ธนาธร-ปิยบุตร-อนาคตใหม่?

แม้ว่าจะประวิงเวลาแห่งคดีออกไปได้อีกจนถึง 15 พ.ค. ที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จะต้องชี้แจงข้อกล่าวหา กระทำความผิดตาม กม.อาญา ม.116 ข้อหายุยง ปลุกปั่น ช่วยเหลือผู้ก่อเหตุวุ่นวาย หลังจากที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปเมื่อวันเสาร์ (6เม.ย.) ที่ผ่านมา

ท่ามกลางการให้กำลังใจของมวลชน “ฟ้ารักพ่อ” ที่ส่วนใหญ่เป็น “เยาวชนคนรุ่นใหม่” ไม่นับรวมข้อกล่าวหาตรวจสอบการโอนหุ้นก่อนหน้า ที่ก็เช่นเดียวกับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่อยู่ในอาการไม่ต่างกันจากข้อกล่าวหา ม.112 และการนำคลิปเก่าหลายปีก่อนที่เคยบรรยายทางวิชาการในเรื่องการเมืองกับสถาบัน มาปล่อยโจมตีผ่านโลกโซเชียลและมีความพยายามดำเนินคดี รวมไปถึงปฏิบัติการข่มขู่ของฝ่ายรักสถาบัน ที่หากย้อนถอยกลับไปจะพบร่องรอย ที่ปรากฎหลังจากตัวเลขผลเลือกตั้งของ “พรรคอนาคตใหม่” ปรากฎเป็น “ม้ามืด” ทะลุขึ้นมาเป็นอันดับสามต่อจาก “พรรคพลังประชารัฐ” ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ว่า แทนที่พรรคอันดับ 1 , 2 ที่ชิงเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลจะถูกโจมตี กล่าวหา กลายเป็นว่าพรรคอันดับ 3 พรรคหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยบริหารประเทศมาก่อน กลับเป็น “ศัตรูหลัก” ของประเทศ ถูกโจมตีอย่างหนัก ด้วยคลิป ข่าว บทวิเคราะห์ในหน้ากระดาษหนังสือิมพ์ จอทีวี เฟซบุ๊ค ไลน์ ฯลฯ ด้วยข้อกล่าวหาที่มีโทษ “ถึงตาย” โดยเป็น“จังหวะ”หลังมีการเคลื่อนไหวยื่นถอดถอน 7 กกต. ของกลุ่มนักศึกษา 20 สถาบัน ที่เกิดเสียงปรามเข้ม จากทำเนียบฯว่าด้วย “คนดี-คนไม่ดี” และแรงเร้าสอดรับกันจาก บก.ทบ.ผ่าน “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ว่าด้วย “ซ้ายจัดดัดจริต” (2เม.ย.)

กระทั่งมาสู่การออกหมายเรียกทั้งสองในวันถัดมา (3เม.ย.) น่าสนใจว่าหลังปรากฎท่าทีดังว่าจากฝ่ายต่างๆทั้งฝ่ายความมั่นคงและผู้คนส่งผลให้หลายฝ่ายไม่สบายใจกับบรรยากาศ “คล้ายเหมือน” สถานการณ์ขัดแย้งแบ่งฝ่ายในห้วงปี 2556-2557 จากขัดแย้งทางความคิดมาสู่การกระทบกระทั่งรุนแรงขั้นจราจลปะทะกัน จนนำมาสู่เงื่อนไขที่ไม่สามารถยุติลงได้ กระทั่งกองทัพต้องเป็นตัวกลางนัดทุกฝ่ายคู่ขัดแย้งมาคุย และทุบโต๊ะยึดอำนาจในที่สุด หากจะต่างในครั้งนี้ก็คือคู่ขัดแย้งต่างความคิดกลับกลายเป็นระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับเหล่าบรรดา “ผู้ใหญ่” ในบ้านเมือง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มสนับสนุน “ธนาธร -ปิยบุตร” ในจำนวนไม่น้อยทั้งจากข้อเท็จจริงผ่านคะแนนเลือกตั้งและจากปรากฎการณ์ “เซฟธนาธร” ที่หากมีสภาพการณ์อื่นแทรกซ้อนที่มุ่งไปที่การกระทำไปที่ตัวบุคคลถัดจากนี้เพื่อขยายความ “ขวาพิฆาตซ้ายดัดจริต” ดังเช่นภาพการข่มขู่คุกคามผ่านโซเชียลหรือของอดีตบิ๊กตำรวจ หรือ ความพยายามปลุกเร้าความเกลียดชังจาก “คนดัง” บางรายสภาพการณ์ก็จะไหลไปสู่จุดอันตราย และอาจส่งผลสวิงกลับสู่ฝ่ายอำนาจอย่างรุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะอย่าลืมว่าการเสาะแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงของคนรุ่นใหม่ยุคนี้แทบไม่ต้องพึ่งพา “สื่อมวลชน” แล้ว โดยสามารถเข้าตรวจสอบถึงข้อมูลข้อเท็จจริงผ่านเทคโนโลยี ที่สามารถได้ข้อมูล อดีต ปัจจุบัน เพื่อประเมินภาพการณ์ หรือแม้กระทั่งการรวมพลัง “แสดงออก” ที่ไม่จำเป็นต้องใช้การเดินขบวนบนท้องถนนดังเช่นขบวนการนักศึกษาในอดีต หากแต่มี “โซเชียลเน็ตเวิร์ค” เป็นเครื่องมือการเคลื่อนไหวอย่างมีพลังอย่างไม่จำกัดซึ่งพรมแดนประเทศ ซึ่งภาพร่างวิถีคนรุ่นนี้สะท้อนผ่านปฏิบัติการหาเสียง ของพรรคอนาคตใหม่ที่แสดงให้เห็นถึง “ความต่าง” อย่างมีนัยยะสำคัญ

ดังนั้นส่วนหนึ่งทำให้นักวิเคราะห์การเมือง มองว่า ธนาธร – ปิยบุตร – อนาคตใหม่ อาจจะกลายเป็น จุดชี้เป็นชี้ตาย ฝ่ายอำนาจกับศึกชิงเมือง โดยเฉพาะยิ่งหากขบวนการจัดการกับ ธนาธร – ปิยบุตร – อนาคตใหม่ กำลังเดินไป ทั้งทางกฎหมาย ทั้งอำนาจรัฐ ทั้งด้านมวลชน แล้ว ไม่มีการทำอะไร ก็เท่ากับ คสช. พรรคการเมืองหนุน คสช. และมวลชนหนุน คสช. จะถือว่าแพ้ทางการเมืองหรือไม่ ขณะเดียวกันหากมีการใช้กฎหมาย ใช้อำนาจรัฐ จับกุม ยุบพรรค ก็อาจจะทำให้ “ธนาธร” และ “พรรคอนาคตใหม่” ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น ที่สำคัญหากการปลุกเร้าไปถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ใดที่เป็นอันตรายกับ “ธนาธร ปิยบุตร” ในวงถัดไปจากนี้ ก็ยิ่งเกิดผลกระทบต่อ คสช. และรัฐบาลอาจถึงขั้นให้ คสช. และรัฐบาล มีอันเป็นไปอย่างรวดเร็วได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนยุค 14 ตุลา 2516 หรือไม่?

ข่าวน่าสนใจ

Close