Accidental Hero-ทุกคนมีสิทธิ์เป็นฮีโร่

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

บ้านเราช่วงนี้…คงยังไม่หายคิดถึง พูดถึง เรื่อง “13 หมูป่าอะคาเดมี” ที่กลายเป็นเรื่อง “ดัง” ระดับระเบิดเถิดเทิงไปทั่วทั้งโลกไปแล้วก็ว่าได้ และระหว่างที่พูดๆไปตามความเห็น ตามรสนิยม ของใคร-ของมัน คงหนีไม่พ้นต้องเกิดรายการกระทบ กระทั่ง เห็นพ้อง เห็นต่าง กันไปในแต่ละแง่ แต่ละมุม โดยเฉพาะในเรื่องของ “ฮีโร่-ไม่ฮีโร่” หรือใครที่ควรยกย่อง-ไม่ยกย่อง อะไรประมาณนั้น ด้วยเหตุนี้…สัปดาห์นี้เอาไปเลย จัดให้แบบเต็มๆ ด้วยหนังเก่าๆ ที่ไม่ว่าฮีโร่-ไม่ฮีโร่ ควรรีบไปคว้ามาดูด้วยกันทั้งสิ้น นั่นก็คือเรื่อง “Hero” หรือ “Accidental Hero” ซึ่งเคยเข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วนั่นเอง…

หนังเรื่องนี้จะชื่อจริงๆว่า “Hero” หรือ “Accidental Hero” ก็ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะเวลาฉายบางประเทศก็ใช้ “Hero” เฉยๆ บางประเทศก็เติมคำว่า “Accidental” ให้กลายเป็น “ฮีโร่” ที่เป็นไปเพราะอุบัติเหตุ หรือความบังเอิญ ขยายความเพิ่มเติมขึ้นไปอีกหน่อย แต่ก็นั่นแหละ…ไม่ว่าจะฮีโร่เฉยๆ หรือฮีโร่ด้วยเพราะอุบัติเหตุก็ตาม เท่าที่ตัวเองได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มแรก หรือตั้งแต่ช่วงเริ่มๆเข้ามาฉาย ต้องเรียกว่า…เล่นเอา “น้ำตาซึม” มีก้อนอะไรแข็งๆ จุกอยู่ในอก ในลำคอ หลายต่อหลายช่วง หลายตอน ทั้งๆที่โดยการจัดประเภท เขาจัดให้เป็นหนังประเภท “Comedy-Drama” หรือออกไปทางได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้ดื่มด่ำ ซาบซึ้ง กันไปตามสภาพ…

แต่อาจจะด้วยเนื้อเรื่อง โครงเรื่อง ที่นักเขียนบทภาพยนตร์ชื่อว่านาย “เดวิด พีเพิล” (David Webb People) แกไปลอกเลียน หรือไปนำเอาแรงบันดาลใจมากจากไหนก็ตาม ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ต้องยอมรับว่า…ได้ผูกเรื่อง ผูกโครง เอาไว้อย่างน่าคิด น่าสนใจ และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง คือเป็นเรื่องของนักต้มตุ๋น นักปลอมแปลง ประเภทหัวขโมยกระจอกๆรายหนึ่ง ชื่อว่า “เบอร์นี ลาแพลนท์” (Bernie LaPlante) รับบทโดยอภิมหาดาราเจ้าบทบาทอย่าง “ดัสติน ฮอฟแมน” (Dustin Hoffman)ที่ทำมาหารับประทานด้วยการประกอบอาชญากรรมเล็กๆน้อยๆ เพื่อหาเงินส่งไปให้ลูกและเมียที่ต้องแยกกันอยู่ และเพื่อประคับประคองชีวิตตัวเองให้พออยู่รอดไปวันๆ…

พูดง่ายๆว่า…ออกจะเป็นคนที่ไร้ค่า ไร้ราคา ไม่ว่าในสายตาของเมีย ของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หรือของผู้คนโดยทั่วไป แม้ว่ายังพอประคับประคองความเป็น “ฮีโร่” ของตัวเอง ในสายตาของลูกด้วยการโกหก พกกลม ไปตามเรื่อง ตามราวได้บ้าง แต่เผอิญวันหนึ่งดันต้องรับบท “ฮีโร่ตัวจริง” ขึ้นมาจริงๆ โดยที่ตัวเองก็ไม่ถึงกับยินยอม พร้อมใจ แบบเต็มเม็ด เต็มสูบ แต่ด้วยเหตุเพราะ “เหตุการณ์มันพาไป” และด้วยเหตุที่ตัวเองก็ยังคงหลงเหลือ “สัญชาติญานแห่งความเป็นมนุษย์โดยพื้นฐาน” ที่อาจเรียกให้เท่ๆขึ้นมาหน่อยว่า “มนุษยธรรม” อะไรทำนองนั้น คือไปเจอกับเหตุการณ์เครื่องบินตก หล่นปุมาอยู่แถวๆ ใกล้ถนนสายเปลี่ยวที่ตัวเองกำลังขับรถผ่าน ในคืนเดือนมืด และในขณะฝนตกพรำๆ เมื่อมองไม่เห็นใครที่จะโดดเข้ามาเป็นฮีโร่เอาเลยแม้แต่น้อย เหลือแต่ตัวเองยืนอยู่เดี่ยวๆ โด่ๆ ขณะที่เครื่องบินกำลังใกล้ระเบิด และขณะที่ผู้โดยสารซึ่งล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในอาการ หนักหนาสาหัส พยายามตะเกียกตะกายหนีออกมาจากเครื่องบินให้จงได้ ตัวเองก็เลยตัดสินใจถอดรองเท้าคู่งาม ที่กะจะใส่เอาไว้อวดโชว์ให้ลูกเห็น ว่าพ่อก็ไม่ใช่คนสิ้นไร้-ไม้ตอก อย่างที่ใครต่อใครพูดกันซะทีเดียวนัก แล้วก็โดดไปรับบทเป็น “ฮีโร่จำเป็น” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้…

แต่เผอิญเครื่องบินลำนั้น…มีผู้โดยสารที่เป็น “นักข่าวทีวี.” ระดับพูลิตเซอร์ ชื่อว่า “เกล เกย์ลีย์” (Gale Galey) รับบทโดย “จีนา เดวิส” (Geena Davis) นั่งเครื่องมาด้วย และกำลังดิ้นรน ตะเกียกตะกาย ออกจากตัวเครื่องโดยแทบไม่มีใครช่วย ก็เลยได้อาชญากรกระจอกๆอย่าง “เบอร์นี ลาแพลนท์” หรือ “ดัสติน ฮอฟแมน” รายนี้นี่แหละ แบกหน้า แบกหลัง ฝ่าความมืดที่ต่างฝ่ายต่างจำหน้า จำตากันแทบไม่ได้ จนอยู่รอด ปลอดภัย ไม่ต้องจบชีวิตเพราะแรงระเบิดได้อย่างเฉียดฉิว หวิวหวีด แต่เมื่อช่วยใครต่อใครได้เรียบร้อยแล้ว ด้วยความห่วง “รองเท้า” ที่กะจะใส่เอาไปโชว์ลูก และด้วยความห่วงลูกว่าจะต้องชักสะพาน แหงนถ่อ รอคอยตัวเอง ที่ให้สัญญาอย่างเป็นมั่น เป็นเหมาะว่าจะไปเยี่ยมให้จงได้ เลยต้องเผ่นออกจากเหตุการณ์ คว้ารองเท้าได้ข้างเดียว อีกข้างหนึ่งไม่รู้หายไปไหน…

อันนี้นี่แหละ…ก็เลยกลายเป็น “ประเด็น” เป็นฮินท์ข่าว เป็นมุมข่าว เป็นดรามา ที่บรรดานักข่าวทั้งหลาย โดยเฉพาะบ้านเราถือเป็น “ของชอบ” มาโดยตลอด อันทำให้สถานีโทรทัศน์ซึ่งนักข่าวอย่าง “เกล เกย์ลีย์” ทำงานอยู่ ตัดสินใจหยิบเอามาตบแต่ง ต่อยอด ด้วยการป่าวประกาศจะให้รางวัลมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ สำหรับผู้ที่สามารถยืนยันได้ว่าตัวเองคือ “Angel of Flight 104” หรือผู้ที่เป็นนางฟ้า เป็นฮีโร่ ผู้ที่ช่วยชีวิตใครต่อใครให้รอดพ้นจากการระเบิดของเครื่องบินหมายเลข 104 จนกลายเป็นข่าวดัง เรื่องดัง ชนิดแชร์กันสนั่นเมือง ดังชนิดไม่ต่างไปจากข่าวที่ทำให้นักข่าวบ้านเรา ต้องยก “กองทัพข่าว” ออกไปค้นหา สืบหา ไปรุมสกรัมแหล่งข่าวกันอุตลุดนั่นแหละ แต่เผอิญว่า…อาชญากรกระจอกอย่าง “เบอร์นี ลาแพลนท์” ดันต้องมา “ติดคุก” ด้วยข้อหาต้มตุ๋น ปลอมแปลงเอกสารในจังหวะนั้นแบบพอดิบ พอดี นอกจากไม่มีโอกาสออกมาเปิดตัวเป็น “ฮีโร่” ด้วยอาชญากรรมของตัวเอง ก็กลายเป็นสิ่งที่พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ แม้แต่เพื่อนร่วมห้องขัง ที่ได้ถูกนักข่าวพูลิตเซอร์ อย่าง “เกล เกย์ลีย์” วาดภาพ วาดจินตนการ เอาไว้ในความรู้สึก นึกคิด ของผู้คน จนเป็นอะไรที่วิลิสมาหรา เป็นนางฟ้า เป็นเทพบุตร ไปแล้วนั่นเอง…

จังหวะนี้นี่แหละ…พระเอกสุดหล่ออย่าง “แอนดี้ การ์เซีย” (Andy Garcia) จึงโดดเข้ามารับบท โดยเล่นเป็นตัวคนเร่ร่อน ชื่อว่า “จอห์น บับเบอร์” (John Bubber) ผู้มีบุคลิกแบบเงียบๆ สุขุมๆ หล่อเหลาเอาเรื่องแถมพูดจาไพเราะ อีกทั้งยังมีอดีตเป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามอีกต่างหาก ซึ่งเผอิญว่า เคยโบกรถ ติดรถมากับ “เบอร์นี ลาแพลนท์” ก่อนที่อาชญากรรายนี้จะติดคุก และ “เบอร์นี ลาแพลนท์” ที่เหลือรองเท้าอยู่ในรถแค่ข้างเดียว เลยยกรองเท้าให้กับคนเร่ร่อนรายนี้ ก่อนที่ตัวเองจะติดคุก และก่อนเกิดรายการ “ตามหานางฟ้าแห่งเที่ยวบิน 104” ที่ดังไปทั่วทั้งเมือง สุดท้าย…อะไรจะไปไง-มาไง อันนี้…คงต้องไปดูเอาเอง…

แต่รับรองว่า…ดูแล้วอาจเลิกคิด เลิกเสียเวลาไปเถียง ว่าใครฮีโร่-ไม่ฮีโร่ ใครควรยกย่อง-ไม่ยกย่อง เพราะมีสิทธิ์ “บรรลุสัจจธรรม” ที่หนังเรื่องนี้ได้ขมวดปมและคลี่คลายเอาไว้ในตอนท้าย ชนิดน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง ดื่มด่ำ ประทับใจ อาจทะลักออกมาแบบพลั่กๆๆเอาเลยก็ไม่แน่ แม้จะด้วยคำพูดแบบทื่อๆ ง่ายๆ ที่ “เบอร์นี ลาแพลนท์” เอามาใช้ปลอบโยน “จอห์น บับเบอร์” ขณะที่กำลังคิดจะกระโดดตึกตาย ประมาณว่า… “ฮีโร่นั้น…ใครก็มีสิทธิ์จะเป็นได้ ขอเพียงแต่ให้อยู่ในสถานการณ์ที่ถูกเรื่อง ถูกเวลา และอยู่ในขณะที่ตัวเองยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่บ้างเท่านั้น” อะไรทำนองนี้ หรือถ้าสรุปชัดๆไปกว่านั้น…ก็คือภายในตัวตนแห่งความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนนั้น ล้วนแล้วแต่มี “ความเป็นฮีโร่” อยู่ภายในตัวไปด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่มันจะมีจังหวะ มีโอกาส ให้เรางัดมันออกมาใช้ได้ถูกที่ ถูกเวลา หรือไม่ เพียงใดนั่นแล เรียกว่า…ถ้าคิดซะอย่าง “เบอร์นี ลาแพลนท์” แล้ว ก็คงไม่ต้องเสียเวลามองหา เสียเวลามาจำแนก แยกแยะ ว่าใครฮีโร่-ไม่ฮีโร่ แค่มองเข้าไปในตัวตนของตน แล้วค้นหาความเป็นฮีโร่ และหาทางงัดออกมาใช้ ในแต่ละจังหวะ แต่ละโอกาส เท่านี้นี่แหละ…ไม่เพียงไม่ว่าใครก็ตามย่อมสามารถเป็นฮีโร่ได้ด้วยกันทั้งสิ้น โดยถึงแม้ไม่มีใครยกย่อง ยอมรับ ความฮีโร่ของตน แต่ตัวตนของตนนั่นเอง ที่พอรับรู้ได้ว่า…สมแล้วที่ได้เกิดมาเป็น “มนุษย์” ในชาติใด ชาติหนึ่ง…

ข่าวน่าสนใจ

Close