาวอิหร่าน ที่เคยเป็นดาราสมัครเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ หรือตั้งแต่อายุแค่ 14 ปี นั่นก็คือ “มาจิด มาจิดี” (Majid Majidi) ผู้ที่เคยประกาศจุดยืนของตัวเองแบบเสียงดัง ฟังชัด ก้องไปทั่วทั้งโลกว่า… “ผมเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่านี้ ในทุกขณะของชีวิต” ในช่วงที่ได้รับเชิญไปร่วมงานมหกรรมหนังที่ประเทศเดนมาร์ค (Danish Film Festival)แต่ดันตัดสินใจไม่ไปเอาดื้อๆ เนื่องจากไม่เห็นด้วยที่การ์ตูนนิสต์ชาวเดนมาร์ครายหนึ่ง หยิบเอาเรื่องของศาสดาศาสนาอิสลาม อย่าง “พระนบี มูฮัมหมัด”มาล้อเลียน โดยปราศจากความเคารพต่อความเชื่อของผู้อื่น หรือของศาสนาใดๆก็ตาม…

หนังเรื่อง “Children of Haven” ของ “มาจิด มาจิดี” นั้น…โดยพล็อต โดยโครงเรื่อง ต้องเรียกว่า…เป็นอะไรที่ “สุดแสนจะเรียบง่าย” แต่ก็ด้วยความเรียบๆ ง่ายๆนี่แหละ จึงทำให้อะไรต่อมิอะไรมันเลยสุดแสนจะลึกซึ้ง ซาบซึ้ง บริสุทธิ์ สดใส น่ารัก น่าประทับใจ ชนิดอดรำลึกนึกถึงคำพูด คำตรัส ของ “พระเยซูคริสต์” ขึ้นมามิได้ คือเป็นเรื่องของเด็กจนๆสองศรีพี่น้อง พี่ชายชื่อ “อาลี” (Ali) น้องสาวชื่อ “ซาห์รา” (Zahra) ที่จนชนิดต้องแลกเปลี่ยน รองเท้าใส่ระหว่างกันและกัน พี่ชายใส่ไปโรงเรียนในตอนเช้า แล้วรีบวิ่งกระหืดกระหอบมาเปลี่ยนให้น้องสาวใส่ไปโรงเรียนในตอนบ่าย วิ่งไป-วิ่งมาชนิดคนดูอดเหนื่อยตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ เพราะดาราเด็กที่แสดงเป็นตัว “อาลี”ชื่อว่า “Amir Farrokh Hashemian” และตัวแสดงเป็นน้องสาว “ซาห์รา”ชื่อว่า “Bahare Seddiqi”นั้น ต่างเล่นชนิดเนียนแสนเนียน จนลืมนึกว่าเป็น “หนัง” คิดว่าเป็น “เรื่องจริง”เอาเลยถึงขั้นนั้น แต่สุดท้ายเมื่อรองเท้าคู่เดียวคู่นั้น เกิดหลุดหาย ตกลงไปในคูน้ำ ไปอยู่ในความครอบครองของเด็กที่จนซะยิ่งกว่าครอบครัวตัวเองไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า “ทางออก”ที่เด็กอย่าง “อาลี”และ “ซาราห์”คิดว่าน่าจะ“เข้าท่า”ที่สุด ในการหาอะไรมาชดเชยกับสิ่งที่เสียไป สูญไป โดยไม่ต้องทำลายความรู้สึกอันบริสุทธิ์ สดใส ของตัวเองและผู้อื่น ก็คือการตัดสินใจให้ “อาลี”ลงแข่งขัน “วิ่งมาราธอน”เพื่อหาทาง“ชิงรางวัลที่ 3”ของรายการแข่งขันรายการนี้ให้จงได้ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจกับรางวัลที่ 1 รางวัล 2 เอาเลยแม้แต่น้อย เพราะรางวัลที่ 3 ที่ว่าก็คือ “รองเท้า”นั่นเอง!!!

นี่…แค่เฉพาะพล๊อต เฉพาะโครงเรื่อง ต้องเรียกว่า…ผู้เขียน ผู้กำกับ อย่าง “มาจิด มาจิดี”นั้น ชั่งเป็นอะไรที่ “เข้าถึง-เข้าใจ”ต่อสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นเด็ก”อันมีความหมายแบบเดียวกับที่ “พระเยซูคริสต์”ท่านตรัสว่า เป็น “ช่องทาง”ที่จะนำใครต่อใครไปสู่ดินแดนแห่งสวรรค์ได้เพราะสิ่งที่ว่านี้ คือเป็นอะไรที่ “เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง”ไม่ต่างอะไรไปจากการเข้าใจและเข้าถึง ต่อสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก-ความศรัทธา”นั่นเอง ดูหนังเรื่องนี้แล้ว…ทำให้ไม่รู้สึกแปลกใจ ตะขิดตะขวงใจใดๆ ต่อคำประกาศจุดยืนของ “มาจิด มาจิดี”ที่ได้บอกเอาไว้ว่าตัวเองเป็นผู้ที่ “เชื่อในพระเจ้า”และ “ใช้ชีวิตภายใต้ความเชื่อเช่นนี้ในทุกขณะจิต” เพราะสิ่งที่ว่านี้…ถูกทำให้ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างชนิดแจ่มแจ้ง ชัดเจน ไม่ได้มีร่องรอย “การเมือง”หรือ“การก่อการร้าย”ใดๆ อย่างที่บรรดาประเทศตะวันตกมักจะตั้งข้อกล่าวหาต่อประเทศอิหร่าน และชาวอิหร่าน ว่าเป็นพวกรุนแรง สุดโต่ง อะไรต่อมิอะไรทำนองนั้น…

แต่ก็น่าเสียดาย…ที่แม้หนังเรื่องนี้ จะสร้างความน่ารัก น่าประทับใจ ในระดับนานาชาติ จนถูกเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ประจำปีค.ศ.1999 แต่จะด้วยเหตุเพราะประเทศอิหร่าน หรือชาวอิหร่าน มักถูกกล่าวหาว่าเป็นประเทศผู้ก่อการร้าย ก่อความรุนแรง อะไรต่างๆมาโดยตลอด หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้ รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปีนั้น จึงตกไปเป็นของหนังอิตาลี ที่มีผู้สร้าง ผู้กำกับเป็นชาวอิตาลีเชื้อสายยิว ซึ่งไปหยิบเอาเรื่องราวของชาวยิวในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มาใช้เป็นพล็อตเรื่อง โครงเรื่อง ในชื่อว่า “Life is Beautiful”ที่ไม่ว่าจะดี-ไม่ดี หรือไม่ เพียงใด ก็แล้วแต่ แต่คง “เข้าตา”ของคณะกรรมการ ซึ่งอยู่ภายใต้บทบาทอิทธิพลของบรรดาชาวยิวทั้งหลายมาโดยตลอด อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้…

อย่างไรก็ตาม…ไม่ว่าจะได้รางวัล-ไม่ได้รางวัล หนังเรื่อง “Children of Heaven”เรื่องนี้ ต้องถือเป็น “หนังดีที่น่าดู”และสมควร “ต้องดู”เป็นอย่างยิ่ง คือไม่ใช่เป็นแต่เฉพาะหนังที่สะท้อนสภาพสังคมชาวอิหร่าน ซึ่งออกจะข้นแค้น ยากจน อยู่พอประมาณ แต่ได้ให้ภาพสะท้อนที่ไปไกลยิ่งกว่านั้น ยิ่งกว่าความจน-ความไม่จน ยิ่งกว่าความเป็นประเทศอิหร่าน หรือประเทศใดๆก็แล้วแต่ คือสามารถสะท้อนสิ่งซึ่งอาจถือเป็นสิ่ง“สากล”นั่นก็คือ ความบริสุทธิ์ สดใส แห่งความเป็นเด็ก ความรัก ความเสียสละ ไปจนถึงความเชื่อ ความศรัทธา ที่ไม่ว่าสังคมไหน ต่อสังคมไหน ชาติไหน ต่อชาติไหน หรือศาสนาไหน ต่อศาสนาไหนก็แล้วแต่ พึงต้องยึดถือเป็นสิ่งสำคัญเอาไว้ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะเป็นสิ่งที่องค์ศาสดาอย่าง “พระเยซูคริสต์” ท่านยังทรงชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้ว่า เป็นสิ่งซึ่งสามารถนำไปสู่ “ดินแดนแห่งสวรรค์” อันไม่น่าจะมีความเป็นชาติ ความเป็นประเทศ ความเป็นสีผิว-เผ่าพันธุ์ หรือแม้แต่ความรวย-ความจน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย…

ด้วยเหตุนี้…ถ้าหากยังรู้สึก “ไม่เต็มอิ่ม”หลังจากได้ดูคุณน้า “สุทธิชัย หยุ่น”สัมภาษณ์เด็กๆทีมหมูป่าอะคาเดมีไปเรียบร้อยแล้ว ลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดูเพิ่มเติมอีกด้วยก็ได้ รับรองว่า…ใครที่มักจะหงุดหงิดกับพวกเด็กๆ ใครที่ชอบโทษเด็ก ดูแล้ว…อาจเปลี่ยนใจหันมาเชื่อ “พระเยซูคริสต์”เอาง่ายก็ไม่แน่!!!
————————————————————————-

 

ข่าวน่าสนใจ

Close