Seven Samurai-ประชาชนคือผู้ชนะ

โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…มาว่ากันถึงหนังแอคชั่น แต่ไม่ใช่แอคชั่นแบบหนักไปทางเอฟเฟค เหมือนหนังแอคชั่นใหม่ๆยุคนี้ คือจะไปขุดเอาระดับ “พ่อของหนังแอคชั่น” ที่ออกฉายเมื่อเกือบประมาณ 70 ปีที่แล้วโน่นเลย หรือถือได้ว่าเป็น “ต้นตำรับ” ที่หนังบู๊ หนังคาวบอยฝรั่ง หลายต่อหลายเรื่อง ที่นำเอาไปเป็นแบบ เป็นแนว แต่ต้นรากที่ถือเป็นระดับ “ตัวพ่อ” นั้น ดันมาจากประเทศยุ่นปี่ ญี่ปุ่น ซามูไรใกล้บ้านของเราๆนี่เอง…
คือหนังเรื่อง “Seven Samurai”หรือ “เจ็ดเซียนซามูไร” ที่ออกฉายเมื่อประมาณปีค.ศ. 1954 ตั้งแต่ครั้งยังเป็น “หนังขาว-ดำ” ไม่ได้มีโอกาสเทคนิค คัลเลอร์เหมือนใครต่อใครเขา แต่ก็ด้วยฝีไม้ ลายมือ ด้วยขีดความสามารถระดับอภิมหาอมตะนิรันดรกาลของผู้สร้าง ผู้กำกับ และผู้เขียนบท อย่าง “อะคิระ คุโรซาวา” (Akira Kurosawa) ปรมาจารย์ของปรมาจารย์แทบทั้งวงการ แม้จะเป็นหนังญี่ปุ่น หนังเอเชียแท้ๆ แต่กลับมีบทบาท อิทธิพล แผ่ซ่านเข้าไปสู่บรรดาพวกนักทำหนังฝรั่ง หนังฮอลลีวู้ด มิใช่น้อย เรียกว่า…ถึงกับเอาทั้งพล็อต ทั้งโครงเรื่อง ลีลา จากหนังเรื่อง “Seven Samurai” หรือ ที่ว่า ไปดัดแปลงเป็นหนังเรื่อง “เจ็ดสิงห์แดนเสือ” หรือ “The Magnificent Seven” มอบหมายให้คุณพี่ “ประยูร บรินเนอร์” (Yul Brynner) สวมบทเป็นหัวหน้าคาวบอย ระดมสมัครพรรคพวกอย่าง “สตีฟ แมคควีน” (Steve McQueen) “ชาญ บ้านสั้น” (Charles Bronson) “เจมส์ โคเบิร์น” (James Coburn) ฯลฯลฯ ออกไปดวลปืนถล่มพวกโจรเม็กซิกัน สร้างความเมามันซ์ซ์ซ์ให้แควนๆหนังไทย จน “ป๋าส.อาสนจินดา” ของเรา ต้องนำเอามาดัดแปลงอีกที กลายมาเป็นหนังไทยเรื่อง “เจ็ดประจัญบาน”โดยตัว “ป๋าส.”เองรับบทเป็น “จ่าดับ จำเปาะ” ตามด้วยไอ้ “เหมาะ เชิงมวย” “ตังกวย แซ่ลี้” “อัคฆี เมฆยันต์” “ดั่น มหิทธา” ฯลฯ ซึ่งจะมีดารารายใดรับบทกันมั่ง ก็จะไม่ได้ซะแล้ว…
แต่ก็นี่แหละ…ต้นสาย ต้นราก ก็มาจาก “เจ็ดเซียนซามูไร”ของอภิมหาปรมาจารย์ “อะคิระ คุโรซาวา”ไปด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่สำหรับต้นราก ต้นฉบับ ของ “คุโรซาวา”นั้น ไม่ได้หนักไปทาง “เอามันซ์ซ์ซ์”เพียงอย่างเดียว แต่ยังแถมให้คติ ให้อุทาหรณ์สอนใจเอาไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับสังคมพวกชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง ซึ่งคงต้องอธิบายเพิ่มเติมเอาไว้นิด ว่าสำหรับสังคมญี่ปุ่นนั้น ออกจะเป็นสังคมที่แปลกไปจากบรรดาสังคมชาวเอเชียทั่วไปอยู่ตามสมควร คือกระเดียดออกไปทางสังคมฝรั่งอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในแง่ของพื้นฐานความเป็นชุมชน ที่ค่อนข้างจะรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีลักษณะเป็นกลุ่ม เป็นก้อน คล้ายๆแบบ “โปลิส” (Polis)ของพวกกรีก หรือแบบ “แลนด์ลอร์ด” (Landlord)ของพวกเจ้าที่ดิน พวกอัศวิน ในยุโรป มาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที…ทำนองนั้น ไม่ได้เป็นชุมที่รวมตัวกันแบบหลวมๆ อย่างในบ้านเรา หรือในประเทศเอเชียหลายๆประเทศ หรือพูดง่ายๆว่า…สังคมญี่ปุ่นนั้น เขาเป็นสังคมที่ออกไปทาง “กระจายอำนาจ”มาตั้งแต่แรก ไม่ได้ออกไปทาง “รวมศูนย์อำนาจ”เหมือนอย่างประเทศเอเชียอื่นๆ…
โดยเนื้อเรื่อง ท้องเรื่อง ของ “เจ็ดเซียนซามูไร”เค้าเลยไปจับเอาฉากเหตุการณ์ ช่วงที่กลุ่มก้อนอำนาจแต่ละกลุ่ม แต่ละก้อน ในดินแดนญี่ปุ่น กำลังมุ่งประหัตประหาร แย่งชิงอำนาจ ระหว่างกันและกัน จนประเทศญี่ปุ่นแทบทั้งประเทศในยุคนั้น หรือยุคที่เรียกขานกันในนาม “Sengoku period” ต้องตกอยู่ในสภาพไร้ขื่อ ไร้แป แต่ละเมือง แต่ละก๊ก หรือแต่ละ “ไดเมียว”หันมาทำศึกระหว่างกันและกัน จนส่งผลให้หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่ประกอบไปด้วยบรรดาชาวนาจนๆ เลยต้องหาทางไปจ้างบรรดาพวกนักรบ ที่เรียกๆกันว่าพวก “โรนิน”หรือพวกอดีตซามูไรที่ไร้สังกัด ที่ไม่ได้มีเจ้านาย ไม่ได้มีไดเมียวใดๆคิดจะเอาไว้ใช้งานต่อไปอีกแล้ว เพื่อให้มาปกป้องตัวเอง หมู่บ้านตัวเอง ให้อยู่รอดปลอดภัยจากการถูกพวก “โจร” บุกปล้น แย่งชิงพืชพันธุ์ธัญญาหารไปคราวแล้ว คราวเล่า หรือเป็นช่วงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่อภิมหาโชกุนผู้มีชื่อว่า “โทกุกาว่า อิเอยะสุ” (Tokugawa Ieyasu) จะมีโอกาสขึ้นมาเถลิงอำนาจ แล้วปิดประเทศญี่ปุ่นต่อไปอีกร่วม 200 ปีนั่นเอง…
“โรนิน”หรือ “ซามูไรไร้สังกัด”ผู้มีนามกรว่า “คัมเบอิ ชิมาดะ” (Kambei Shimada)แสดงโดย “ทาคาชิ ชิมูระ” (Takashi Shimura)ที่ได้รับการว่าจ้างจากพวกชาวนาจนๆ โดยมีเพียงแค่ “อาหาร” เป็นค่าตอบแทนเล็กๆน้อยๆ ก็เลยหันไปรวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งเป็นกองกำลังปกป้องชาวบ้าน จนกลายมาเป็น “เจ็ดเซียนซามูไร” แบบเดียวกับที่คุณพี่ “ประยูร บรินเนอร์” ไปรวบรวม “สตีฟ แมคควีน” “ชาญ บ้านสั้น” “เจมส์ โคเบิร์น”ฯลฯเอาไว้สู้กับพวกโจรเม็กซิกันในหนังเรื่อง “เจ็ดสิงห์แดนเสือ” นั่นแลส่วนอะไรจะ “มันซ์ซ์ซ์กว่า-ไม่มันซ์ซ์ซ์กว่า” ระหว่าง “เจ็ดสิงห์แดนเสือ” กับ “เจ็ดเซียนซามูไร” ก็คงต้องว่าไปตามรสนิยมของใคร-ของมันก็แล้วกัน แต่โดยเนื้อเรื่อง เนื้อหา…ต้องยอมรับว่า ด้วยความเป็นต้นฉบับของแท้แต่ดั้งเดิม ย่อมเป็นอะไรที่ยากจะลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ แม้การออกแอคชั่นใน “เจ็ดเซียนซามูไร” จะว่ากันด้วย “ดาบ” ไม่ใช่ด้วย “ปืน” ด้วย “ระเบิด” แต่โดยคำพูดคำจา โดยบทสนทนาของตัวละคร รวมทั้งฝีมือการกำกับของ “คุโรซาวา” ลีลาการแสดงของดาราญี่ปุ่นอย่าง “โตชิโร มิฟูเน” (Toshiro Mifune) หนึ่งในเจ็ดซามูไร ที่เล่นได้เนียนเอามากๆ ดู “เจ็ดเซียนซามูไร”แล้ว…แทบไม่ต้องเสียเวลาไปตามหา “เจ็ดสิงห์แดนเสือ” ให้ต้องรกหู รกตา อีกต่อไป ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับ“มาด”ของคุณพี่ “ประยูร บรินเนอร์”ที่กรีดๆกรายๆ ออกอาการวิลิสมาหราไปแทบทั้งเรื่อง…
เพราะโดยเนื้อหา หรือ “จุดมุ่งหมาย” ของเรื่อง “เจ็ดเซียนซามูไร” นั้น มันออกจะมีน้ำหนัก มีข้อคิด สะกิดใจ มากกว่า “เจ็ดสิงห์แดนเสือ” ที่หนักไปทาง “เอามันซ์ซ์ซ์” กันลูกเดียว โดยเฉพาะบทสรุปที่ถูกนำมาใช้เป็นคำพูดของซามูไร หรือโรนินที่ยังเหลือรอดหลังจากต้องสู้กับบรรดาพวกโจรทั้งหลาย ขณะกำลังนั่งดูการเริงระบำ รำฟ้อน ของพวกชาวนา ที่รอดพ้นจากอำนาจของโจรได้เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือคำพูดประโยคที่ว่า… “ท้ายที่สุดแล้ว…บรรดานักรบทั้งหลาย ต่างก็เป็นผู้แพ้ด้วยกันทั้งนั้น มีแต่พวกชาวนาเท่านั้น ที่เป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง ไม่ใช่พวกซามูไรอย่างเรา…” คำพูดประโยคที่ว่านี้นี่แหละ ที่สามารถนำไปใช้เป็นอุทาหรณ์ สอนใจ ให้กับบรรดาชาวญี่ปุ่นทั้งหลายได้แบบจะๆจังๆ เพราะไม่ว่าจะแย่งชิงอำนาจ จะรบราฆ่าฟัน กันไปถึงขั้นไหนต่อขั้นไหน แต่สุดท้ายแล้ว…ประชาชนนั่นแหละ ย่อมต้องสมบูรณ์นิรันดร์ไป หรือถ้าพูดแบบ “ภาษิตสันสกฤต” ก็อาจต้องพูดว่า “สัมปะโท มหะตาเมวะ มหะตาเมวะ จาปทะ วรุธเต กษียะเต จันโทระนะ ตุ ตาราคณะ กะวะจิต” หรือ “ความเจริญและความเสื่อม เป็นเรื่องของคนใหญ่-คนโต อุปมาดั่งพระจันทร์ซึ่งมีขึ้นมีแรม ส่วนดวงดาวทั้งหลาย หาได้ผันแปรไม่” นั่นแล…
ก็เอาเป็นว่า…ระหว่างที่บรรดานักรบ นักดาบ ทั้งหลายในบ้านเรา เริ่มชักดาบออกจากฝัก เริ่มเปลือยดาบ เปลือยร่าง เริ่มรวมกลุ่ม รวมก้อน รวมตัวเป็นพรรคโน้น พรรคนี้ พรรคเก่า หรือพรรคใหม่ ก็ตามแต่ มีทั้งดูด ทั้งว่าจ้าง ทั้งเรียกร้องเชิญชวน ให้มาทำ “สงครามเลือกตั้ง” ระหว่างกันและกันในอีกไม่นานนับจากนี้ ถ้าจะให้เข้ากับบรรยากาศ ก็ลองไปหาหนังเรื่อง “เจ็ดเซียนซามูไร” มาดูๆเอาไว้ก่อนล่วงหน้า อาจพอได้อุทาหรณ์ สอนใจ ได้ข้อคิด แง่คิด แม้แต่เล็กๆน้อยๆติดปลายนวมเอาไว้มั่งก็ยังดี…
———————————————————————-

ข่าวน่าสนใจ

Close