ยกที่1วัดใจ”ขั้วที่สาม”

ได้เห็นหน้าค่าตาบรรดาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. และบรรดาสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ที่มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างเป็นทางการในรัฐพิธีเปิดประชุมสภา ที่กระทรวงการต่างประเทศ แถมด้วย “วุฒิสภา” ประชุมที่หอประชุม ทีโอที เลือกประธานรองประธานทันที ก็ได้เห็นกันแล้วสำหรับตัวประธาน ที่แสดงถึงทิศทางบทบาท “สภาสูง” หรือพรรค ส.ว. 250 จะเป็นเช่นที่ คสช. วางพล็อตไว้อย่างไร

ขณะถัดไปวันพรุ่งนี้ (25พ.ค.) หากไม่ผิดคิว ก็น่าจะเกิดความชัดเจนซะทีว่าการ “จับขั้วทางการเมือง” จะออกหัวหรือก้อย กับการประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธาน ซึ่งจะมีการใช้เสียงของส.ส.ของแต่ละพรรคโหวตที่ถือเป็นการ “วัดกำลัง” เทียบ “หน้าตัก” กันเป็นครั้งแรกของขั้วการเมืองในการจะชี้ต่อไปว่าใครรวมเสียงข้างมากได้ก่อนโดยเฉพาะสามารถรู้ได้ทันทีจากท่าทีการส่งคนลงชิงประธานสภาของพรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ที่หากเสียง พปชร. เทหนุนประธาน ส.ส. ฝั่ง ปชป. ก็จะชนะประธานฝั่งเพื่อไทย ที่จะส่ง “ความหมาย” ไปถึงการเจรจาที่ “ลงตัว” ในการร่วมรัฐบาลหนุน “ลุงตู่” ไปต่อหรือไม่ของ “การเมืองขั้วที่สาม” ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ที่ปั่นราคาต่อรองกันสูงลิบกับเก้าอี้รัฐมนตรีที่ตัวเองต้องการในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (อ่าน:โหวตปธ.สภา ตอบทุกโจทย์-หน้าตา-อายุรบ.)

กระนั้นเอาเข้าจริงก็น่าสนใจกับปรากฎการณ์เมื่อวาน (23พ.ค.) กรณี “ศาลรัฐธรรมนูญ” รับคดี “โอนหุ้นสื่อ” และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราว “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ กรณี “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” แถลงลาออกจากหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่มี 6 ที่นั่ง ส.ส. และอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ในวันเดียวกัน ที่มีข่าวต่อว่า กรณี “ธนาธร” อาจบานปลายถึง 79 ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ และกรณี “มิ่งขวัญ” อาจจะมี 5 ส.ส. แปรพักตร์ไปเติมแต้มให้ขั้ว “พปชร.” หรือไม่

อย่าลืมว่า ฝ่ายพรรคเพื่อไทยที่มี 7 พรรค มีอนาคตใหม่เหลือ 79 เสียง รวม 244 เสียง หากหายไปอีก 5 ของเศรษฐกิจใหม่จะเหลือแค่ 239 ขณะที่ ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐ 16 พรรค มีอยู่แล้ว 137 เสียง “ขั้วที่ 3″ปชป.ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และชาติพัฒนา 116 โอเค ก็จะได้ 253 เสียงจาก 20 พรรคผ่านด่านแรกสภาล่างตั้งประธานสภาไปได้ ยิ่งหากเติมอีก 5 ก็เท่ากับ 258 ที่ยังไม่นับรวมอีกเกือบ 20 คน ที่มีข่าวว่าให้จับตา 1 กลุ่ม และ 1 พรรคจากขั้วฝ่ายประชาธิปไตย อาจจะออกมาแนววิธีการเดียวกับ“ปชป.”หรือ“เศรษฐกิจใหม่”คือ“หัวหน้าพรรค”ลาออกกรรมการออก โละ“ข้อตกลง”มติเดิม ก็ยิ่งทำให้ขั้วพปชร.แน่นขึ้นทั้งที่ยังไม่นับรวมที่แขวนไว้สอยและส.ส.อนาคตใหม่ ที่อาจได้รับผลกระทบจาก“คดีธนาธร”

ทั้งหมดทั้งมวลกับปรากฎการณ์และแนวโน้ม น่าจะทำให้“ขั้วที่สาม”มองออกว่าควรตัดสินใจอย่างไรกับข้อต่อรองอาจเป็นเพียงการ“บอกผ่าน”และเคาะจบที่ตรงกลาง ที่จะแสดงผ่านผลวัดหน้าตักขั้วการเมืองยกที่หนึ่งในวันพรุ่งนี้

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวน่าสนใจ

Close