จะ”ไปต่อ”แบบไหน?

คู่ขนานกันไปกับภาพบรรยากาศประชาชนแห่มาลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 80% ที่คาดหมายกันว่าเป็นเงาสะท้อนภาพบรรยากาศวันเลือกตั้งใหญ่ 24 มี.ค. ขณะความเข้มข้นทาง “การเมือง 3 ก๊ก” ก็เร่งเร้าความเข้มข้นเกือบถึงขีดสุดของการ “ชิงแต้มนำ” ตั้งรัฐบาลของ3พรรคหัวขบวนอย่าง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ

ที่น่าสนใจคือ กลายเป็นว่า “คู่กัดหลัก” ที่ห้ำหั่นกันดุเดือดผ่านการแผ่รังสีอำมหิตบนเวทีปราศรัยหาเสียงก่อนผลการเลือกตั้งจะปรากฎ กลับกลายเป็น ประชาธิปัตย์ กับ “รวมพลังประชาชาติไทย” ของ “ลุงกำนัน” ที่เป็น “กองหนุนหลัก” ให้ “ลุงตู่” ในเครือข่าย “พลังประชารัฐ” เข้าฟัด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ประกาศ ไม่สนับสนุน “ลุงตู่” สืบทอดอำนาจ ที่ “ลุงกำนัน” แรงลามปามถึงพรรคหรือแม้แต่การตอบโต้ “นายหัวชวน”

เป็น “พรรคประชาธิปัตย์” และ “อภิสิทธิ์” หัวหน้าพรรค ที่อย่าลืมว่าแคมเปญระยะหลังที่ออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางโซเชียล นอกจากการลุยหาเสียงทุกพื้นที่ และร่วมทุกเวทีแล้ว ยังมุ่งไปที่คอนเซ็ปต์หลักในการประกาศจุดยืน “ไม่เอาทุจริตไม่เอาสืบทอดอำนาจ” คือ “ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ” สืบทอดอำนาจ ไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย ที่ก็ดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ถือเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ซึ่งประกาศหนุนนายกที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน

 

 

ในขณะที่อีกก๊กอย่าง “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคพันธมิตร” นั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีทางที่จะร่วมได้กับ 2 ก๊กแรก พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ที่พลังประชารัฐ ลุงตู่ มี 250 ส.ว. ในกระเป๋านำไปแล้ว เพียงต้องการด่านแรก 126 เพื่อตั้ง “ลุงตู่” เป็น “นายกฯ” ก่อนตามสูตร “ไปต่อ” ที่เขียนไว้ จากนั้นค่อยดึงพรรคต่างๆมาเติมให้ถึง 251 เพื่อเพลย์เซฟในเสถียรภาพรัฐบาลในสภาล่างฯก็ต้องหาให้ได้ที่ “สุริยะ” “สมศักดิ์” เคยบอกว่า พปชร. ควรได้มา 130-150 เสียง จึงจะชอบธรรมในการเป็นแกนตั้งรัฐบาล

ในขณะชีวิตจริงมีการประเมินว่า พปชร.อาจมาที่สามต่อจากประชาธิปัตย์คืออยู่ในกลุ่มต่ำร้อยที่หากดูหน้าตักก็ยังไม่ชัดว่าจากพรรคของ “ลุงกำนัน” และพรรคของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” มาเติมจะผ่าน 126 ไปได้แค่ไหนยิ่งพรรคภูมิใจไทยเองก็ชัดว่าจะไม่มารวมในด่าน 126 นอกจากจะเป็นด่าน 250

ขณะที่เพื่อไทยยังมาอันดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถรวมเสียงที่จะตั้งรัฐบาลตั้งนายกที่ต้องฝ่าด่าน 251 และด่านรวม 376 ไปได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์นั้นดูเหมือนจะทราบ “สมการ” นี้ของ พปชร. จึงประกาศ “จุดยืน” ที่จะนำตั้งรัฐบาลเป็นนายกฯเอง (อ่าน: เช็คหน้าตัก3ขั้วใครเป็นต่อใครคุมเกม)

ข้างต้นก็สอดรับกับที่ลุงกำนันว่าไว้ ที่ว่า “คนที่ได้เป็นนายกฯ ที่ใกล้เคียง ไม่มีใครเหนือ พล.อ.ประยุทธ์ที่ มีในกระเป๋าแล้ว 250 ต้องการอีก 126 เท่านั้น ไม่ต้องหาที่ไหน มาเอาจาก รปช.ก็ได้แล้ว เป็นนายกฯ แน่นอน นี่ชัดเจนแล้ว”

เหตุข้างต้นนี้เองที่ทำให้ยิ่งเข้าโค้งสุดท้าย บรรดาลุงๆโดยเฉพาะ “สองลุง” อย่าง “ลุงตู่” และ “ลุงกำนัน” ต้องเร่งปั่นเรตติ้งแบบทั้งแนวราบแนวดิ่ง ทั้งตรงๆ ทั้งอ้อม แบบทุบตีจิกกัดด่าทอไปจนถึงแนวหวานสั่งลาเหนือจรดใต้ หรือแนวสุ่มเสี่ยงแต่ “ได้ใจ” กับเวทีคู่ขนาน “พลังประชารัฐ” กับ การลงพื้นที่พบปะชาวบ้านของนายกฯที่ลุ้นกับเวทีส่งท้ายวันที่ 22 มี.ค. ว่า “ลุงตู่” ตัวเป็นๆจะไปปรากฎบนเวทีใหญ่พรรคพลังประชารัฐตามคิวที่วางหวังกระชากเรตติ้งหรือไม่

ที่ยังไม่นับรวมลุงๆในเครือข่ายแม่น้ำห้าสาย คสช. ที่มีคิวไปต่อใน 250 ส.ว. ที่เริ่มออกมาเป็นกองหนุนให้เห็น เช่น “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” ที่ออกมาชูว่านาทีนี้ประเทศชาติยังต้องการ “ลุงตู่” ที่เป็นเผด็จการประชาธิปไตยให้ไปต่อ

ที่ไม่นับรวมปรากฎการณ์ข่าว ปปช. เตรียมเปิดโพยขบวนการโกงข้าวลอต 2 ที่ได้จากการสอบ “บุญทรง” ที่มีชื่อ น้องสาวสองคนของ “ทักษิณ” “ทั้งเยาวภา วงศ์สวัสดิ์” และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้อง ที่จะส่งผลกระเพื่อมไปยังพรรคเพื่อไทย

และก็ยังไม่นับรวมบรรดาคดีที่บรรดาเครือข่ายพรรคเพื่อ และพันธมิตร ถูกฟ้องดำเนินคดี ที่จ่อๆว่าจะมีความคืบหน้าเร็วๆนี้หรืออาจหลังการเลือกตั้ง

เรียกว่าภาพรวมหลายฝ่ายประเมินยังไงหลังเลือกตั้งไม่ว่าเสียงจะท่วมท้นไปทางไหน จากสูตรสมการที่กำหนด “คำตอบ” ไว้ล่วงหน้าถึงเวลาหน้างานจะยังไง “ลุงตู่” ก็ได้ไปต่อ ที่เหลืออยู่ที่จะเลือกสูตร หรือทางไปต่อแบบไหนก็เท่านั้น

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close