การเมืองอนาคตของ Gen Z?

@ยังอยู่ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่หลายคนยังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับมาทำงาน หลังหยุดไปพักผ่อนท่องเที่ยวกับครอบครัวกลับมาสู่ชีวิตจริงกันใหม่ในวันพรุ่งนี้เปิดทำการ ที่รัฐบาล ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี จะมีการประชุม ครม.เดินหน้าประเทศไทยกันต่อไป หลังจากช่วงก่อนวันหยุด (10เม.ย.) ได้รับพรจาก ”ป๋าเปรม” ”พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรี อุ้มสมการันตีแล้วว่ารัฐบาล “ลุงตู่” ถึงใครจะว่า ”ไม่เก่ง” ยังไง แต่ ”ป๋า” ยืนยันว่า “ไม่โกง” แน่นอนแถมพร้อมเป็นกำลังใจให้ทั้งนายกฯและผบ.ทบ.ในการดูแลประเทศชาติ

@ขณะที่ ”พล.อ.ประยุทธ์” เองก็เปิดให้รดน้ำอวยพรในอีกวันถัดมา (11เม.ย.) ท่ามกลางกระแสข่าวโจมตี เคลื่อนไหวของหลายฝ่าย ยื่นตรวจสอบและถอดถอน 7 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อการจัดการเลือกตั้ง ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางสูตรการคิดคะแนนหลังเลือกตั้ง 24 มี.ค. จนถูกวิจารณ์อย่างหนักลามไปถึง รัฐบาล คสช.ซึ่งเป็นผู้ตั้ง “7กกต.เวอร์ชั่น3” ขึ้นมากับมือ ว่าเป็นทั้ง “ผู้วางกติกา” ”กรรมการ” และ ”ผู้เล่น” ในเกมศึกชิงเมือง กระทั่ง “นายกฯลุงตู่” ”รองนายกฯลุงป้อม”และ ”บิ๊กแดง” ต้องเรียงแถวออกมาปรามแรงๆการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆโดยเฉพาะ กลุ่มหน้าตาคุ้นๆขบวนการนักศึกษา 19 สถาบัน ที่เคยเคลื่อนตัวไปพร้อมกับ ”กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่บางส่วน เข้าไปร่วมกับ ”พรรคอนาคตใหม่” ของ ”ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ ”ปิยบุตร” โดยกลุ่มเหล่านี้มีทั้งเคลื่อนผ่านการล่ารายชื่อทั้งในมหาวิทยาลัย และที่สาธารณะ และทั้งในเวปไซต์

@เป็นพรรคอนาคตใหม่ ที่ในจังหวะถัดมาจากนั้น สองแกนนำสำคัญอย่าง ”ธนาธร-ปิยบุตร” กลายเป็น ”เป้าตำบลกระสุนตก” โดนทั้ง ประเด็นการตรวจสอบการโอนหุ้น โดนทั้งประเด็นคดีเก่าปี 2558 ที่โยงใย ”กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่ปัจจุบัน บางตัวละคร อย่าง ” โรม” ได้มาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ ขณะที่ ”ปิยบุตร” โดนไปในประเด็นมาตรา 112 เป็นส่วนใหญ่ โดยทั้งสองแกนนำมีแนวโน้มว่าอาจจะรอดยากจากคดีต่างๆประมาณ 12 คดี แม้ว่าจะมีความพยายามให้ต่างประเทศเข้ามาช่วยเป็นพยานหรือเป็นเกราะอีกชั้นในความปลอดภัย เช่นเดียวกับ ”มวลชน” ”ฟ้ารักพ่อ” ที่ส่วนใหญ่เป็น ”วัยรุ่น” ที่ให้การสนับสนุน

@อย่างไรก็ตามนักสังเกตการณ์ทางการเมืองตั้งข้อสังเกตปรากฎการณ์ ”คนรุ่นใหม่” กับพรรคการเมืองที่มาเติมในช่องว่างระหว่างวัยของการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ ถูกประเมินแต่ต้น ว่ามีคนรุ่นใหม่ ครอบคลุม Gen Z มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2562 หลังจากประเทศไทยเว้นวรรคการเลือกตั้งมาเกือบ 8 ปี มากถึง 13.74% จากที่ในการเลือกตั้งปี 2554 มีเพียง 1.96% โดยพวกเขาถูกปลุกให้ตื่นตัวผ่านตัวแทนคนรุ่นเดียวกันที่เข้าไปอยู่ตามพรรคการเมืองที่หันมาชู ”คนรุ่นใหม่” เป็น ”จุดขายหาเสียง”

@โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ไม่ใช่วัยรุ่นอย่างที่อาจนึกภาพกันไว้ แต่มีอายุตั้งแต่ 18 ถึง 25 ปี และครอบคลุมตั้งแต่นิสิตนักศึกษา ไปจนถึงบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่โลกของการทำงาน ห้าปีที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาล คสช. หมายความว่าคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่เคยแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคการเมืองใดมาก่อน

@น่าสนใจว่า ไม่เพียงแค่จำนวนเท่านั้นที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกมีความสำคัญ ในกลุ่มนี้ คนที่อายุมากที่สุดจะมีอายุ 25 ปี และในช่วงชีวิตที่ผ่านมา พวกเขาได้เห็นการประท้วงใหญ่มาแล้วสามครั้ง คือการประท้วงของกลุ่มพันธมิตร ปี 2549 – 2551 การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ปี 2553 การชุมนุมของ กปปส. ปี 2556 – 2557 รวมถึงผ่านการรัฐประหารมาแล้วสองครั้ง ปี 2549 และปี 2557 และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความรับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ต่างกัน ความทรงจำของการเมืองไทยของคนรุ่นใหม่นั้นก็เต็มไปด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งและความไม่มั่นคง

@น่าสนใจว่า ก่อนวันเลือกตั้ง 24 มี.ค. มีการพบว่า คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลสำรวจโดยนิด้าโพลพบว่า 84.93% บอกว่าจะไปเลือกตั้ง ขณะที่มีการพบว่าก่อนวันเลือกตั้ง คนรุ่นใหม่หาข้อมูลเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และผู้สมัคร นโยบาย การดีเบต ได้ในโลกออนไลน์

@น่าสนใจอีกว่า หากจำได้ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ดูจะต่างจากครั้งก่อน ๆ คือการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ใช้แพลทฟอร์มต่าง ๆ เช่น ทวิตเตอร์ เพื่อกระจายข่าวสาร พูดคุยถกเถียงกับผู้ใช้คนอื่น และแสดงออกเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง กันอย่างคึกคัก

@ โดยหากจำได้ มีช่วงหนึ่ง ที่มีการแสดงปฏิกิริยาผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กทำนองว่า หมดความอดทนต่อความขัดแย้งทางการเมือง และการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โลกออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่คนรุ่นใหม่เห็นว่าไม่ยุติธรรมหรือเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจ อย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งช่วงต้นปี เมื่อมีการประกาศว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้ง แฮชแทค #เลื่อน(แม่)มึงสิ ขึ้นติดอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยมีการใช้แฮชแทคนี้เป็นช่องทางในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าจำกัดสิทธิในการเลือกตั้งของพวกเขา ไม่นับรวมเหตุการณ์สำคัญทั้ง 8 ก.พ. ที่กระทบไปถึงการยุบ พรรคไทยรักษาชาติ วันที่ 7 มี.ค.ที่ปรากฎแฮชแทค #ยุบให้ตายก็ไม่เลือกลุง หรือแม้กระทั่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าตนมีลูก 68 ล้านคน ก็มีการโพสต์ แฮชแทคสวนว่า #ใครลูก…(มึง)สวนขึ้นมาทันที

@นี่จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายความมั่นคง แม้กระทั่งกองทัพ โดย ”บิ๊กแดง” ผบ.ทบ.เองก็ยอมรับว่า ”สงครามไซเบอร์” โลกโซเชียลน่ากลัวกว่าสงครามทางทหารปกติ ขณะที่นักวิชาการหลายฝ่ายประเมิน ว่า ปรากฎการณ์ความสนใจทางการเมืองของ ”คนรุ่นใหม่” กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคล้ายยุคปี 1986 ที่โทรทัศน์เริ่มเข้ามาในบ้านคน ที่ทำให้เกิดการตื่นตัวการเมืองสูงของคนรุ่นใหม่ยุคนั้นที่ถัดมาไม่กี่ปีเกิดการกระเพื่อมทางการเมืองไปทั่วโลกจากพลังของ ”นักศึกษาหัวก้าวหน้า” แม้แต่ในประเทศไทยก็เกิดการตื่นตัวต่อการรับข่าวสาร จะต่างก็เพียงยุคนี้เป็นโลกโซเชียลที่เข้ามามีบทบาทในการติดต่อสื่อสารทั้งรับและส่งข่าวของ ”คนรุ่นใหม่”

@อย่างไรก็ตาม จากผลการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์กับคะแนนพลังประชารัฐ และประหลาดใจกับผลที่ได้รับของพรรคอนาคตใหม่ ที่ทำให้นักวิชาการมีการเริ่มหยิบประเด็น ”ชนชั้น” และ ”รุ่น” หรือ generation และเรื่อง ”เขตเมือง” มาวิเคราะห์จริงจัง ว่าเป็นตัวบ่งบอกว่าทำไมหลายเขตเลือกตั้งจึงตกเป็นของอนาคตใหม่ โดยเฉพาะการเป็นม้ามืดคว้าคะแนนดิบอันดับที่ 1 ในกรุงเทพฯ 800,000 เสียง

@ แม้ด้านหนึ่งจะมีความเซอร์ไพร์ส์ต่อคะแนน popular vote ที่มากมายของพลังประชารัฐที่มีฐานเสียงที่สนับสนุน ปีกอนุรักษ์นิยม, กปปส. เดิม, กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลทหาร, ฝ่ายที่ผิดหวังกับประชาธิปัตย์, ฝ่ายต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยแต่ก็เชื่อว่าคะแนนจะไม่มากขนาดที่ดันพปชร.ทะลุเพดาน และพลิกเอาพรรคประชาธิปัตย์หายไปจากหน้าปัดเมืองหลวง หากไม่เกิดเหตุการณ์ ”ฮ่องกงเอฟเฟ็กต์” 23 มี. ค.ขึ้นมาก่อน

@กระนั้นก็น่าห่วงในช่วงรอยต่อของสถานการณ์ โดยศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองถึง ความขัดแย้งระหว่าง generation ว่าหากไม่สามารถสลายให้ดีๆ มันจะเกิดความรุนแรงได้

@โดยศ.ดร.อรรถจักร มองว่าการเลือกตั้ง ทั้งพลังประชารัฐ ทั้งเพื่อไทย หากยังอยู่ในโหมดเดิม จะไม่เวิร์คในครั้งหน้า โดยการเมืองอาจจะมีพรรคการเมือง ที่จะเดินคล้ายๆ อนาคตใหม่ เกิดขึ้นแต่เป็นอีกปีกหนึ่งและว่า ในช่วงนี้ชนชั้นกลางจำนวนมาก ยังมั่นใจใน ”ลุงตู่” ที่จะรบกับ ”ทักษิณ” โดยมองว่าพรรคประชาธิปัตย์อ่อนเกินไป ซึ่งกลุ่มนี้คือพวกที่ยังหนี ”ผีทักษิณ” ไม่พ้น

@อีกประเด็นหนึ่งคือพรรคเพื่อไทยหรือพลังประชารัฐ ทั้งสองพรรคนี้ ด้านหนึ่งไม่เหมือนกัน แต่ด้านหนึ่งเหมือนกัน ก็คือเป็นความคิดของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมแบบ “รัฐทำให้” เพื่อไทยก็คือรัฐทำให้ พลังประชารัฐก็คือรัฐทำให้ ภายในอุดมการณ์ชุดใหญ่อันนี้ก็คือ ผู้ปกครองเป็นคนดูแลเรา ซึ่งจะแตกต่างตรงที่ว่า“ใคร” เท่านั้น สองอันนี้ไม่แตกต่างกัน
@แต่พรรคที่แตกต่างคือ ”อนาคตใหม่” ที่กำลังจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมใหม่ ซึ่ง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ หรือทั้งหมดนั้นเหมือนเดิม คืออยู่ในปีกนี้ ความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งภายในปีกเดียวกัน แต่ความขัดแย้งที่หนักคือความขัดแย้งอีกปีก คืออนาคตใหม่ เพราะจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมอีกแบบ ถ้าดูสิ่งที่ ”ธนาธร” ”ปิยบุตร” พูด เริ่มจะทำให้รัฐกลายเป็นผู้เกื้อหนุนให้สังคมเข้มแข็งขึ้น และสังคมจะเป็นคนคอยจัดการเรื่องต่างๆ ถ้าทำแบบนี้แล้วปีกนี้จะไปได้ ส่วนอีกสองปีกจะตายทั้งคู่

@ทั้งหมดทั้งมวลเป็นส่วนหนึ่งในข้อสังเกตจากหลายฝ่ายที่ต้องติดตามต่อว่าการเมืองในอนาคตจะเคลื่อนผ่านความขัดแย้งปัจจุบันไปสู่ภาพที่ “คนรุ่นใหม่” ที่โตมาพร้อมภาพความขัดแย้งชิงอำนาจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะสามารถขึ้นมามีบทบาทในแต่ละพรรคการเมืองได้จริงหรือไม่.

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close