Aliveกับฮีโร่ในปัจจุบันและฮีโร่ในอนาคต

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้บ้านเราคงยังไม่พ้นต้องชุลมุนกับการตามรักตามลุ้น 13 หมูป่า ไปอีกสักพักใหญ่ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องอาศัยกำลังกาย กำลังใจกันอีกเยอะ

เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ คงต้องขออนุญาตหยิบหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1993 คือ “Alive” ซึ่งเมื่อตอนเข้ามาฉายในบ้านเราในปีเดียวกัน ถูกตั้งชื่อว่า “ปาฏิหาริย์สุดขั้วโลก” จัดเป็นหนังประเภท Biographical Survival Drama Film ที่ดัดแปลงจากงานเขียนเชิงสารคดี ปี ค.ศ. 1974 เรื่อง “Alive : The Story of the Andes Survivors “ โดย “Piers Paul Read” นักเขียนมือรางวัลประเภทประวัติศาสตร์และอัตชีวประวัติ ชาวอังกฤษ

Alive ได้ถ่ายทอดเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1972 เมื่อเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินอุรุกวัย แฟร์ไชด์ FH-227D บรรทุกผู้โดยสารพร้อมนักบินและลูกเรือรวม 45 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักกีฬารักบี้เยาวชนชาวอุรุกกวัย ทีม“โอลด์ คริสเตียน” แห่งมหาวิทยาลัยสเตลลามาริส ที่กำลังมุ่งหน้าไปกรุงซานติเอโก ประเทศชิลี ประสบอุบัติเหตุชนเทือกเขาแอนดีสบริเวณชายแดนอาร์เจนตินา-ชิลี มีผู้เสียชีวิตทันทีและทยอยเสียชีวิตหลังจากนั้นด้วยพิษบาดแผล ขาดอาหาร และถูกหิมะถล่มทับไป 29 คน

เหลือรอดเพียง 16 ชีวิตเท่านั้น ที่ต้องเผชิญความจริงอันโหดร้าย ไร้ความหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ เพราะจากวิทยุสื่อสารพังๆ ที่ต้องซ่อมกันเองตามมีตามเกิด ทำให้พอรู้ว่ารัฐบาลชิลี อาร์เจนตินา และอุรุกวัย ยุติการค้นหาหลังจากอุบัติเหตุผ่านไป 2 สัปดาห์โดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนกระทั่งกลุ่มผู้รอดชีวิตที่กำลังอ่อนแรงลงไปทุกวันเพราะแทบไม่มีอาหารตกถึงท้อง ต้องทำการ “ตัดสินใจครั้งสำคัญ” เมื่อ “โรเบอร์โต คาเนสซ่า” นักศึกษาแพทย์วัย 19 ปี เสนอให้ใช้เนื้อจากศพเพื่อนประทังชีวิต ก่อนจะพูดว่า “ชีวิตของพวกเราจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

ท้ายที่สุดพวกเขาก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้สำเร็จ หลังจากถูกกักขังอยู่บนอยู่บนภูเขาหิมะหนาเป็นสิบเมตร ที่ระดับความสูง 10,300 ฟุต เป็นเวลา 72 วัน โดยถือคติ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

มีฉากที่ใครต่อใครต่างออกปากว่าสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกจิตใจให้เต็มไปด้วยความหวังได้ดีนัก คือฉากที่เด็กหนุ่มสองคน “นันโด” และ “โรเบอร์โต” ออกเดินเท้าลงจากภูเขาหิมะท่ามกลางความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ คนหนึ่งถึงกับถอดใจทรุดลงกองกับพื้น เมื่อปีนหน้าผาสูงชันขึ้นไปถึงยอด แล้วพบว่าเบื้องหน้านั้นคือ “ทะเลภูเขา” เวิ้งว้างกว้างใหญ่ สลับซับซ้อนยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา อีกคนหนึ่งต้องปลุกปลอบเพื่อนว่า “อย่าละความพยายาม เพราะสิ่งที่เราทำอยู่นี้คือความน่าภาคภูมิใจสมกับที่ได้เกิดมาเป็นคน…เป็นไปได้ที่เราอาจจะตาย แต่ถ้าจะตาย ก็ขอตายในขณะที่กำลังเดิน…”

ชีวิตในภายหลังของผู้รอดชีวิตนั้น นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีพไปตามวิถีทางแล้ว หลายคนได้กลายเป็นผู้สร้างความหวัง กำลังใจ แรงบันดาลใจให้ผู้คน ผ่านงานเขียน การเดินสายบรรยาย จัดตั้งมูลนิธิ องค์กรการกุศล แม้กระทั่งเข้าสู่แวดวงการเมือง

Alive กำกับโดย “แฟรงค์ มาร์แชล” ที่ร่วมกับศรีภรรยา “แคทลีน เคนเนดี้”  นั่งแท่นผู้อำนวยการสร้างหนังดังๆ ในก๊วนของ “สตีเว่น สปีลเบิร์ก” มาหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ อินเดียน่า โจนส์ ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า, Back to the Future, Empire of the Sun, Batteries not included ฯลฯ และที่กำกับเองมักเป็นหนังผจญภัย เช่น Arachnophobia, Alive, Congo, Eight Below เป็นต้น โดยมี “เฟอร์นานโด ปาราโด” หรือ “นันโด” อดีตนักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล หนึ่งในผู้เดินเท้าสิบวันเต็มลงมาขอความช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิค

ดารานำแสดงล้วนเป็นดาราหนุ่มพุ่งแรงในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็น อีธาน ฮอว์ค, วินเซ็นต์ สปาโน, โจช แฮมิลตัน โดยมี “รุ่นเก๋า” อย่างจอห์น มัลโควิช รับหน้าที่ผู้บรรยายตอนเปิดและปิดเรื่อง ประหนึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตที่มาบอกเล่าเรื่องราว ถ่ายทำกันที่ภูเขาเพอร์เซล ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ใช้วิธีการถ่ายทำแบบ “ตามลำดับเวลา” ที่จะแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละครอย่างชัดเจน สมจริงสมจัง เช่น ทรงผม หนวดเครา แววตา ไปจนถึงการเปล่งเสียง

หนังได้รับคำชมว่าเล่าเรื่องได้กระชับ โดยเฉพาะบทภาพยนตร์ที่ให้เวลากับการถกเถียง คลี่คลายความคิด ความเชื่อทางศาสนาได้อย่างลื่นไหลลงตัว ไม่ตึงเครียดจนเกินไป โดยเฉพาะในการตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อให้มีชีวิตรอดกันต่อไป

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าใช้ได้ทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้มีเนื้อหาโครงเรื่องซับซ้อนสักเท่าไหร่ เนื่องจากสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง แต่การกำกับ การให้รายละเอียดถึงอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ที่ตกอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด การสะท้อนให้เห็นถึงความหวัง จนกระทั่งพัฒนาไปเป็นความศรัทธา ถือว่าทำได้แบบสมเหตุสมผล แนบเนียน

และการที่ชีวิตจริงของผู้ประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ หลายรายได้กลายเป็นผู้ทำงานเพื่อสังคม ถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้กับสภาวะที่เลวร้ายเพื่อสร้างความหวัง สร้างกำลังใจให้ผู้อื่น รวมไปถึงการก่อเกิดแรงบันดาลใจ ด้วยเหตุนี้ก็น่าจะเชื่อมั่นได้ว่า แม้ในวันนี้ 13 หมูป่าจะยังไม่ได้เป็นฮีโร่ แต่เป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาฮีโร่ทั้งหลาย แต่ก็อาจเพราะการที่ต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน รวมทั้งการประสบพบเห็นความเสียสละ การได้รับกำลังใจจากผู้คนในสังคม และแทบจะทั้งโลกก็ว่าได้ ที่มีต่อชะตาชีวิตของตนเอง ก็น่าจะพอมั่นอกมั่นใจได้ว่าในอนาคตข้างหน้า 13 หมูป่า ก็จะกลายมาเป็น “ฮีโร่ตัวจริง” ได้ไม่ยากนัก…เหมือนดั่งที่ “ผู้สร้างปาฏิหาริย์แห่งเทือกเขาแอนดีส” ได้ทำมาแล้ว

———————————————

ข่าวน่าสนใจ

Close