ปมหุ้นสื่อ “ธนาธร” บาน?

ดูทรง ตาม “สัญญาณ” น่าจะชัดว่า “ไม่น่ารอด” มาตั้งแต่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติว่ากรณี การโอนหุ้นสื่อของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” มีมูล (23เม.ย.) ให้ส่งคำชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งเจ้าตัวรีบบินกลับจากต่างประเทศ มาเตรียมความพร้อม จนมาถึงวันนี้ (30เม.ย.) ที่เข้าชี้แจงกับ กกต. ช่วงบ่าย โดยก่อนหน้าการเข้าชี้แจง “ธนาธร” พยายามอธิบายต่อบรรดา “ฟ้ารักพ่อ” ทั้งประเด็นกรรมวิธีการโอนหุ้นให้มารดาที่ถูกจับผิดว่าวันที่โอน 8 ม.ค. มีการเดินทางกลับกรุงเทพฯทันจริงหรือไม่ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นกรณีหุ้นไม่มีมูล ไม่มีใครมีหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์โต้แย้งหลักฐานที่เขานำเสนอได้ พร้อมมีการนำหลักฐานการเดินทาง หลักฐานเช็คสั่งจ่ายรวมถึงต้นขั้วมาแสดงเพื่อยืนยันว่ามีการเดินทางกลับมาดำเนินการเรื่องหุ้นตามวันเวลาดังกล่าวจริง

ธนาธร ยืนยันว่าตนไม่ได้ถือหุ้นสื่อในวันที่สมัคร ส.ส. และ กกต. ไม่มีอำนาจในการตั้งข้อกล่าวหาและตรวจสอบตนในประเด็นนี้ โดยหวังว่า กกต. จะเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง เป็นเสาหลักที่เข้มแข็งในการดำเนินการผลักดันสังคมให้กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย ก่อนสำทับว่าหาก กกต. ใช้อำนาจโดยมิชอบ สุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 157 ก็ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการทางกฏหมายกับ กกต. ต่อไป

 

 

กระนั้นก็น่าสนในในทิศทางความเป็นไปในจังหวะที่ กกต. กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดการการเลือกตั้งที่ยังไม่สามารถ “ปิดจ๊อบ” สรุปผลเลือกตั้งได้ซักทีทั้งที่เวลาผ่านมากว่า 1 เดือนแล้วหลังวันหย่อนบัตรขอประชาชน 24 มี.ค. 62 ทำให้ กกต. ต้องออกคำชี้แจงเมื่อวานว่า เหตุเพราะต้องให้เป็นไปตามกฎหมายว่าการเลือกตั้งจะต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมายังมีปัญหาความไม่เรียบร้อยที่มีการร้องเรียนเข้ามา หลายกรณีที่รอการชี้แจงจาก กกต. และก็เป็นประเด็นที่เกิดกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ จ.นครปฐม ที่ร้องให้นับคะแนนใหม่กันหลายรอบ จนเกิดเสียงวิจารณ์ กกต. อีกระลอก อย่างไรก็ตามในทิศทางคดีของ “ธนาธร”นั้นน่าสนใจที่ปมหลักฐานการอ้างว่าโอนกันเองระหว่างแม่ลูก กับ “หลักฐานทางราชการ” ที่มีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด กิจการผลิตนิตยสาร ที่นายธนาธรและภรรยาไปให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นวันหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ศาลยึดจาก “หลักฐานราชการ” เป็นหลัก

ขณะที่เมื่อวาน (29เม.ย.) โฆษกศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีการนำตัวอย่างออกมาฉายอธิบาย จากคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม เพิกถอนการรับสมัครเลือกตั้ง “ภูเบศวร์ เห็นหลอด” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 2 จ.สกลนคร อันเนื่องมาจากการถือหุ้นสื่อมวลชน ห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งอธิบายชัดว่าศาลยึดตามตัวอักษร เมื่อ หจก.จดทะเบียนว่ามีวัตถุประสงค์ทำสื่อด้วย ศาลก็ถือว่าเป็นสื่อ แม้จะชี้แจงว่าไม่ได้ทำสื่อจริงก็ “ฟังไม่ ขึ้น” ที่ยังไม่นับรวมที่ “ศรีสุวรรณ” ไปยื่นร้องให้ตรวจสอบ 11 ส.ส. อนาคตใหม่กับการมีชื่อในบริษัทที่ระบุประกอบกิจการสื่อ (อ่าน : จับตา”หุ้นสื่อ”อาวุธใหม่กกต.สอยว่าที่ ส.ส.)

น่าสนใจว่าในทิศทางภาพใหญ่ที่ออกมา กับ “ธนาธร” และพลพรรค ส.ส.อนาคตใหม่ กับโอกาส “รอด-ไม่รอด” จากปมนี้ซึ่งต้องดูจาก “หลักฐาน” ประกอบ ที่อย่าลืมว่าตั้งแต่แรกที่มีการร่างกติกาในรัฐธรรมนูญนี้มีการเตือนบรรดาพรรคการเมืองแล้วให้ระวังเรื่องการถือครองหุ้นหรือการมีอยู่ในกิจการ ซึ่งพรรคเก่าอย่างประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ภูมิใจไทย ดูจะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีเวลาและมีประสบการณ์เก็บรายละเอียด แต่บรรดาพรรคใหม่ อย่างอนาคตใหม่หรือแม้แต่พลังประชารัฐเองก็ดูจะเก็บรายละเอียดเหล่านี้ไม่หมดจนเกิดอาการดังที่เห็น

ถัดจากนี้ต้องลุ้นว่าหากยึดตาม “ตัวบท” เป๊ะๆแล้วน่าจะมีว่าที่ ส.ส. หลายคน สะดุดกับปมนี้ไม่น้อย และทั้งหมดด้วยเงื่อนเวลาที่เหลือน้อยอีกไม่กี่วันจะ “เส้นตาย” 9 พ.ค. ที่ กกต. ต้องรับรองผลเลือกตั้ง ก็มีโอกาสเช่นกันที่จะมีว่าที่ ส.ส. ตกหล่นถูกแขวนไม่ได้ไปต่อรวมกับ 40 ใน 66 เคสที่รอ กกต. ฟันธง ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลต่อ “สมการ” จับขั้วการเมืองและการตั้งรัฐบาลไม่น้อย

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close