ชิมลางวุ่น..ลุ้นวันจริง?

น่าสนใจกับบรรยากาศการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวาน (17มี.ค.62) ที่มีความคึกคักอย่างมาก โดยผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในกรุงเทพถึง 87.22% โดยไม่มีเขตใดต่ำกว่า 80% โดยยอดผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขตเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 810,306 คน จากที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าไว้ทั้งสิ้น 929,061 คน โดยเขตที่มีเปอร์เซนต์ผู้มาใช้สิทธิสูงที่สุด คือเขตบางกอกใหญ่มีผู้มาใช้สิทธิ 92.70%

น่าสนใจว่าจากตัวเลขกว่า 87.22% เป็นการสะท้อนภาพความตื่นตัวอย่างมากของประชาชนกับการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้ส่วนหนึ่งยอมรับว่า ฝ่ายจัดการการเลือกตั้งอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คนที่เป็น “มือใหม่” แทบจะไม่ได้มีการจัดประชาสัมพันธ์ อะไรมากเท่าใด

หรือแม้กระทั่งจัดการก็ยังมี “จุดอ่อน” ความผิดพลาดในหลายจุดที่อาจสุ่มเสี่ยงไปสู่การร้องไปสู่การ “โมฆะ” ตั้งแต่การเลือกตั้งในต่างประเทศ จนถึงการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวาน ที่บางจุดเลือกตั้งยังมีความสับสนในการจัดการบัตรเลือกตั้งที่ไม่ตรงกับพื้นที่ผู้มีสิทธิ ไม่นับรวมความสงสัยมากมายทั้งการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อหีบบัตร และความกังวลต่อความปลอดภัยในคะแนนที่อยู่ในหีบบัตรที่สามารถเปิดได้ ที่จะถูกส่งไปรอไว้ที่หน่วยเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. ซึ่งแตกต่างจากในอดีต โดยประเมินการจัดการจากเลือกตั้งต่าแดน จนถึง เลือกตั้งล่วงหน้าหลายฝ่ายดูจะห่วงที่ กกต. มือใหม่ว่าจะรับมือการเลือกตั้งใหญ่ 24 มี.ค. ที่เต็มระบบไหวหรือไม่ โดยเฉพาะจะมีปัญหาอีกร้อยแปดทั้งการร้องเรียนจากประชาชนผู้มีสิทธิ จากพรรค ผู้สมัคร หรือแม้กระทั่งเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรที่ต้องการการตัดสินใจที่ถึงเวลานั้นก็ยังมีปัญหาความเชื่อมั่นในการตัดสินที่มีฝายได้และเสียอีกต่างหาก (อ่าน : ลต.ล่วงหน้าปัญหาเยอะหวั่นถูกร้องเป็นโมฆะ)

เรียกได้ว่าในด้าน “ความตื่นตัว” ของประชาชนการเลือกตั้งหนนี้ เมื่อสะท้อนผ่านการไปเลือกตั้งล่วงหน้า ทำให้เห็นถึงความตระหนักสนใจเข้าใจและให้ความสำคัญกับ “การเลือกตั้ง” ว่าจำเป็น และมีผลกระทบนั้น ทุกคนสอบผ่าน รวมถึงบรรดาพรรคการเมืองที่รณรงค์หาเสียงจนเกิดกระแสความสนใจของประชาชน ที่ความตื่นตัวอย่างล้นหลามนี้ จะมีอย่างมี “นัยยะสำคัญ” ยิ่งกับสภาพการทางการเมืองทั้งขณะและหลังการเลือกตั้ง ที่หากจะมีใครฝ่ายไหนคิดจะทำอะไรแบบที่เคยทำ เพื่อได้มาซึ่งอำนาจ ก็ต้องคิดหนัก

 

 

ที่ส่วนหนึ่งควรยอมรับว่า ประเทศไทยห่างหายการเลือกตั้งมาถึง 8 ปี ในห้วง 10 ปี ของความขัดแย้งทางการเมืองจนเกิดการแก้ปัญหาด้วยวิธีการ “รัฐประหาร” ยึดอำนาจ ถึง 2 ครั้ง คือ 19 ก.ย. 2549 และ 22 พ.ค. 2557ที่จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยก็ยังอยู่ในโหมด “รัฐบาล คสช.” ที่ได้มาจากวันที่ 22 พ.ค. 57 ที่จะครบ 5 ปีโดยเป็น 5 ปีที่ส่วนหนึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วยกับการบริหารของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์” และอยากให้ “ไปต่อ” เพื่อสานต่อสิ่งที่ประกาศในการเข้ามาแต่ต้นว่าจะ “ปฏิรูป” โดยเฉพาะการจัดการกับ “นักการเมือง” ที่มองว่าเป็น “ปัญหา” ความขัดแย้งที่ผ่านมา แต่ก็มีหลายฝ่ายอยากให้มีการคลายตัวจากอำนาจของ คสช. และให้รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งเข้ามาบริหารเพราะมีปัญหาด้านเศรษฐกิจปากท้อง

โดยภาพของบรรดาพรรคการเมืองที่เสนอตัวต่อประชาชนหนนี้ แม้จะมีภาพการ “ไปต่อ” หรือ “สืบทอดอำนาจ” ของ “รัฐบาล คสช.” ที่ถูกมองว่าเป็นทั้ง “กรรมการและผู้เล่น” เป็น “ตัวตั้ง” จากทั้ง “สารตั้งต้น” ทางการเมืองผ่าน “กติกา” รัฐธรรมนูญ ที่ “อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แทนคำว่า “เขาอยากอยู่ต่อ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” บอกว่า “ออกแบบมาเพื่อพวกเรา” หรือตัว “องค์กร” ผ่าน “พรรคการเมือง” นาม “พลังประชารัฐ” ที่บอกว่าใครๆก็อยากมาร่วมเพราะชนะเห็นๆเหมือน “แทงไฮโลเปิดถ้วย” ตามที่ “สมศักดิ์” ว่าไว้เช่นกัน

ที่น่าสนใจคือการเลือกตั้งหนนี้ ที่ปรากฎเป็น “ธีมคอนเซ็ปต์” ของบางพรรคการเมืองกระทั่งหลายพรรคการเมืองใหญ่ก็หยิบนำไปใช้คือกระแส “คนรุ่นใหม่” ที่จะเป็น “ผู้ไปต่อ” ของจริง โดยมีรายงานว่าหลายพรรคการเมืองให้ความสใจกับ ข้อมูลตัวเลขประชากร ที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิ์ 51 ล้านคนนั้น แบ่งเป็นกลุ่มที่จะใช้สิทธิครั้งแรก “คืออายุ 18-26 ปี จำนวน 8 ล้านคนซึ่งกลุ่มนี้ใหม่มาก ถัดมาเป็น กลุ่มอายุ 27-35 ปี จำนวน 8 ล้านคนกลุ่มนี้มีพรรคการเมืองในใจแต่เบื่อหน่ายและเปลี่ยนใจง่าย ถัดมาเป็นกลุ่มอายุ 36-50 ปีจำนวน 15 ล้านคน โดยกลุ่มนี้มีความคิดเห็นที่มีความเชื่อผูกพันและจงรักภักดีกับพรรคการเมืองที่ตัวเองรักและติดตาม เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ 51 ปีขึ้นไปที่มีจำนวน 20 ล้านคน

น่าสนใจว่า จากที่มี “นักวิชาการ” บางท่านใช้เครื่องมือชี้วัดการเลือกตั้ง ผ่าน “กูเกิ้ลเทรน” ซึ่งประมวลผลผ่าน “บิ๊กดาต้า” จากความสนใจของคนไทจนถึงวันที่ 17 มี.ค. ช่วงเข้าโค้งสุดท้ายที่บรรดาพรรคการเมืองมีการหาเสียงอย่างเข้มข้นงัดกลยุทธ นโยบาย แบบหมดหน้าตักทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ที่เริ่มมีการตกผลึก พบตัวเลขที่น่าสนใจกับความสนใจของประชาชนในพรรคการเมือง โดยเรียงตามลำดับคือ อนาคตใหม่ เพื่อไทย พลังประชารัฐ และประชาธิปัตย์…โดยที่น่าจับตาคือ พรรคอนาคตใหม่ และ พลังประชารัฐ ที่มีตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆในช่วง 6-7 วันสุดท้ายก่อนถึง 24 มี.ค. โดยเฉพาะมีการพบว่าเสียงของพลังประชารัฐกลับมีการเพิ่มขึ้นหลังจากมีการแสดงท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งหมดทั้งมวลต้องติดตาม “ตัวเลข” คะแนนดิบของจริงจากประชาชน ที่จะออกมาหลังวันที่ 24 มี.ค. ว่าจะเป็นไปตามข้างต้นหรือไม่ ที่ก็ยังมี “สมการ” ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับ “ขั้วข้าง” และการต่อรองอีกหลายยก แม้กระทั่งการเดินไปสู่อำนาจที่ยังมี “ปัจจัยแทรกซ้อน” ทั้งข้อร้องเรียน และการดำเนินการกับพรรคการเมืองที่ถูกร้อง อีกหลายขั้นตอน ซึ่งถึงจุดนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะอย่างไรควรคำนึงถึง “เสียงประชาชน” ทีลงคะแนนให้ด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close