สูตรลับกกต.อันตราย?

ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (5เม.ย.) มีข้อสรุปออกมาจาก “ศูนย์ปฏิบัติการข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)” เกี่ยวกับวิธีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แบบที่พรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 25 พรรคจะได้รับการจัดสรรที่นั่งให้ โดย กกต. บอกว่าวิธีการคำนวณนี้เคยได้เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาก่อน ซึ่งมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 และ 129 และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบบเลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน หรือไม่ให้มี ‘คะแนนเสียงทิ้งน้ำ’

อย่างไรก็ตาม เมื่อหลายฝ่ายทดลองใช้วิธีการคำนวณที่ กกต. ชี้แจงตามสูตรนี้ จะพบว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้มีพรรคการเมืองในสภาอย่างน้อย 27 พรรค จากพรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้งและได้คะแนนเสียงจำนวน 77 พรรค ขณะเดียวกันก็มีอีก 50 พรรคการเมืองที่เหลือไม่ได้ที่นั่งในสภาเลย ดังนั้นประเด็นเจตนารมณ์ที่ว่า “ระบบเลือกตั้งใหม่” ทำให้คะแนนเสียงของประชาชน “ไม่ถูกทิ้งน้ำ” จึงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเพราะมีคะแนนของพรรคที่ไม่ได้ที่นั่งรวมแล้วกว่า 5 แสนคะแนน ทั้งนี้ยังไม่นับรวมคะแนนที่หล่นน้ำในส่วนของพรรคการเมืองที่ได้คะแนนก่อนหน้าอีกนับแสนเช่นกัน ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้แม้ช่วงวันหยุดที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมาจะมีข่าว “ธนาธร” ไปรายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหาท่ามกลาง “ม็อบฟ้ารักพ่อ” ที่มากันแน่นหน้า สน.ปทุมวัน แรงขึ้นหน้า 1 แต่ ประเด็น “ตกผลึกสูตร” ที่เกิดพรรคเล็กพรรคละ 1 ขึ้นมาอีก 13 พรรครวมทั้งหมด 27 พรรค ที่ทำให้ ที่นั่งของอนาคตใหม่หายไป 8 ที่นั่ง ของ กกต. ก็หาได้เงียบงันไปตามสถานการณ์ไม่ หากแต่ยิ่งเกิดความเคลื่อนไหวคู่ขนาน และต่อยอดจากการเคลื่อนไหวเดิม ของเครือข่ายนักเรียนนักศึกษา 20 สถาบัน ที่เคยเคลื่อนไหวกันก่อนหน้านี้ในการล่ารายชื่อถอดถอน กกต. ที่ครั้งก่อนทำให้ “บิ๊กแดง” “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ต้องออกมาปรามแรงๆขนานคู่ไป

 

 

กับ “สัญญาณ” จากทำเนียบฯ หากแต่ครั้งนี้มีภาพผสมจากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ เข้ามาพร้อมๆกับภาพแอ๊คชั่นจากบรรดา “นักร้อง” อย่าง “เอกชัย พงษ์กังวาล” “ทนายอานนท์ นำภา” ที่ออกมาเป็นม็อบกลุ่มย่อมตามจุดต่างๆ แม้กระทั่งฝั่งนักวิชาการ อดีต กกต. ก็ทยอยออกมาเตือน โดยทุกส่วนพุ่งเป้าถล่มไปที่การทำงานของ กกต. กับข้อครหากล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายการเมืองบางพรรคหรือไม่? โดย กกต. เองนอกจากจะแก้สถานการณ์ด้วยการะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหาลงชื่อถอดถอนแล้วทำไ้ด้แค่ให้ “ศูนย์ปฏิบัติการข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง” ออกมาชี้แจงตอบโต้กรณีข้อกล่าวหาจาก “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ที่เรียกร้องให้กกต.ยึดหลักการ และไม่ยอมกระทำการใดๆที่สุ่มเสียงต่อการกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อสนองความต้องการสืบทอดอำนาจ โดยชี้ประเด็นการนับจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ให้นำจำนวน สส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ไปจัดสรรให้พรรคการเมืองที่ได้ สส.เขต น้อยกว่า สส.พึงมี ตาม ม.91(2) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม ม.91(2)” “ดังนั้น ส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมือง จะได้รับ จะมีมากกว่าจำนวน ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91(2) ที่กำหนดจำนวนพึงมีไว้จนถึงทศนิยม 4หลัก ไม่ได้!!”…หากมีผลลัพธ์ใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณจากกฎหมายลูกฉบับใด และฟังวิธีการจากผู้ใดมา ก็ไม่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้

เช่นเดียวกับ “โคทม อารียา” อดีต กกต.และอดีตประธานองค์กรกลาง ที่ทดลองคำนวณ จำนวน ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และมาตรา 128 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ผลปรากฎว่า การคำนวณที่นั่ง ส.ส. แบบมีพรรคการเมือง 16 พรรค โดยคิดเฉพาะพรรคการเมืองที่มี ส.ส. พึงมีมากกว่า 1 คน เท่านั้น น่าจะเป็นสูตรที่ถูกต้องที่สุด ดังนั้นจึงกิดข้อสรุปที่ว่า “ส.ส. พึงมี พรรคใดต่ำกว่า 1 คน จะจัดสรรให้พรรคนั้นมี ส.ส. 1 คนไม่ได้” กล่าวโดยรวมถือว่าหลังจากแรงบีบจากรอบทิศทางราวตำบลกระสุนตก จนทำให้ กกต. ต้องเร่งประกาศคะแนน 100% และมีการคำนวณสูตรจนเกิดความสับสนกันไปทั่ว ว่าจะเลือกสูตรไหน กระทั่งมาถึง “สูตรลับฉบับ กกต.” ที่ยืนยันว่าทำตามตัวบทกฎหมายเป๊ะๆ แต่ก็ยงมี “จุดอ่อน” ถูกย้อนหลักคิดคำนวณจนทำท่าว่าจะเป็นปัญหากระทบไปหมดทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายที่ได้รับผลกระทบกับที่นั่ง ส.ส. ที่หดลงไป หรือแม้กระทั่งบรรดาพรรคที่ได้ 1 ที่นั่งแล้วถัดจากนี้ไปจะถูกคิดใหม่ให้ต้องหลุดจากเก้าอี้ที่ได้มาแบบฟลุ๊คๆ..

ทั้งนี้ต้องติดตามต่อว่า กกต.จะฝ่าวงล้อม รอบนี้ไปได้อย่างไร ที่ยังไม่นับรวม การจรดจ่อ จะมีการพิจารณาปมประเด็นร้องเรียนการเลือกตั้งอีกนับร้อยเคสเตรียมแจกใบเหลืองแดงใบดำ ใบส้ม ที่ก็ถือว่าจะมีผลต่อตัวเลข สมการการคิดใหม่เช่นกัน ซึ่งก็ยังไม่นับรวมปัจจัยเหตุที่จะเกิดกับ “ตัวละคร” สำคัญของบางพรรคที่ย่อมส่งผลถึงพรรคเหล่านั้น และการรวมตัวของพรรคเสียงข้างมากด้วยเช่นกัน.

ข่าวน่าสนใจ

Close