ไปให้สุด..แล้วหยุดที่”ลุง”

วันนี้ (22มี.ค.) ถือเป็นคืนสุดท้ายแล้ว สำหรับการเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงของบรรดาพรรคการเมือง ก่อนที่จะ “เก็บงาน” สุดท้ายจริงๆ ขึ้นขบวนรถแห่กวาดคะแนนตกหล่นพรุ่งนี้ (23มี.ค.) สายๆ ของแต่ละพรรคในจุดยุทธศาสตร์ มีเวลาไปจนถึง 18:00น. กลับไปรอลุ้นการเปิดหีบบัตรให้ประชาชนออกมาลงคะแนนว่าจะเลือกผู้สมัคร ส.ส. คนใดในวันอาทิตย์นี้ (24มี.ค.)

ที่ทุกคะแนนของประชาชนจะมีความหมายอย่างมาก เพราะเพียงกากบาททีเดียว “คะแนน” จะถูกยกกำลังสามคือมีผลนำไปคิดเป็น “คะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ” หรือ “ปาร์ตี้ลิสต์” และมีผลไปถึงตัว “แคนดิเดตนายกฯ” หากพรรคการเมืองนั้นได้คะแนนรวม ส.ส. สองแบบแล้ว ได้จำนวน ส.ส. มากที่สุด และสามารถรวมเสียงพรรคอื่นได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรคือ 251 เสียงก่อนจัดตั้งรัฐบาล อันเป็นไปตามปกติการเมืองที่ผ่านมา ที่ให้โอกาสกับ พรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากสุดเป็นผู้ขยับไปอีกขั้นตอนการรวมเสียงให้ได้เสียงข้างมาก จากนั้นมีการตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานรัฐสภา ที่จะนำชื่อนายกฯถวายกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อโปรดเกล้า

หากแต่สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำลังถูกใช้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจของ “รัฐบาล คสช.” นั้นมี “ตัวแปร” เพิ่มขึ้นมาเกี่ยวข้องกับกระบวนการโหวตตั้งนายกรัฐมนตรีนั่นคือ “250 ส.ว.” ที่รัฐธรรมนูญให้การตั้งนายกฯต้องใช้เสียงเกินครึ่งของ “รัฐสภา” นั่นคือ 376 เสียงจาก 750 ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาว่าแม้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคการเมืองไหนใน “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” จะชนะได้เสียงมากสุดก็ใช่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายๆ เพราะถึงแม้จะรวมกับพรรคอื่นๆ ได้ถึงกึ่งหนึ่งก่อนก็ยังยากที่จะได้เก้าอี้นายกฯเพราะ “พรรค ส.ว.250” ก็ถูกมองว่ายังไงก็รอ “หนุน” “ลุงตู่” ไปต่อ ด้วยมาบวกรวมกับ พรรคพลังประชารัฐ พรรคกองหนุน แค่เพียงข้ามเส้นคะแนน 126 มาก็จะเกิดแรงดึงดูดให้พรรคต่างๆ เข้ามาร่วมในขั้วนี้ นั่นหมายความว่าโอกาสของพรรคกองหนุน “ลุงตู่” ในการเป็นรัฐบาลมีมากกว่า ตั้งแต่เป้าจำนวนที่เริ่มที่ 126 ก่อนไปที่ 251 และ 376 ขณะที่ขั้วตรงข้ามต้องทำด่านแรกให้ได้ 251 ก่อนไปให้ได้ 376

 

 

ด้วยเหตุแห่ง “สมการ” ที่ถูกวางไว้อย่าง “ได้เปรียบ” ทำให้ระยะหลังก่อนเข้าโค้งสุดท้าย ด้วย “ตัวแปร” การคิดและด้วยผลสำรวจที่ก้ำกึ่งในอันดับของ “พรรคพลังประชารัฐ” ทำให้หลายพรรค แม้แต่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือ “ภูมิใจไทย” ที่ถูกมองว่าอยู่ขั้วข้างเดียวกัน ก็ทำท่าว่าจะมี “ข้อแม้” กับ “เจ้าของสมการ” อยู่บ้าง กระทั่งบางพรรคเจออาการกระเพื่อมภายในให้สะดุดต้องหยุดโหมเรียกราคาขณะที่บางพรรคก็เริ่ม “นิ่ง” กับ “สัญญาณ” ข้อมูลใหม่ที่เข้ามาอันสอดรับกับข่าว “กระสุนดินดำ” มากกว่า10หลักที่หล่นโครมไปแถวจังหวัดใหญ่ในอีสาน ที่สื่อเป็น “นัย” ถึงความเอาจริงเอาจังในภารกิจของเจ้าของ

จนมาถึงช่วงโค้งหักศอกสุดท้ายที่ไม่แปลกที่เราจะเริ่มเห็น “ไม้เด็ด” ของแต่ละฝ่ายที่งัดออกมาเป็นทั้งแคมเปญและวาทกรรม ประหนึ่งเสียงขู่ไปถึง “ผู้คน” และคำรามไปถึง “คนกันเอง” และการดิสเครดิต กันผ่านเครื่องมือในโซเชียลมากมาย รวมถึงความพยายาม “ดักทาง” การไปสู่ “สมการ” ผ่าน 250 ส.ว. (อ่าน : แคมเปญกระชากใจส่งท้ายหาเสียง)

ข้างต้นยังไม่นับรวมอาการ “กระเพื่อม” ใต้น้ำ ที่อาจเป็น “สึนามิ” หลังเลือกตั้ง จากบรรดาคดีความข้อกล่าวหาผิดกฎหมายเลือกตั้งที่เกิดขึ้นแบบซัดกันนัว หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมพฤติการณ์ระหว่างนี้ ที่อาจถูก “ขยายผล” จนเป็นเหตุให้ “งูเห่า” ปรากฎตัว เป็น “ตัวแปร” ความเปลี่ยนแปลงของ “สมการ” ตั้งรัฐบาล

ทั้งหมดทั้งมวลจึงน่าสนใจติดตามยิ่งว่าบรรดาปรากฎการณ์การขืนสู้จากขั้วตรงข้ามอำนาจปัจจุบัน และการต่อรองจากพรรคฝั่งเดียวกัน ที่เกิดขึ้นไปตามครรลองการ “ออกแบบกติกา” ที่กำลังปรากฎในท่วงทำนอง “ไปให้สุด..แล้วหยุดที่ ลุง” ก่อนผ่านสู่ “การเลือกตั้ง” จะสรุปภาพออกมาอย่างไรจากผลการเลือกตั้ง ที่ยังไม่มีใครรู้ว่า จะเป็นเพียง “พิธีกรรม” นำไปสู่ “ความชอบธรรม” หรือจะมีความหมายมากกว่านั้นหากประชาชนที่รอมา 8 ปี จะออกมาแสดงพลังกันอย่างมืดฟ้ามัวดินให้บรรดา “ผู้เล่น” ในเกม “ชิงเมือง” ต้องเกรงใจหากจะทำอะไรนอกลู่นอกทาง.

 

 

 

 

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close