อภินิหารทางกฎหมาย?

น่าสนใจปรากฎการณ์ที่คู่ขนานกันไประหว่าง กรณีล่าสุด (24เม.ย.) ที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยคำร้องที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นถามปม “สูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” ที่ กกต. กังวลว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ กับปมที่ กกต. กำลังพิจารณา ใบเหลือง แดง ส้ม ใน 66 เขต โดยก่อนหน้ามีข่าวว่ามี 40 เขต สุ่มเสี่ยงจะโดน ไม่นับรวม 200 กว่ากรณีที่ได้รับการร้องเรียน และอีกเรื่องกรณีของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” หัวหน้าและเลขาพรรคอนาคตใหม่ กรณี หุ้นสื่อ และปม ม.116 และ 112

โดยกรณี “สูตรคำนวณ” ที่ กกต. ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะสามารถคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 128 ได้หรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 91 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ซึ่งต้องกระทำหลังจากมีการประกาศผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว และข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ใช้หน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายบัญญัติ จึงยังไม่ถือว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. เกิดขึ้นแล้ว

ไม่ควรลืมว่า หลังปิดหีบ 24 มี.ค. และมีการรายงานสรุปผลคะแนนที่ 90 กว่า% บรรดานักวิชาการ รวมทั้งสื่อก็ได้มีการคิด คำนวนตัวเลข ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 กันไปบ้างแล้ว ตาม (1), (2), (3) และ (4) ว่าแต่ละพรรคจะได้ ส.ส.ประมาณกี่ที่นั่ง และเป็นที่มาของการจับขั้ว 7 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย 255 เสียง

ต่อมาเมื่อ กกต. มีการประกาศผลนับคะแนน 100% มีการเปิดเผยถึงวิธีการคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ อีกรูปแบบหนึ่ง ที่คิดตาม มาตรา 128 เช่นกัน แต่ยาวไปจนถึง (7) ที่จะมีการปัดเศษตามจุดทศนิยม เนื่องจากการโอเวอร์แฮงค์ของจำนวน ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ที่ได้ แบบแบ่งเขตมาถึง 137 ที่นั่ง เกินจาก ตัวเลข ส.ส.พึงมีพึงได้มาถึง 26 คน คิดไปคิดมาในสูตรนี้ ตามคำนิยมของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มุ่งหวังให้ทุกคะแนนเสียงมีค่า ไม่ตกทิ้งน้ำ ปรากฏว่า กลายเป็นมีพรรคเล็ก พรรคย่อย ที่มีคะแนนตั้งแต่ 3 หมื่นกว่า เป็นต้นไป จนถึงพรรคที่มีคะแนนเสียง เท่ากับคะแนนกลาง 7.1 หมื่นที่นำมาหารคิดคำนวณตัวเลข ส.ส.พึงมีพึงได้ อีก 10 กว่าพรรค ได้พรรคละ 1 ที่นั่งด้วย และทำให้ ตัวเลขสมการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตย ที่เคยรวมกันไว้ 255 เสียงมีไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา จนนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ ว่า กกต. กำลังหาทางช่วยอีกฝ่ายให้จัดตั้งรัฐบาล จนทำให้ยังไม่มีการสรุปใดๆ ออกมาเกี่ยวกับความชัดเจนของสูตรคิด กระทั่งเกิดแรงกดดันมาที่ กกต. จนต้องตัดสินใจโยนเผือกร้อนนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ศาลเองก็ตีกลับมาให้กกต.ดำเนินการหากมีปัญหาค่อยว่ากัน

แต่ที่น่าสนใจและอาจเป็น “ทางออก” ที่สุดหรือไม่คือการที่วันก่อนผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติ “รับคำร้องไว้วินิจฉัย” กรณี “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ยื่นในเรื่องทำนองเดียวกัน แต่ของเรืองไกรเพิ่มมาตรงว่า ทั้ง 2 สูตรนับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ล้วนขัดรัฐธรรมนูญ และร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งก็น่าสนใจว่า กกต. จะยังคงยืนยันในแนวทางสูตรที่จะมี 27 พรรคหรือ 16 พรรค ที่หากสูตรแรกฝ่าย “พรรคพลังประชารัฐ” จะได้เปรียบ

ขณะที่ตัดภาพมาถึงอีกปมคู่ขนาน ที่ กกต. กำลังพิจารณา ใบแดง ใบส้ม ใน 66 เขต โดยก่อนหน้ามีข่าวว่ามี 40 เขต สุ่มเสี่ยงจะโดน ไม่นับรวม 200 กว่ากรณีที่ได้รับการร้องเรียน ที่ปรากฎมีว่าที่ ส.ส.เขตของพรรคเพื่อไทยโดนประเดิม “ใบส้ม” ไปแล้วเมื่อวาน 1 ใบ ซึ่งประเด็น “ใบส้ม” นั้น น่าสนใจและมีการประเมินวิเคราะห์จากนักสังเกตการณ์การเมือง ว่า หากจังหวะนี้มีการ “หักดิบ” แจก “ใบส้ม” และไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งว่าที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยประมาณ 25 คน เพราะการประกาศรับรองผล 95% คือ 475 คน จะทำให้จำนวน ส.ส.ของพลังประชารัฐเป็นอันดับหนึ่ง มีจำนวน ส.ส. 117 มากกว่าเพื่อไทยที่จะเหลือ 112 คน หากมาแนวนี้ จะถือว่าพรรคพลังประชารัฐมีความชอบธรรมในการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลไปก่อนหรือไม่? เพราะมีจำนวน ส.ส. มากเป็นอันดับหนึ่ง

ส่วนอีกเรื่องกรณีของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” หัวหน้าและเลขาพรรคอนาคตใหม่ กรณี หุ้นสื่อ และปม ม.116 และ 112 นั้นมีการประเมินว่าหากสองเรื่องแรกดำเนินไปแบบครึ่งๆ “ธนาธร-ปิยบุตร” ก็เป็นเรื่องเฉพาะคนที่ถูกจัดการ แต่ผลอาจไม่ถึงตัว ส.ส. ของพรรค แต่ก็มีแนวโน้มจะอ่อนแรงลงจาการขาดหัวและถูกดูด “งูเห่า” ในภายหน้า

ขณะที่จับ “สัญญาณ” จากการเตรียมตัวตั้งประธานสภา ตั้งวิป ของพรรคพลังประชารัฐ และจากท่าทีของ “พล.อ.ประยุทธ์” เมื่อวาน (24 เม.ย.) ที่ยืนยันในฐานะหัวหน้าคสช.มั่นใจว่าสถานการณ์ในวันนี้จะสามารถเลือกนายกฯในบัญชีพรรคการเมืองในสภาและจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะได้กำหนดโรดแม็พไว้แล้วต้องเดินหน้าตามนั้น โดยย้ำว่าทุกอย่างเป็นการเดินหน้าตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งหมดทั้งมวล จึงน่าติดตามว่าเวลาอันงวดใกล้ตาม “เส้นตาย” ที่ กกต.ขีดไว้ 9 พ.ค จะเกิด “อภินิหารทางกฎหมาย” ในสองสามกรณีข้างต้นอย่างไรกับ “ใคร” บ้างซึ่งจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ แต่ก็คงยากจะโต้แย้ง เพราะทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เคยบอกว่า “ถูกออกแบบไว้เพื่อเรา” อยู่แล้ว.

 

 

 

ข่าวน่าสนใจ

Close