ยังไงก็ต้องยอม?

ตามขั้นตอนหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีรอบ 2 แล้ว จากนั้นจะเกิดรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ  โดย “พล.อ.ประยุทธ์” จะฟอร์มคณะรัฐมนตรี เข้ามาช่วยทำงานด้านบริหารงาน ซึ่งหลังจากคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ ก็เป็นอันว่า ครม.ชุดที่มีอำนาจคณะคสช.ม.44 คู่ขนานที่ดำเนินมา 5 ปี ถือว่า “จบ” เพื่อส่งไม้ต่อให้ “รัฐบาลใหม่” ถึงเวลานั้น จะเข้าสู่โหมดการเมืองที่เต็มไปด้วยเกมการเมืองการตรวจสอบ การชิงไหวชิงพริบกันโดยเฉพาะในกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารกระนั้นในเส้นทางเริ่มต้นของรัฐบาล “ประยุทธ์2” ก็ยังน่าห่วงกับสภาพความชุลมุนกับศึกชิงเก้าอี้รัฐมนตรีที่หลายฝ่ายภายในรัฐบาลออกมาเขย่ากันเอง โดยเฉพาะสภาวะสามเส้ารัฐบาลผสมที่ให้น้ำหนักพรรคร่วมรัฐบาลเกือบ 20 พรรค เฉพาะยิ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย ที่นั่งยันนอนยันต้องได้ “กระทรวงเศรษฐกิจเกรดA” ตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ 24 มี.ค. ที่กลายเป็นไปเบียดโควตาภายในพรรคพลังประชารัฐที่ประกอบไปด้วยกลุ่มก๊วนการเมืองอีกเกือบๆ 10 กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 4 กุมาร สามมิตร บ้านริมน้ำ ชลบุรี ปากน้ำ โคราช เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร หรือ กปปส. โดยเฉพาะ “กลุ่มสามมิตร” จน “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ออกมาโวยขู่จะขน 30 ส.ส.ย้ายฐานการผลิต กระทั่งมีการขยับพร้อมข่าว “ล้มดีล” ให้เข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคก่อนไปจบที่ “พล.อ.ประยุทธ” เคาะ ถึงกระนั้นหนล่าสุดก็ยังมี “ธนกร” ของ พปชร.ออกมาชกข้ามรุ่นข้ามพรรคไปยัง “เสี่ยหนู” จนต้องรีบปราม

 

 

จากอาการเท่ากับแสดงให้เห็นว่าทุกคนไม่มั่นใจว่าจะเป็นไปอย่างที่ตกลงใน “ดีล” ซึ่งก็สอดรับกับแกนนำ “อุตตม-สนธิรัตน์” ที่ยอมรับว่าการเจรจาดีลเก้าอี้รัฐมนตรียังไม่จบ เช่นเดียวกับฝั่ง ประชาธิปัตย์ ก็ยืนยันว่า การตกลงเก้าอี้ยังจะมีขึ้นจนหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้านายกฯ

กระนั้นว่ากันตามกลไกอำนาจและความชอบธรรมการพิจารณารัฐมนตรี ดังที่ “อ.วิษณุ” หรือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” บอกคือ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่หลังจากนี้ถือเป็น นายกรัฐมนตรีที่มาจากกระบวนการเลือกตั้ง จะมีความชอบธรรมในการเลือกทีมครม.เข้าทำงาน ก็ย่อมต้องคำนึงถึง “หน้าตา” ความรู้ความสามารถของรัฐมนตรี ซึ่งจะสะท้อนถึง “ความเชื่อมั่น” ยิ่งยังมีคิวที่ต้อง “ต่อยอดงาน” ที่รัฐบาลคสช.วางยุทธศาสตร์ไว ก็ยิ่งต้องใช้คนที่เหมาะสม ซึ่งหากยอมเลือกตามที่พรรคการเมืองแบ่งโควตากันมา หน้าตาที่ออกมาอาจถูกวิจารณ์ละกลายเป็นเรื่องแบ่งเค้ก ตอบแทนผลประโยชน์ “กลุ่มทุน” แถมบางกระทรวงก็หมิ่นเหม่จะถูกครหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน”

จับอาการแล้วเกจิการเมืองมองตรงกันว่าใครจะดีลอะไรกันไปยังไงกับ “ผู้ใหญ่” ก็ตาม ผลสุดท้ายก็ต้องยอมให้ตามการเคาะของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ย่อมต้องยึดเอาภาพรวมในการเดินหน้ารัฐบาลผสมไปก่อน เพราะไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ภูมิใจไทย ยังไงเสียก็ต้องร่วมหอลงโรงกันไปในระยะหนึ่งพอฟื้นสภาพหลังแห้งเหี่ยวมา 5 ปี คงไม่มีใครอยากให้เกิดอะไรจนรัฐบาลต้องพินพังไปก่อน โดยเฉพาะด่านหินในสภาล่างที่ “ฝ่ายค้าน” ไปยืนรอโหวตแต่ไก่โห่ ซึ่งเกมถัดจากนี้จะอยู่ในสภาพปริ่มน้ำต่อรองสูงกันภายในต่อไปตลอดอายุรัฐบาล

 

 

 

 

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close