ศอฉ.โควิดแค่ติดหนวด”ลุง”?

@ถึงกับชู2กำปั้น มั่นใจไทยจะชนะสงครามไวรัส หลังประกาศว่าจะใช้ “พรก.ฉุกเฉิน” ตั้ง “ศอฉ.โควิด” ระดมทหาร ตำรวจ เข้ามาเสริมทัพ ตั้ง“ปลัดกระทรวง”เป็นหัวหน้าศูนย์คุม8ด้าน อาทิ ด้านสาธารณสุขฉุกเฉิน การช่วยเหลือประชาชน ด้านสื่อสังคมออนไลน์ จัด“กำลังรบ”ที่“ควบคุมสั่งการ”ตรงโดยนายกฯ นั่ง ผอ.ศูนย์ศอฉ.เอง ในแบบ“โรคระบาดคือภัยคุกคามความมั่นคง”ตามโหมดถนัด“ลุงตู่” โดยยังจะไม่ประกาศ เคอร์ฟิว ยังไม่ห้ามออกนอกบ้าน แต่จะคัดกรอง การออกนอก กทม. มีทหาร-ตำรวจ ตั้งจุดตรวจ ซึ่งจะมีผลวันพรุ่งนี้(26มี.ค.)ที่น่าสนใจคือ“ลุงตู่”เหมือนมีอะไรในใจย้ำให้น้ำหนักเตือน“สื่อโซเชียล”ให้ระวังตัวจะทำผิด

@ทั้งที่ปัญหาหลักๆ“หน้างาน”อย่าลืมว่าการทำ“สงครามโควิด” ที่ผ่านมาของรัฐบาลเกิดปัญหา“การนำ”จาก“ศูนย์กลางอำนาจ”ที่ถูกมองว่ามิอาจคอนโทรลฟังก์ชั่นกระทรวงเกี่ยวข้องทั้งสาธารณสุข พาณิชย์ ต่างประเทศ แรงงาน มหาดไทย คลัง ที่มี“รัฐมนตรี”ที่เป็น“นักการเมือง”ต่างพรรคร่วมรัฐบาลยึดหัวหาดบริหารจัดการไปคนละทาง แถมยังมีครหาทุจริต“หน้ากากล่องหน”ที่ถูก“เพจดังแหม่มโพธิ์ดำ” แฉคนใกล้ชิด“รัฐมนตรี”จนมีการแฉต่อจาก “อัจฉริยะ” และการเตรียมการรองรับปัญหาคนละชุดข้อมูลเกิดความเสียหายตั้งแต่“ผีน้อย”

@มาถึงล่าสุดคนตื่นตระหนก เดือดร้อนกับมาตรการปิดสถานบริการปิดห้าง จนหนีกรุงกลับบ้านนอกเสี่ยงเอาเชื้อไปฝากพ่อแก่แม่เฒ่าในสถานการณ์ “โควิด” จ่อ “เฟส3” ที่ “หมอ” ให้“ลุงตู่”เลือกแล้วว่าจะเอาแบบไหนระหว่าง“เอเซีย”ที่“กักคนเด็ดขาด”เอาอยู่ด้วยตัวเลขตายน้อย หรือแบบ“ยุโรป”ที่ปล่อยอิสระจนตายเป็นเบือ โดยเฉพาะเวลาที่ไล่หลังกับตัวเลขตายที่เพิ่มเป็น 4 เมื่อวาน ส่วนติดเชื้อที่อยู่ในหลักหลายร้อยและกำลังทะยานสู่หลักพันหมื่นแสนหากยังไม่สามารถ“หยุดคน”ให้อยู่กับบ้านได้

@ทำให้“ลุงตู่”ที่ก่อนหน้านี้โดนถล่มหนักจนท้อ เพราะถูกว่าถูกไล่ จากกองหนุนคนกันเอง หมอ ประชาชน ที่เริ่มไม่เชื่อมั่น ไม่พอใจ แต่ด้วยเพราะสถานการณ์วิกฤติเป็นตายของผู้คนในประเทศทำให้“ลุงตู่”ยังต้องฝืนกุมบังเหียนในสภาพกดดันจากปัญหาทุกด้านจนซูบเซียว เกิดฮึดสู้ ขึ้นมาอีกครั้งจนเป็นที่มาของการ ใช้“ยาแรง”ในแบบถนัด“ยึดอำนาจ”กลับจาก“นักการเมือง”โดยให้“ข้าราช”วงการ“หมอ”เข้ามามี“บทบาทนำ”

@ที่หนนี้ถือเป็น“เดิมพัน”การเมืองของ“ลุงตู่”อีกครั้ง กับการ“ติดดาบ”ที่หลายคนลุ้นว่าจะถูกนำไปใช้“เคลียร์”ปมต่างๆที่ติดขัดจาก“นักการเมือง” ไม่ใช่แค่การ“ติดหนวด”แบบไปไล่จับสื่อโซเชียลที่ตรวจสอบจับผิดการทุจริตของฝ่ายรัฐ จนเกิดผลสวิงกลับหนัก หากมีการใช้ “พรก.ฉุกเฉิน”แบบยุคคสช.หรือแบบ“ขี่ช้างจับตั๊กแตน” หรือทำให้เกิดอาการ“เสียของ”อีก

@ดังที่อดีตกุนซือรองนายกฯ“ไพศาล พืชมงคล”แนะนำก็น่าพิจารณา ที่ว่า หลัง“ติดดาบ” ที่“ลุงตู่”ควรต้องทำทันทีคือ แก้ไขปัญหา การขาดแคลน วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งยา รักษาไวรัส โดย ยกเลิกการควบคุม หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ , ยกเลิกคำสั่งหรือมาตรการห้ามนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ และยาที่เกี่ยวกับการป้องกันรักษาไวรัส รวมทั้ง หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือด้วย พร้อมทั้งห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือไปยังต่างประเทศชั่วคราว,อนุญาตให้นำเข้าวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และยาที่รักษาไวรัส โดยเสรี โดยไม่ต้องจดทะเบียนอย.หรือรับรองมาตรฐาน ซึ่งเรายังไม่มีและไม่เคยกำหนดมาตรฐาน แต่ต้องมีหนังสือรับรองคุณภาพจากประเทศผู้ผลิตประกอบในการสำแดงขอนำเข้า เพราะถ้าไม่ใช้มาตรการและวิธีการนี้ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะยิ่งซ้ำเติมภัยพิบัติ แก่ประชาชนและประเทศชาติ

@ทั้งหมดทั้งมวลต้องติดตามหลังจากวันพรุ่งนี้ไป จนถึงกลางเดือนเมษายน ที่ทาง“หมอ”ขีดเส้นการวัดผลไว้ว่า หาก“คุมคนอยู่บ้าน” “ไม่เคลื่อน”เชื้อไวรัสไปกระจายได้ ระยะเวลาของเชื้อจาก สนามมวย จากผับทองหล่อสุขุมวิท และจากมาเลย์ จะไปสุดแถววันที่สิบกว่าๆของเดือนเมษายน หากกราฟที่พุ่งขาขึ้นเปลี่ยนเป็นปักขาลงถือว่า“เอาอยู่”ชนะศึกโควิด

@ที่แน่นอนหากเป็นเช่นว่า“อานิสงส์”นี้ย่อมเผื่อแผ่ถึง“ลุงตู่”ที่จะได้ตัดสินใจลงแบบสวยๆหรือจะยังไปต่อ หลังจากมีข่าววงใจก่อนหน้าช่วงพีคๆที่“โควิด”กำลังรุม ว่า“ลุง”ออกอาการชักอยากถอยกับสภาพถูกกดดัน“ต่อรอง”ทั้งบนล่างและข้างแม้แต่ใน“3ป.”เอง แต่ทุกฝ่ายก็ฉลาดที่จะไม่เข้ามาแทนลุงให้เปลืองตัวยามนี้ก็เท่านั้น

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close