ขวา(พิฆาต)-ซ้าย(ดัดจริต)?

ยังไม่ทันขาดคำ”บิ๊กแดง””พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์”ผบ.ทบ.กับแฮทแท็กคำ #อย่ามาซ้าย หรือ #ซ้ายจัดดัดจริต วันวาน (2เม.ย.) ที่ส่งสัญญาณขู่แรงๆ ไปถึง ใครต่อใครในฟากฝั่งพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่มีธีมหาเสียงแบ่งแยกกับ “ฝ่ายสืบทอดอำนาจ คสช.” แม้ไม่เอ่ยชื่อแต่พิกัด “ตำบลกระสุนตก” บ่งชัด “เป้า” ว่าจะหมายไปถึงใครกลุ่มไหนไปไม่ได้นอกจาก เครือข่ายกลุ่มนักศึกษา 20 สถาบันที่กำลังออกมาเคลื่อนไหวล่ารายชื่ออดถอน 7 กกต. โดย “โฟกัสเป้า” ที่แกนนำนักวิชาการ ที่เป็น “เครือข่าย” และเป็น “เนื้อใน” “แบ็คอัพ” ให้กับ “พรรคอนาคตใหม่” ที่โมงยามนี้ กับการได้ซึ่ง 88 ว่าที่ส.ส.ถือเป็น “กองกำลังสำคัญ” เป็นลมใต้ปีก ให้กับฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย ให้มีความ “เป็นต่อ” ในการรวม “เสียงข้างมาก” 250 ในสภาผู้แทนราษฎรได้ก่อน และชิงแถลงจัดตั้งรัฐบาลในยกแรกหลังวันเลือกตั้ง (24มี.ค..) ภายใต้ข้ออ้างอ้างรวมศูนย์ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย”

พลันวันนี้ (3เม.ย.) “ผลลัพธ์แรก” ก็ปรากฎผ่าน “หมายเรียก” จาก สน.ปทุมวัน ไปยัง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่..โดยกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ก่อความกระด้างกระเดื่องหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ และให้ไปรายงานตัวที่ สน.ปทุมวัน วันที่ 6 เมษายนนี้ เวลา 10.00 น. โดย “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมบอกว่าไม่ได้เป็นการสกัดคู่แข่งแต่ที่ “ธนาธร” โดน ม.116 ออกหมายเรียก เพราะเป็นเรื่องความมั่นคง ตามกฎหมายที่ต้องรอ จนท.สอบสวนอีกทีจะผิดหรือไม่ยังไม่รู้แล้วแต่เจ้าหน้าที่ มีกฎหมายอยู่ไม่ต้องห่วง ว่าจะแรงหรือไม่แรง ทุกอย่างทำตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติตามกฏหมายเพราะจะต้องมีการสืบสวนสอบสวน และเราก็ไม่รู้ว่าใครทำอะไรไว้บ้าง

 

 

แน่นอนท่าทีออกมาส่งสัญญาณเป็น “ม็อตโต้” แรงๆแนวดุดันแข็งกร้าวในท่วงทำนองลักษณะเดียวกันใน “เป้าหมาย” ที่การป้องกันปัญหาการเคลื่อนไหวก่อความวุ่นวายของกลุ่มชุมนุม โดย “ผบ.ทบ.” ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น “อย่าล้ำเส้น” “หนักแผ่นดิน” หรือแม้กระทั่งการตบเท้าแสดงพลังของนายทหารคุมกำลัง จนมาถึง ล่าสุดกับเสียงคำราม “อย่ามาซ้ายจัดดัดจริต” นั้น

หากย้อนถอยกลับไปตรวจสอบร่องรอยความถี่ จะพบสัญญาณ “คู่ขนาน” กับ หน.คสช. อย่าง “ลุงตู่” แทบทุกครั้งคราแม้แต่ครั้งนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็น “ปกติ” ในฐานะบทบาท ผบ.ทบ. ที่เป็น เลขา คสช. ด้วยย่อมปกป้องผู้บังคับบัญชาที่เป็น “นายกฯ” ด้วยในโลกใบแรกที่ “ลุงตู่” ยังไม่เข้าสู่กระบวนการ “เปลี่ยนผ่านอำนาจ” จาก “การเลือกตั้ง”

ที่หากแต่จะต่างในครั้งนี้ก็คือในจังหวะ “ได้-เสีย” ทางการเมืองหนนี้ อาจถูกมองได้ว่ามีส่วนช่วยทางการเมืองให้กับ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่กำลังก้าวข้ามมาสู่โลกใบที่สอง คือการแต่งตัวรอเป็นนายกฯ ในฐานะ “แคนดิเดตนายกฯ” จากพรรคพลังประชารัฐ หาใช่ “นายกลุงตู่” ผู้สวมหมวก หัวหน้า คสช. ไม่ (กรอบ : “อย่าซ้ายจัด แล้วดัดจริต”สอยการเมืองขั้วตรงข้าม)

แน่นอนว่าจากคำกล่าวดุดันของ “ผบ.ทบ.” ที่บอกว่าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ด้านหนึ่งได้ก่อปฏิกริยา “ตอบโต้” จากขั้วข้างฝ่ายตรงข้ามอำนาจรัฐ คสช. โดยเฉพาะ นักการเมืองฝั่งฝ่ายที่อ้างว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และ ขบวนการนักศึกษา ที่กำลังขับเคลื่อนล่าชื่อถอดถอนกกต. และรวมถึงการเคลื่อนของ”ขบวนการฟ้ารักพ่อ”ในโซเชียลที่เริ่มมีการติดแฮทแท็กเซฟธนาธร(#SaveThanathone)

น่าสนใจว่าหนนี้จากเสียงของ ผบ.ทบ. ที่พูดไปถึง กลุ่มอุดมการการเมืองฝ่ายซ้ายดัดจริต ของอีกขั้วข้าง ในด้านหนึ่งทำให้ คนรุ่นใหม่ทั้งหลายได้กลับไปศึกษาร่องรอยประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายในอดีตที่เกิดปรากฎการณ์ “ขวาพิฆาตซ้าย” ยุค “พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร” และปรากฎการณ์ “ผีคอมมิวนิสต์” ว่าใครเป็นใครใครขวาใครซ้าย ใครถูกกระทำ ใครกระทำ ใครที่ก่อให้เกิดความสูญเสียของบ้านเมืองอย่างไร และสถานการณ์ซ้ายดัดจริต คืออะไร

แต่ในด้านหนึ่งก็น่าห่วงในสัญญาณการแบ่งแตกแยกทางความคิดที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง ที่รับรู้กันอยู่ ว่ามันยังคงซุ่มซ่อนรอคอยการปลุกประทุ โดยเฉพาะไม่ควรลืมว่า การเมืองในห้วง 5 ปีนับแต่วันที่22พ.ค.2557 ที่ “สงบ” ลงจากเหตุการณ์ความวุ่นวายขัดแย้งของคนในชาติ ในปี 2556 ข้ามปี 2557 จากการปะทะจากการชุมนุมของ กปปส.โดย “ลุงกำนัน” “สุเทพ เทือกสุบรรณ” กับฝ่ายรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ที่ถูกระบุว่ามีเงาของ “พี่ชาย” อยู่ข้างหลัง ด้านหนึ่งต้องยกให้เป็นผล งานถนัดของ คสช.นำโดย “นายกฯลุงตู่” ที่ประกาศว่าเข้ามาเพื่อ “ปฏิรูป” คลี่คลายปัญหาความขัดแย้งแบ่งแยกของคนไทย

กระนั้นก็ไม่ควรลืมเช่นกันว่าหลังวันเลือกตั้ง 24 มี.ค. “รัฐบาล คสช.” ซึ่งหากตามปกติคือ “รัฐบาลรักษาการ” ที่ปิดจ็อบสรุปงาน รอแค่ส่งมอบให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง แม้จะ “นายกฯคนเดิม” แต่ก็ถือว่าเป็นการ “เปลี่ยนผ่าน” สู่ “รัฐบาลปกติ” ที่ “โหมดความมั่นคง” ในท่วงทำนองที่บอกว่ายัง “ไม่มั่นคง” ยังไม่สงบเรียบร้อยยังแตกแยกขัดแย้งจนอาจต้องใช้กำลังควบคุม ไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะย่อมกลับกลายเป็น “คำถาม” ใน “คำตอบ” ถึงผลงานการรักษาความสงบแก้ปัญหาความแตกแยกอันเป็นภารกิจของ คณะ คสช. 5 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close