เภริวาทชาดก (มีคลิป)

ชาดกว่าด้วย การทำเกินประมาณ

ณ  พระเชตะวันมหาวิหารอันเป็นพุทธสถานที่สำคัญยิ่งต่อสมณสงฆ์ในยุคนั้น  มหาวิหารแห่งนี้เป็นที่รวมพระภิกษุจำนวนมาก  พระภิกษุล้วนต่างวรรณะ  ต่างอุปนิสัยอยู่รวมคละเคล้ากันไป

ภิกษุทั้งสิ้นล้วนมีพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยว  จะมีอยู่ บ้างก็ส่วนน้อยที่ประพฤติผิดแตกต่างไป  ดังเช่นพระหนุ่มรูปหนึ่งภิกษุรูปนี้ดื้อรั้นเอาแต่ใจตนพระดื้อสร้างความเอือมระอาแก่หมู่สงฆ์อยู่เป็นนิจโดยไม่ยอมปรับปรุงตน

                เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงพระพุทธองค์   พระองค์ก็ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อภิกษุหนุ่มผู้ดื้อรั้นไม่ฟังคำเตือนของผู้ใดนั้น  ทรงโปรดให้ตามมาเข้าเฝ้าที่สภาประชุมสงฆ์ในมหาวิหารคราวหนึ่ง  เมื่อภิกษุนั้นรับว่าดื้อรั้นไม่ฟังคำผู้ใหญ่หรือใครๆ เป็นจริงแล้ว  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้โอวาทและตำหนิพร้อมตักเตือนโดยมธุรสวาจา

                ภิกษุหนุ่มปรารถนาทราบเรื่องราวนั้น  ก็อาราธนาให้ทรงโปรด  พระพุทธเจ้าทรงตรัสเล่าเรื่องราวในชาติที่ผ่านมาด้วยการรำลึกบุพเพนิวาสานุสติญาณในเภริวาทชาดกขึ้น  ดังนี้

                พาราณสี  ยามมีเทศกาลเฉลิมฉลองนครนั้น  กล่าวกันว่าดุจเป็นวิมานแห่งดุริยเทพ  คือมีดนตรีประโคมไพเราะอยู่ทุกทิวาราตรี  มิมีว่างเว้น ผู้คนริมฝั่งคงคามหานทีต่างเดินทางเข้าร่วมฉลองงานประจำปี  ดุจอยู่ในมนต์ดนตรีแห่งคนธรรพ์กระนั้น นักดนตรีและกวีเพลงผู้ขับขานประสานเสียง  จึงเป็นผู้มีความสำคัญต่อการเฉลิมฉลองพระนครอย่างมาก ชาวพาราณสีและพระเจ้าพรหมทัตมีคามสุขกับนักพิณนักกลองเต็มที่จนถึงราตรีสุดท้ายของเทศกาล ในกลุ่มนักดนตรีเหล่านี้  ยังมีนักตีกลองพ่อลูกคู่หนึ่งที่มีฝีมือบรรเลงได้ยอดเยี่ยมเป็นที่ชื่นชอบของชาวเมืองอยู่ตลอดเวลาที่พักอยู่ในพาราณสี ในวันสุดท้ายของงานฉลองกรุงพระเจ้าพรหมทัตทรงให้รางวัลกับบรรดากลุ่มนักดนตรี

                เมื่อได้เวลาอันควรนักดนตรีชาวสังคีตทั้งหลายก็เดินทางกลับบ้าน  ทุกคนต่างมีความสุขกับรางวัลพระราชทาน  เดินออกจากเมืองด้วยความสุขกันทั่วหน้า นักดนตรีแยกกันไปทีละกลุ่ม  ทีละกลุ่ม  จนเหลือเพียงนักตีกลองพ่อลูก  ซึ่งต้องเดินผ่านป่าออกไปอีกจึงจะเข้านิคมชนบทที่อาศัย ในป่าที่สองพ่อลูกจะต้องเดินผ่านนี้เป็นที่รู้กันว่ามีโจรผู้ร้ายคอยดักปล้นชิงทรัพย์อยู่เป็นประจำ  การเดินทางผ่านเข้าออกจึงต้องระมัดระวังอย่างเข้มงวด  ในระหว่างการเดินทางเข้าไปในป่า  หนุ่มน้อยนักตีกลองนั้นยังครึ้มใจไม่หายก็รัวกลองเล่นอย่างคึกคะนองมาตลอดทาง ด้วยเหตุผลและการตักเตือนของพ่อ  นักกลองหนุ่มผู้เป็นลูกจึงเปลี่ยนจังหวะการตีกลองเป็นจังหวะขบวนพิธี ด้านฝั่งกลุ่มโจรที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในป่าเมื่อได้ยินเสียงสำเนียงกลองเปลี่ยนไปก็ลังเลที่จะเข้าปล้น เพื่อความแน่ใจ  หน่วยสอดแนมหาข่าวของโจรป่าก็ยอมลอบเข้าไปใกล้เสียงกลองอีกครั้ง  ก่อนสรุปให้เจ้านายฟัง เมื่อเสียงกลองจังหวะขบวนพิธีดังใกล้เข้ามา  ใกล้เข้ามา  ป่าทั้งป่าก็เงียบเชียบ

                เมื่อลูกชายนักกลองดื้อรั้นเปลี่ยนจังหวะการตีกลองตามใจตน  กลุ่มโจรที่ซ่อนตัวอยู่ก็ผิดสังเกต  และเริ่มสงสัย หนุ่มนักตีกลองเมื่อดื้อรั้นไม่ฟังคำ  ผู้เป็นบิดาก็สุดจะห้ามปรามได้  คงปล่อยให้ออกลีลารัวกลองตามใจชอบ คราวนี้เป็นคราวเคราะห์ร้าย  เพราะพวกโจรได้สะกดรอยตามเสียงมาใกล้จนเห็นตัวคน  เมื่อกลุ่มโจรได้เงินจาก 2 พ่อลูกแล้ว  พวกมันก็เข้ามารุมทำร้ายสองนักตีกลองพ่อลูกแก้เผ็ดที่ลวงให้เข้าใจผิดด้วยเสียงกลอง

                ในพุทธกาลสมัย  ลูกชายนักกลอง  กำเนิดเป็นภิกษุผู้ว่ายาก  บิดา  เสวยพระชาติเป็น  พระพุทธเจ้า ธะเม  ธะเม  นาติธะเม  อะติธันตัง  หิ  ปาปะกัง  ธันเตนะ  หิ  สะตัง  ลัทธัง  อะติธันเตนะ  นาสิตัง ควรตีกลอง  แต่ไม่ควรกระหน่ำเกินไป  การตีกลองกระหน่ำไปชั่วแท้ๆ  ตีกลองจนได้ทรัพย์มา  กลับตีกระหน่ำเสียจนทรัพย์สินที่ได้วอดวายหมด

ข่าวน่าสนใจ

Close