ปิดจ๊อบจบดีล-เช็คบิล”ธนาธร”?

แล้วก็เป็นไปตามพล็อตเรื่องโรดแมปที่วางไว้ ที่ทุกสิ่งจะเอวังด้วยประการฉะนี้ กับจังหวะที่มีกำหนดเวลาขีดเส้นตามไทม์ไลน์ไว้ว่าจะต้องมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 24 พ.ค. จากนั้น 25 พ.ค. จะมีการเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกประธานและรองประธานโดยมี “ปู่ชัย” “ชัย ชิดชอบ” ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวประชุมในช่วงบ่ายเพื่อเลือกประธานสภา โดยช่วงเช้าจะเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาในวันเดียวกัน ที่ทำให้ทุกมูฟเม้นท์การเมืองต้องปิดจ๊อบจบดีลและเช็คบิลให้ได้ทันก่อนวันที่ 24 พ.ค. ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ที่เมื่อชัดแล้วในพิธีกรรมการ “เปลี่ยนแม่ทัพ” เป็น “อู๊ดด้า” “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” (15พ.ค.) และขีดเวลาตัดสินใจจะเลือกทางไหนระหว่างร่วมพลังประชารัฐ “หนุนลุงตู่” หรือร่วมกับ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ที่เสนอประเคนเก้าอี้นายกฯให้ ถึงวันที่ 22 พ.ค. เช่นกันกับพรรคภูมิใจไทยของ “เสี่ยหนู” “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ขีดเส้นตัดสินใจไว้วันที่ 20 พ.ค.

ขณะที่หันมาดูกระบวนการรายงานตัวของบรรดา ส.ส. ใหม่เรียบร้อยแล้ว สำนักงานเลขาธิการสภาฯได้ปิดการรับรายงานตัว ส.ส. โดยสรุปยอดมี ส.ส. มารายงานตัวทั้งหมด 497 คนจากที่ กกต. ประกาศรับรอง 498 คน ขาดเพียง 1 คน คือ น.ส.จุมพิตา จันทรขจร ส.ส.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเรียกว่าถือเป็นการ “ปิดจ๊อบ” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่ง ส.ส. เข้าสภาเรียบร้อย

กระนั้นในวันเดียวกัน กกต. ก็รีบประชุมทันทีเพื่อสะสาง “เช็คบิล” ที่ค้างจากการ “ปล่อยผี” ไม่สอยใคร โดยรับรองผลการเลือกตั้งแบบเอาชัวร์ในการคิดคำนวณก่อน (9พ.ค.) โดยเฉพาะรายของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กรณีหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด โดย กกต. มีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อ กกต.ว่า “นายธนาธร” เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบรัฐธรรมนูญ 98 (3)

ทำให้ในวันเดียวกัน “ธนาธร” ได้ออกมาแถลงข่าวว่าเขาและพรรคอนาคตใหม่จะตั้งรัฐบาลและเสนอตัวเป็นนายกฯถัดจากนั้น ได้มีผู้นำคลิปที่ “ธนาธร” ไปพูดกับนักข่าวต่างประเทศคืนวันที่ 15 พ.ค. มาเผยแพร่ โดยมีเนื้อหากล่าวหาว่าหลังวันรู้ผลเลือกตั้งไม่นานและเป็นห้วงหลังจากที่เขาและแกนนำพรรคโดนคดีมากมาย มีผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐโทรศัพท์ติดต่อมาที่มารดาของ “ธนาธร” เสนอให้แบ่งเก้าอี้ ส.ส. 20 ที่นั่ง เพื่อแลกกับการ “ล้างคดีทั้งหมด” ซึ่งแน่นอนข้อกล่าวหานี้ย่อมได้รับการปฏิเสธจากพรรคพลังประชารัฐที่ยืนยันไม่เคยมีการทำเช่นนั้น

กระนั้นประเด็นนี้ก็ถูกขยายไปเป็นวงกว้างถึงความเป็นไปได้หรือไม่กับจังหวะที่กำลังมีการจับขั้วตั้งรัฐบาลของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะฟากฝั่งพรรคพลังประชารัฐที่นาทีนั้นยังลุ้นกับการพลิกกลับไปมาของตัวเลขที่พรรคขนาดเล็ก 11 พรรคยังไม่เกิดขึ้นจากสูตรคิดคำนวณของ กกต. ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เองเวลานั้นก็ยังเป็น “ตัวแปร” ที่ติดเงื่อนไขมาจาก “อภิสิทธิ์” ที่ไม่หนุน “ลุงตู่” จนเกิดข่าวมากมายว่าในพรรค ปชป. เองจะแบ่งเป็นสองซีกแบบปล่อย “ฟรีโหวต” เพื่อคงหลักการซึ่งอาจทำให้ตัวเลข 52 ของ ปชป. มีสัก 20 ที่นั่ง ที่อาจขยับไปมาในท่ามกลางข้อเสนอลดแลกแจกแถมจากฝั่งเพื่อไทย (กรอบ:“ธนาธร”มีแต่ได้เดินเกมขั้ว3ตั้งรบ.-ส่อแพ้ฟาวล์)

กระนั้นข้างต้นถูกมองว่าเอาเข้าจริง ก็เป็นเพียงปฏิกิริยาที่รู้อยู่แล้วว่าสายเกินไปแม้แต่โอกาสการจะรวบรวมเสียงให้เกินกึ่งหนึ่ง 250 ของสภาล่าง เพราะนาทีนี้พรรคฝ่าย “หนุนลุงตู่” นำโดยพลังประชารัฐ ขนาดยังไม่รวม “ก๊กที่สาม” ปชป. ภท. ก็มี 137 ที่นั่งสามารถตั้งนายกฯ โดยผนวกรวม 250 ส.ว. เป็น 387 เสียงแล้ว และหาก “ก๊กที่สาม” โอเคก็มี 254 ที่นั่ง ที่ยังไม่นับรวม “งูเห่า” ใน “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” 2-3 พรรคที่โดนกล่อมให้มาร่วมอีกจำนวนหนึ่ง

ที่ไม่แปลกว่านาทีนี้ข่าวที่ออกมาจาก พรรคพลังประชารัฐจะไม่ได้พูดถึงความสุ่มเสี่ยงในการตั้งรัฐบาลปริ่มน้ำอีก นอกจากกำลังให้น้ำหนักความห่วงใยไปที่การเกลี่ยแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีที่ไปรับปากไว้กับแต่ละพรรค และเรื่องเฉพาะหน้าคือการตัดสินใจจะเอาอย่างไร กับเก้าอี้ประธานสภาล่างและรองฯระหว่างให้พรรคประชาธิปัตย์หรือจะดูเอง เรียกได้ว่างานนี้กระบวนการทุกอย่างถือว่าปิดจ๊อบจบดีลกันแล้วที่เหลือใครจะเช็คบิลใครก็ว่าไป รัฐบาลใหม่ของ “ลุงตู่” ก็จะเดินหน้าไปต่อตามโรดแมปยุทธศาสตร์ชาติลูกเดียว

 

ข่าวน่าสนใจ

Close