Stand by Me กับหมูป่าอะคาเดมี

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…ถ้าจะให้เข้ากับบรรยากาศ การตามหาเด็กๆแห่งทีมฟุตบอล “หมูป่าอะคาเดมี” ที่ใครต่อใครต่างส่งใจ ไปช่วยลุ้นกันชนิดแทบทั่วทั้งโลกไปแล้ว ไม่ใช่แต่เฉพาะประเทศไทยที่เกิดมหกรรมการระดมแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน เข้าไปค้นหา ตามหา บรรดาเด็กๆที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย คงต้องไปย้อนเอาหนังเก่าๆเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว อย่างเรื่อง “Stand by Me” มานำเสนอ อาจพอได้เข้ากับบรรยากาศที่ว่ามากบ้าง น้อยบ้าง ไปตามสภาพ…

หนัง “Stand by Me” นั้น…ออกฉายเมื่อปีค.ศ. 1986 ส่วนเวลาเข้ามาฉายในบ้านเรา จะตั้งชื่อภาษาไทยว่าอะไรก็จำไม่ได้ซะแล้ว แต่เท่าที่เคยดู ก็ดูจากวิดิโอ ไม่ได้ดูโรง เลยจำได้แต่ชื่อ “Stand by Me” นี่แหละเป็นหลัก หนังเรื่องนี้เป็นฝีมือการกำกับของ “รอบ ไรเนอร์” (Rob Reiner)ที่กำกับหนังได้หลายรูป หลายแบบ ทั้งหนังตลก โรแมนติค อย่าง “When Harry Met Sally” ที่เคเบิลทีวี.บ้านเราช่วงนี้ ยังนำมาฉายวนไป-วนมาชนิดรอบที่ล้านเข้าไปแล้ว หรือหนังประเภทที่หนักไปทางสยองขวัญ อย่างเรื่อง “Misery” ของ “สตีเฟน คิงส์” (Stephen Kings) ราชาเขย่าขวัญแห่งวงการวรรณกรรม ที่บรรดาหนัง ละคอนสั้น ละคอนยาวทางทีวี.มักหยิบเอางานเขียน งานประพันธ์ ของนักเขียนผู้นี้ไปสร้างกันเกร่อไปหมด เพราะเฉพาะแค่หนังสือที่เขียนออกมาประมาณ 50 กว่าเล่ม สามารถทำยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 350 ล้านเล่ม ถือเป็นตัวรับประกัน การันตี ถึงความสนุกสนาน เมามันซ์ซ์ซ์ ความสยดสยอง ความน่าขนลุกขนพอง หรือแม้แต่ความลึกซึ้งในความคิด ความอ่าน ของนักเขียนผู้นี้ได้แบบเต็มๆ เนื้อๆ…

และสำหรับ “Stand by Me” นั้น…ก็เอามาจากงานเขียนของ “สตีเฟน คิงส์” อีกนั่นแหละ คืองานผลงานการประพันธ์เรื่อง “The Body” ที่เผยแพร่ออกมาในช่วงปีค.ศ. 1982 ก่อนหนังจะออกฉายถึง 4 ปี ถือเป็นเรื่องราวที่พวกฝรั่งเขาจัดให้อยู่ในประเภทที่เรียกว่า “coming-of-age” หรือเรื่องของเด็กๆในวัยที่กำลังเติบโต หรือกำลัง “เปลี่ยนผ่าน” จากความเป็น “เด็ก” สู่ความเป็น “วัยรุ่น” อะไรทำนองนั้น ซึ่งในวัยที่ว่านี้…ต้องถือมีความสำคัญเอามากๆ ไม่ว่าสำหรับผู้คนในบ้านไหน เมืองไหน ประเทศไหน สังคมไหน หรือกระทั่ง “เผ่าพันธุ์” ไหน ถึงขั้นที่บางเผ่าพันธุ์ อย่างที่เราเรียกๆว่า “อินเดียนแดง” หรือพวกชาวพื้นเมืองอเมริกันแต่ดั้งเดิม เขาถึงกับต้องจัดให้มีกิจกรรม พิธีกรรม สำหรับพวกอินเดียแดงเด็กๆ ซึ่งอยู่ในช่วงระยะวัยที่ว่า ชนิดถือเป็นประเพณี หรือวัฒนธรรมกันเลยทีเดียว…

คือจะให้เด็กที่อยู่ในวัยนี้…ออกไป “ค้นหาตัวเอง” โดยลำพัง ในสถานที่อันห่างไกลๆ ไม่ว่าจะเป็นป่า เป็นถ้ำ เป็นทะเลทราย หรือทิ้งเอาไว้ให้โดดเดี่ยว โดยไม่มีผู้หนึ่ง ผู้ใด ไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะเชื่อๆกันว่า…การที่เด็กตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จะทำให้แต่ละรายสามารถค้นพบ “คำตอบ” ได้ว่า ตัวของตัวเองนั้น คือใคร??? หรือคืออะไร??? เผลอๆบางครั้ง…มีการมอบยาสมุนไพร อย่างที่เรียกกันว่า “เปโยติ” ที่กลั่นจากต้นกระบองเพชร ให้เด็กๆติดตัวเอาไว้ด้วย คือยาที่หลังจากดื่มกินแล้ว จะทำให้เกิดจินตนาการต่างๆนานา โดยภายใต้ภาวะอันโดดเดี่ยว ยากลำบาก ทุกข์ทรมาจากสภาวะแวดล้อมรอบข้างนั่นเอง ที่พวกอินเดียนแดงเขาเชื่อๆกันว่า จะทำให้เด็กๆที่ผ่านขั้นตอน หรือผ่านประเพณีดังกล่าว สามารถเกิดความคิด ความอ่าน หรือเกิดจินตนาการในการเติบโตขึ้นมาเป็น “ผู้ใหญ่” ได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์จริงๆ อันเนื่องมาจากการได้รับรู้แล้วว่า ตัวเองเป็นใคร??? หรือเป็นอะไร??? ชนิดแทบไม่ต่างอะไรไปจาก “การค้นหาจุดมุ่งหมายในชีวิต” หรือ “คำตอบของชีวิต” อะไรประมาณนั้น…

ส่วนพวกที่ไม่ใช่อินเดียนแดง และอาจไม่มีประเพณี วัฒนธรรม ทำนองนี้…แต่ถ้าลองย้อนคิดไปถึงช่วงระยะวัยที่ว่า ก็น่าจะนึกๆได้บ้างว่า มันออกจะเป็นช่วงวัยที่ค่อนข้าง “ท้าทาย” อยู่พอสมควร เพราะมันมักมีอารมณ์ ความรู้สึกบางอย่างที่เข้ามาเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดการอยากค้นหา แสวงหา หรือการผจญภัยเพื่อตามหาอะไรบางอย่าง ที่ตัวเองก็อาจไม่รู้ว่ามันคืออะไร ต้องหาทางต่อสู้กับความ “ขี้กลัว” แบบเด็กๆ ไปพร้อมๆกับการถูกยั่วยวนด้วยความรู้สึก “อยากรู้-อยากเห็น” การผ่านขั้นตอนที่ว่า หรือช่วงวัยที่ว่า มันจึงก่อให้เกิดความเป็น “ผู้ใหญ่” ที่อาจเบี่ยงเบน เฉไฉ ไปในทางหนึ่ง ทางใด ได้เสมอๆ เรียกว่า…ดีบ้าง-ร้ายบ้าง ก็อยู่ในช่วงที่ว่านี้นี่แหละ แม้แต่ตัวของนักเขียนนิยาย อย่าง “สตีเฟน คิงส์” เอง ว่ากันว่า…ในจังหวะวัยช่วงนี้นี่เอง ที่ตัวเองต้องไปประสบกับเหตุการณ์ เพื่อนสนิทรายหนึ่งถูกรถไฟชนตาย เลยทำให้กลายเป็นผู้ที่เข้าถึงอารมณ์แบบ “สยองขวัญ” ได้อย่างลึกซึ้ง ถึงแก่น เป็นพิเศษ…

หนังเรื่อง “Stand by Me” ที่นำเอาวรรณกรรมเรื่อง “The Body” ของ “สตีเฟน คิงส์” มาดัดแปลง จึงต้องถือว่า…เป็นหนังที่สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก ของเด็กๆในช่วงนี้ได้อย่างลึกซึ้งเอามากๆ คือเป็นเรื่องของเด็ก 4 คน ที่ได้ข่าวว่ามีเด็กในวัยใกล้ๆกันหายสาบสูญไปในเมืองร้างแห่งหนึ่ง ที่เรียกๆกันว่า “Castel Rock” ก็เลยชวนกันออกไปตามหาร่าง หรือแม้แต่ซากศพ ของเด็กรายนั้น ด้วยการเดินทางรอนแรมไปตามทางรถไฟ ป่าเปลี่ยว มุดเข้าไปในเหมืองร้างอันสุดแสนจะลึกลับ ส่วนจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น คงต้องไปดูเอาเองก็แล้วกัน แต่โดยสรุปก็คงประมาณว่า…ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่อาจจดจำความรู้สึก อันสุดแสนจะท้าทายในช่วงที่ตัวเองยังอยู่ในวัยที่ว่านี้ได้รางๆ เผลอๆ…ยังอาจพอเข้าถึง-เข้าใจต่อความรู้สึกของพวกเด็กๆแห่งทีม “หมูป่าอะคาเดมี” ได้บ้างก็ไม่แน่…

หนังเรื่องนี้ขนเอา “ดาราเด็ก” ที่ต่อมาได้เติบโตเป็น“ดาราผู้ใหญ่”ประเภทดังๆไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่า “วิล เวตัน” (Wil Wheaton)ที่รับบทเป็น “กอร์ดี้ ลาแชนซ์” (Gordie Lachance) เด็กที่จะโตขึ้นมาเป็น “นักเขียน” และเป็นผู้เล่าเรื่องการผจญภัยคราวนี้ตั้งแต่ต้นเรื่องนั่นเอง ตามด้วย “ริเวอร์ ฟีนิกซ์” (River Phoenix) “เจเรมาย โอคอนเนล” (Jeremiah O’Connell) เป็นต้น และแต่ละรายแสดงได้เนียนเอามากๆ ไม่ว่าในอารมณ์ตลก ขบขัน น่ารัก น่าตื่นเต้นสยองขวัญ ซึ่งคงต้องไปหาดูกันเอาเอง ใครที่เคยเป็นเด็ก (ซึ่งก็น่าจะเคยเป็นมาแล้วทุกคน) ถ้าหากไม่ “ดัดจริต” กับความเป็น “ผู้ใหญ่” ของตัวเองจนเกินไป น่าจะจำความรู้สึกของตัวเองได้เป็นอย่างดี จากการดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็ต้องยกให้เป็นเครดิตของ “สตีเฟน คิงส์” ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านี้มาเป็นผลงานวรรณกรรมได้อย่างประณีต ลึกซึ้ง เอามากๆ ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องราวประเภทสยองขวัญ สั่นประสาท เท่านั้น แต่ยัง “เข้าถึง-เข้าใจ” ต่ออารมณ์ความรู้สึกของความเป็นเด็กได้เป็นอย่างดี…

อะไรก็ตาม…ที่มันเป็นสิ่งที่ยากซ์ซ์ซ์จะอธิบายให้เด็กเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ถึงแก่น ไม่ว่าตั้งแต่ความเป็นเพื่อนจริง เพื่อนแท้ ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความเห็นแก่ตัว-ไม่เห็นแก่ตัว หรือแม้แต่ความดี-ความชั่ว ฯลฯ บรรดาสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่เด็กๆเขาจะ “ค้นพบ” ด้วยตัวของเขาเอง ในวัยขณะกำลังเปลี่ยนผ่านขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ ส่วนผู้ที่เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่อย่างครบถ้วน สมบูรณ์แล้ว ก็ต้องพร้อมที่จะคอยประคับประคอง คอย “Stand by Me” ระหว่างที่เด็กๆเขาออกไปค้นหา แสวงหา ไปผจญภัย ไปเผชิญหน้ากับความท้าทายในแต่ละรูป แต่ละแบบ ส่วนเด็กๆแห่งทีม “หมูป่าอะคาเดมี” นั้น จะมีโอกาสเติบโตขึ้นมาแบบไหน อย่างไร แค่ได้เห็นการส่งใจ กำลังใจของผู้คนทั่วประเทศ หรือ แทบจะทั้งโลกไปให้แก่เด็กๆทั้ง 13 ราย ก็น่าจะวางใจได้ว่า ความรัก-ความห่วงใย ที่ผู้คนทั้งหลายมีต่อเด็กๆเหล่านี้ น่าจะส่งผลให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะรักและห่วงใยผู้อื่น ได้ไม่น้อยไปกว่ากัน…

—————————————————–

ข่าวน่าสนใจ

Close