ชนะไม่ได้-แพ้ไม่จบ!

ต้องรีบออกตัวเป็นช่วงๆหลังส่งสัญญาณผ่านแถลงการณ์นายกฯเมื่อวาน(19พ.ย.)เลยว่าไม่ได้เปิดไฟเขียวส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ติดดาบปลายปืนสวมบทเข้ม เตรียมเข้าโรมรันฟันเด็กทั้งกายภาพการปฏิบัติการและการใช้กฎหมายสูตรแรงอย่างม.116 และ ม.112 ที่ลือกันหนาหูก่อนหน้านี้ และต้องรีบให้ทีมงานยืนยันเลยว่ายังไงก็จะไม่ลาออกยังทำหน้าที่ต่อ ดูแลบ้านเมือง ให้สงบเรียบร้อยตามที่ได้แถลงการณ์ไว้เมื่อวาน หลังช่วงเช้าวันนี้ทนายอานนท์ออกมาทิ้งทุ่นโพสต์ปริศนาว่าลุงจะลาออกก่อนวันชุมนุมใหญ่ของม็อบเด็กในวันที่25พ.ย.

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เกิดภาพม็อบเด็กเหมือนจะเสียท่าผู้ใหญ่จากฉากปฏิบัติการ ละเลงสี ระบายแค้นตำรวจ โดยไปชุมนุมแยกราชประสงค์ และสาดสีใส่สำนักงานตำรวจแห่งชาติวันที่18พ.ย. หลังจากที่ถูกแซนวิชประกบจากเจ้าหน้าที่และม็อบเสื้อเหลืองที่เชื่อว่าถูกระดมมาจากนักการเมือง และมาปะทะกับการ์ดม็อบเด็กที่แยกเกียกกายหน้าสภา 17 พ.ย. ทั้งที่ม็อบกำลังจะสลายตัวแยกย้าย จนมีผู้บาดเจ็บครึ่งร้อยทั้งจากอาวุธปืนและแก๊สน้ำตา

ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจากภาพเด็กเป็นฝ่ายถูกกระทำวันที่ 17 พ.ย.กลายเป็นพลิกตลบกลับมาเป็นเด็กลามเลยเถิด ที่นอกจากจะไปดร็อปเนื้อหา3ข้อเรียกร้อง ที่เด็กเดินมาอย่างใช้ปัญญาเหตุผล ด้านหนึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความไม่พอใจของสังคม ประชาชนเสื้อเหลืองที่ปกป้องสถาบันแบบบริสุทธิ์ใจไม่มีการเมืองปน แถมยังเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มม็อบเหลืองที่ฮาร์ดคอร์มีการเมืองปนอยู่แล้วยกระดับการเคลื่อนไหว ที่แน่นอนปลายทางมีฉากม็อบชนม็อบแยกเกียกกายเป็นโมเดลอยู่แล้ว

ที่ไม่แปลกจะมีการจับตาปฏิกิริยาหลังแถลงการณ์นายกฯว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนวันที่25 พ.ย. ที่วันนี้กลุ่มนักเรียนเลวที่นัดชิมลางเรียกน้ำย่อยให้พี่ๆเหมือนเคยในวันที่ 21 พ.ย. ออกมาบอกแล้วว่า เพื่อนของเขาคือ พลอย เบญจมาภรณ์ นักเรียนชั้นม.4 และ มิน ลภนพัฒน์ นักเรียนชั้นม.6 ถูกออกหมายเรียนฐานฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ขณะที่หันไปในหมู่กลุ่มราษฎรก็ปรากฏร่องรอยบางอย่างจากกลุ่มฟันเฟืองที่รับหน้าที่การ์ดให้ม็อบเด็กที่พยายามส่งสัญญาณถึงแกนนำหลังการประกาศทะลุเพดานต่อโดยชุมนุมใหญ่วันที่ 25 พ.ย. ว่าพวกเขาบางส่วนลำบากใจกับข้อ3ผ่านข้อความต่างๆที่มีการฉีดพ่น ที่ยิ่งทำให้กองหน้าอย่างพวกเขายิ่งอันตรายในการทำหน้าที่ดูแลมวลชนในสถานีต่อไปที่เป็นด่านยากและโหดหินยิ่งกว่าเหตุการณ์หน้ารัฐสภา โดยพวกเขาอยากให้เดินไปข้างหน้าโดยใช้เนื้อหาให้ประชาชนเข้าใจมากกว่าการเร้าให้สถานการณ์นำไปสู่จุดอันตราย

ขณะที่หันมาทางลุงนอกจากกองหนุนที่เร่งให้ลุงจัดหนักเด็กมานานแล้ว พอเกิดเหตุพ่นสีก็ยิ่งมีการเร่งให้ลุงและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการเด็ดขาด หากไม่ทำถือว่า 157 ละเว้น เรียกว่าทั้งสองข้างมีทั้งการเร่งและเร้าให้ไปสู่การแตกหัก ทั้งที่มีการประเมินว่า การเขย่าเพดานแบบนี้จะมีต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ศูนย์อำนาจเดินเกมเดิม แก้รัฐธรรมนูญปาหี่ โดยที่เด็กเองก็อาศัยความกล้าท้าทาย ท้าแตกหัก วัดใจกันว่าพวกเขาไม่ต้องการรัฐประหาร และจะเกิดสภาพสมประโยชน์ร่วมของฝ่ายต่างๆไปอย่างนี้ เพราะหากมีการรัฐประหารทำง่าย แต่ยิ่งย่อยยับ และก็ไม่มีใครต้องการให้เกิดความรุนแรงเกินระดับที่ตัวเองกำหนด จึงต้องออกมาในบทขู่การเอาจริงในการใช้กฎหมาย หรือความแรงแต่ก็ใช่ว่าจะจบหรือชนะ จึงทำให้อยู่ในสภาพ ชนะไม่ได้-แพ้ไม่จบต่อไปจากนี้.

ข่าวน่าสนใจ

Close