Deliverance เข้าป่าแบบไม่ต้องล่าเสือ

โดย ชัชรินทร์ไชยวัฒน์

ช่วงระหว่างนี้…ใครต่อใครในบ้านเรา ดูๆจะหันไปพูด วิพากษ์ วิจารณ์ โพสต์โน่น โพสต์นี่ ในเรื่องการเข้าป่าล่าเสือ ล่าสัตว์ ยังไม่เสร็จ เรียกว่า…มาแรง แซงโค้ง ชนิดกลบข่าว กลบเรื่อง “นาฬิกาบิ๊กป้อม” เรื่อง “หวยครูปรีชา-หมวดจรูญ” เรื่อง “เลื่อน-ไม่เลื่อนเลือกตั้ง” ฯลฯ จนหายเกลี้ยงไปจากแผง จากโซเชียล จากฟ๊งๆเฟซๆ เอาดื้อๆ!!! ซึ่งคงต้องถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ของการ “เลื่อนไหลไปตามกระแส” ทั้งสิ่งของ ฝุ่นละออง แร่ธาตุ ไปจนถึงขยะ ฯลฯ เลยต้องไหลไปตามน้ำ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้…

ถ้าจะให้ “เข้ากับบรรยากาศ” ทำนองนี้…สงสัยว่าคงต้องไปหยิบเอาหนังเก่าๆ เมื่อเกือบ 40-50 ปีที่แล้ว อย่างเรื่อง “Deliverance” มาปัดฝุ่น แนะนำกันใหม่ เป็นหนังปีค.ศ.1972 ที่เคยเข้ามาฉายในเมืองไทย ตั้งชื่อภาษาไทยเอาไว้ว่า “ล่องแก่งธนูเลือด” อะไรประมาณนั้น แต่ถ้าว่ากันตามชื่อฝรั่ง ที่นำมาจากวรรณกรรม หรือนิยายที่เขียนขึ้นโดย “เจมส์ ดิ๊กกี้” (James Dickey)นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้เป็นทั้งกวีและอดีตทหารผ่านศึก ที่เคยร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีมาก่อน คำว่า “Deliverance” ที่ถูกเอามาตั้งเป็นชื่อนิยาย และต่อมาก็กลายเป็นชื่อหนังนั้น ให้ความหมายออกไปทาง “การปลดปล่อย” หรือ “การรอดพ้น” อะไรทำนองนั้นซะเป็นหลัก…

โดยโครงเรื่อง หรือโดยเนื้อหาในนิยาย วรรณกรรมเรื่องนี้…ออกจะเป็นอะไรที่ซับซ้อน ต้องตีความ แปลความ กันชนิด 2 ชั้น 3 ชั้น คือเป็นเรื่องว่าด้วย “คนเมือง” หรือคนที่มีความเจริญทางวัฒนธรรม อารยธรรม ในบางระดับ ที่รัก หรือที่มีรสนิยม ในการชอบเข้าป่า ชอบการผจญภัย การได้ไปสัมผัสธรรมชาติ ไปล่องแก่ง ล่องป่า คล้ายๆประเภท “ท่านประธานเปรมชัย” แห่งบริษัทอิตัลไทย อะไรทำนองนั้น แต่คงไม่หนักถึงขั้นคิดจะล่าเสือ ล่าเก้ง ล่ากวาง ล่าไก่ฟ้าพญาลอ อะไรมากมายนัก แค่ได้หอบเอาเรือแคนู 2 ลำ 3 ลำ ขนขึ้นรถไปยังจุดที่เหมาะๆสำหรับการล่องเรือ ล่องแก่ง สะพายปืน สะพายธนู ติดตัวไปด้วย เพื่อจะเอาไว้ป้องกันตัว หรือเอาไว้ยิงเก้ง ยิงกวาง อะไรก็แล้วแต่ ก็พอทำให้เกิดอาการ “พลั่กๆๆ” หรือเกิดอาการสะใจ สะอารมณ์ ตามรสนิยมของคนเมือง ที่มีมุมมองต่อ “ธรรมชาติ” แตกต่างกันไปตามสภาพ…

และบรรดา “มุมมอง” ที่แตกต่างกันไปเช่นนี้นี่เอง…ที่ทำให้ผู้เขียนนิยาย วรรณกรรม อย่าง “เจมส์ ดิ๊กกี้” นำมาใช้เป็นตัวสื่อความหมาย เพื่ออธิบายถึงอารมณ์ ความรู้สึก แนวคิด ปรัชญาต่างๆ ที่ต้อง “คว้านลึก” กันประมาณ 2 ชั้น 3 ชั้นเป็นอย่าง น้อย เพราะโดยขณะที่ “ตัวตนของธรรมชาติ” เองนั้น อาจไม่ได้เป็นไปตาม “มุมมอง” ของแต่ละคน แต่ละราย ไปซะทั้งหมด คือมีทั้งความสวยสด งดงาม น่าทึ่ง น่าตื่นตะลึง ผสมปนเปไปกับความโหดร้าย อำมหิต ความป่าเถื่อน ถ่อยๆ ดิบๆ ชนิดแต่ละราย ต้องหาทาง “เอาตัวรอด” หรือต้องหาทาง “หลุดพ้น” กันเอาเอง อะไรประมาณนั้น…

วรรณกรรม หรือนิยายเรื่องนี้ ไปเตะตา เตะใจ ผู้กำกับหนังชาวอังกฤษ อย่าง “จอห์น บูร์แมน” (John Boorman) ด้วยเหตุผล กลใด ก็มิอาจทราบได้ เลยไปหยิบ ไปคว้า เอามาทำเป็นหนัง ใช้ชื่อเดียวกับนิยาย คือ “Deliverance” ออกฉายเมื่อปีค.ศ. 1972 และแม้จะไม่ถึงกับเป็นหนังที่ “ทำเงิน” กันมากมาย แต่ก็น่าจะ “ได้กล่อง” ไปเป็นจำนวนไม่น้อย คือได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “Academy Award” ถึง  3 รางวัลด้วยกัน และรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ “Golden Globe Award” อีกถึง 5 รางวัล ถือเป็นหนังที่ไม่ใช่โดดเด่นในแง่ฉากวิวทิวทัศน์ หรือฝีมือการแสดงของอภิมหาดารา อย่าง “จอน วอยท์” (Jon Voight) ที่ถูกจับมาเล่นคู่กับดาราเกรดบี อย่าง “เบิร์ต เรย์โนลด์” (Burt Reynold)ผู้มีบุคลิกออกไปทางถ่อยๆเถื่อนๆอย่างเป็นพิเศษเท่านั้น แต่โดยแง่เนื้อหาของเรื่อง หรือของวรรณกรรมเรื่องนี้ อาจเป็นอะไรที่ถูกอก ถูกใจ พวกฝรั่งอยู่ตาม สมควร โดยเฉพาะในยุคซิกส์ตี้ เซเว่นตี้ ที่ออกไปทาง “ยุคแสวงหา” ยุคที่การค้นหาความรู้สึกในด้านจิตใจ จิตวิญญาณ อันเนื่องมาจากการถูกกดดันด้วยสังคมวัตถุ เป็นอะไรที่กำลังมาแรง แซงโค้ง อยู่ในขณะนั้น…

และสไตล์ทำนองนี้ ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ “เข้าทาง” กับผู้กับอย่าง “จอห์น บูร์แมน” ที่ชอบทำหนังเกี่ยวกับเรื่องการค้นหา แสวงหา ความรู้สึกทางจิตใจ จิตวิญญาณ มาโดยตลอด ไม่ว่าเรื่อง “Zardoz” ที่มีอภิมหาดาราอย่าง “ฌอน คอนเนอรี” (Sean Connery)แสดงนำ ที่ต้องปีนกระได 2 ชั้น 3 ชั้นขึ้นไปดูอีกเหมือนกัน หรือเรื่อง “Excalibur” ที่พยายามสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งลึกๆ ซึ่งอยู่ภายใต้ความเป็น “กษัตริย์” หรือ “พระราชา” ที่ต้องอาศัยการแปลความ ตีความ มิใช่น้อย ถึงจะเข้าถึง-เข้าใจ-และพัฒนา กันไปตามสภาพ ส่วนเรื่อง “Deliverance” นั้น ก็คงไม่ต่างไปจากกันมากนัก คือหลังจากที่ดูเสร็จก็คงต้องว่ากันไปตามความรู้สึก ความเข้าใจ แบบของใคร-ของมัน แล้วแต่จะไปคิดกันเอาเอง หรือคิดไปในแบบไหนก็ย่อมได้…

เพราะภายใต้ “ความลึกลับแห่งธรรมชาติ” นั้น…ใครถูก-ใครผิด ใครจะมีมุมมองไปในแบบไหน แง่ไหน เป็นเรื่องที่คงต้องไป หาทาง “ปลดปล่อย” หรือ “รอดพ้น” กันเอาเอง ประมาณนั้น แต่ถ้าไม่อยากปวดหัวกับการตีความ แปลความ มากเกินไป  หนังเรื่องนี้ก็อาจเป็นอะไรที่น่าตื่นตา ตื่นใจ รวมทั้งน่าตื่นเต้น อยู่พอสมควร แต่ออกจะรุนแรง ถ่อยๆดิบๆ มีทั้งฉากข่มขืน  ผู้ชายต่อผู้ชาย ที่น่าเกลียด น่าชัง น่าขยะแขยงแบบสุดๆ ฉากฆาตกรรมชนิดลูกธนูพุ่งทะลุอกแบบเห็นกันสดๆ ฉากของ  ความเจ็บปวดแสนสาหัส ระดับกระดูกโผล่ทะลุออกมาจากแข้ง จากขา ฯลฯ ที่ถูกนำมาใช้เป็นภาพตัด หรือเป็นด้านตรงกัน  ข้ามกับความสวยสด งดงาม ของธรรมชาติ ป่าเขา ลำเนาไพร กวางที่กำลังเล็มหญ้าอยู่บนตีนเขาขณะหมอกช่วงเช้ากำลัง  แผ่ลงมาเป็นสายๆ อันเป็นภาพที่ออกไปทางบริสุทธิ์ สะอาด สดใส งดงาม ชนิดพระเอกอย่าง “จอน วอยท์”ไม่อาจตัดใจยิงธนูสังหารเข้าใส่ แบบที่คณะ “พรานเปรมชัย”ลงมือยิงเสือดำได้เลยแม้แต่น้อย รวมไปถึงสิ่งที่ถือเป็น “ไฮไลท์” อันเป็นที่จดจำของหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือฉากการ “ดวลกีร์ต้ากับแบนโจ” ระหว่าง “คนเมือง” กับ “เด็กชาวป่า” ที่รูปร่าง หน้าตา ออกจะแปลกประหลาดอยู่ตามสมควร แต่เสียงกีร์ต้ากับเสียงแบนโจนั้น กลับเป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีเอามากๆ สอดคล้อง ลงตัว แบบชนิดเป๊ะๆๆ…

คือสรุปแล้ว…แม้จะเป็นหนังที่ดูยากอยู่ซักหน่อย แต่ด้วยฝีมือการถ่ายทำ ฉาก โลเกชั่น รวมทั้งการกำกับนักแสดง ตัวแสดงที่ถึงแก่น ถึงกึ๋น หนังเรื่อง “Deliverance” เรื่องนี้ ก็ถือเป็นหนังที่น่าดูอยู่พอประมาณ ยิ่งโดยเฉพาะฉากตอนจบ ที่ไปนำเอา “ภาพความฝัน” ของพระเอก “จอน วอยท์” ที่ต้องตัดสินใจนำเอาศพของเพื่อนถ่วงก้อนหิน ให้จมอยู่ภายในก้นลำธาร เพื่อปกปิดเรื่องราวของการฆาตกรรม ไม่ว่าโดยจงใจ หรือโดยอุบัติเหตุ ให้สูญสลายหายไปพร้อมๆกับ “เขื่อน” ที่กำลังถูกสร้างขึ้นมาขวางกั้นลำน้ำ แต่ภายใต้ความฝันที่ว่า…มือของเพื่อนดันค่อยๆโผล่ขึ้นมากลางเขื่อน จนตัวเองต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาจาก “ฝันร้าย” ฉากอันนี้นี่แหละ…ที่อาจนำเอาไปเปรียบเทียบ อุปมา-อุปมัย กับฉากเหตุการณ์เข้าป่าล่าเสือ ของท่านประธานบริษัทอิตัลไทย ที่ไม่รู้ว่าระหว่างนี้…จะหลับๆตื่นๆ ฝันร้ายต่อไปอีกซักกี่ยกต่อกี่ยก!!!

————————————————————-

 

 

ข่าวน่าสนใจ

Close