กับดัก-เดดล็อก?

น่าสนใจในผลกระทบถัดมา การออกมาเคลื่อนขยับของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศ “จุดยืน” ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ เป็นนายกฯต่อของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่สอดรับกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มาในมุมเดียวกันคือสนับสนุนนายกที่มาจากเลือกตั้งและควรได้ฉันทามติ ส.ส. เกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง คือ ส.ส. เป็นคนตั้งนายกฯไม่ใช่ ส.ว.

น่าสนใจว่าการออกมาของ “อภิสิทธิ์” และ “อนุทิน” จะด้วยเพราะอ่านทางช่องโหว่ออก หรือเพื่อนำสู่การต่อรองใดก็ตาม แต่ส่งผลกระเพื่อมแกว่งไกวให้กับผู้คนในขั้วข้างพรรคพลังประชารัฐ อย่างมาก ดังอาการเกรี้ยวกราดของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” และอีกหลายๆคน…ขณะที่ พปชร. เองนั้นมีรายงานข่าวแจ้งว่าถึงขนาดฝ่ายการเมืองมีการติดต่อไปยังแกนนำพรรคเพื่อไทย และมีการยื่นเงื่อนไขบางประการ ไว้เป็นทางหนีทีไล่

เพราะอย่างน้อย “พรรคประชาธิปัตย์” เองเดิมก็ถูกจัดรวมว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทย ที่น่าจะจับพวกกับ พปชร. เช่นเดียวกับ “ภูมิใจไทย” ที่แกนนำหรือผู้เกี่ยวข้องหลายคนก็มีสัมพันธภาพกับแกนนำรัฐบาล คสช. ซึ่งทั้งสองพรรคที่เป็นพรรคขนาดใหญ่และขนาดกลาง ประเมินจาก “โพล” น่าจะเก็บแต้มมาได้จำนวนมากพอที่จะมาร่วม “รัฐบาลผสม” กับ ขั้ว พปชร. หากแต่อีกด้านในชีวิตจริงจากโพลหลายสำนักเช่นกันที่บอกว่า พปชร. ก็ยังมีอาการน่าห่วงว่าจะมาในอันดับ 3 ถัดจาก ปชป. ที่ตามหลัง เพื่อไทย…ที่ทำให้ “สมการการเมือง” ดูยังไม่นิ่ง

แม้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐเองก็ประเมิน (13มี.ค.) ว่า พปชร.ต้องทำให้พรรคตัวเองเป็นแกนนำจัดตั้งให้ได้ คือต้องเป็นที่ 1 หรือที่ 2 หากได้ที่ 1 ก็ “ชอบธรรม” ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน หากเป็นที่ 2 ก็ยังต้องเร่งหาพรรคร่วม แต่หากเป็นที่ 3 จะไม่ค่อยชอบธรรม โดย ส.ส. ที่พลังประชารัฐควรจะมีถึงจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ดีที่สุดคือ 150 แต่ไม่ควรต่ำกว่า 120 คน หากต่ำกว่านี้จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

โดยหากเป็นไปตามตัวเลขที่ “สมศักดิ์” ว่าย่อมหมายถึงเมื่อถึงเวลา “ผสม” มีการมารวมกับพรรคกองหนุนอย่าง “พรรครวมพลังประชาชาติไท” ของ “ลุงกำนัน” หรือ “พรรคประชาชนปฏิรูป” ของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” และแต่เดิมที่มี “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” ร่วมด้วย ตัวเลขที่จะดันไปถึง 251 ขึ้นไปก็ดูจะมีความเป็นไปได้ในการ “เพลย์เซฟ” มั่นคงในสภาผู้แทน และ “ชอบธรรม” ในการขึ้นเป็นนายกฯของ “พล.อ.ประยุทธ์” อันต่างจากตัวเลขด่านแรก 126+250 ส.ว. = 376 ซึ่งเสี่ยงที่ “ลุงตู่” จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีเมื่อเปิดสภา

ดังนั้น อาการ “ปันใจ” ของ “อภิสิทธิ์” และ “อนุทิน” จึงส่งผลอย่างมากที่จะทำให้นำไปสู่การ “เดดล็อก” เกิดขึ้นหาก ว่าเล่นกันตามโจทย์ที่ถูกออกแบบตามรัฐธรรมนูญ ที่เท่ากับว่าจะเกิดการ “ต่อรอง” กันอย่างรุนแรงต่อเก้าอี้ “นายกฯ” เมื่อถึงเวลาที่ผลออกมาเป็นไปใน “ข้อสาม” ที่ “สมศักดิ์” ว่าไว้ และหากว่า เกิดพรรคฝ่ายประชาธิปไตยนำโดย “พรรคเพื่อไทย” เกิดรวมกันได้เกิน 251 ก่อนแต่ไม่มีทางไปถึง 376 ที่จะตั้งนายกฯ แล้วอยู่นิ่งๆรอดูลุงตู่ ก็จะยิ่ง “ติดล็อก” หรือไม่ หรือจะเป็นดังที่ “ไพบูลย์” (13มี.ค.) บอกว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ก็จะอยู่เฉยๆเป็นนายกฯที่ยังมีอำนาจ ม.44 ต่อไป ที่รอจนกว่าจะมีพรรคไหนจากฝ่ายตรงข้ามไหลมารวมให้ได้ 251 เพราะรัฐธรรมนูญบอกให้อยู่ได้จนกว่าจะมีนายกฯรัฐบาลมาแตะมือ

อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญนี้ประหนึ่งว่าถูกออกแบบมาเพื่อ “นายกฯ” ที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ตามที่ “สมศักดิ์” เคยว่าไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่การเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวที่ทุกพรรคใหญ่น้อยจะถูกล็อกไม่ให้ได้ ส.ส. เกินไปกว่า 175 ที่จะไม่ได้ส.ส. ปราตี้ลิสต์แม้สักคนเดียว ที่จะทำให้ปลายทางต้องเป็นรัฐบาลผสม โดยการมาผสมกันหลังเลือกตั้งก็ยังถูกดักไว้ด้วย “พรรค 250 ส.ว.” ที่มีหน้าที่มาเลือกนายกฯในรัฐสภา750 (อ่าน :ระบบลต.จะทำให้เกิดเดดล็อกจริงหรือ?)

ด้วยเงื่อนกลดังกล่าว ทำให้ไม่แปลกว่าพอถึงเวลาจะเลือกตั้งขึ้นมาจริงๆ ในโค้งสุดท้าย เกือบทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตย หรือพรคกองหนุน หรือแม้แต่ ปชป. ภท. จะออกมาเรียกร้องในกรอบ “ความชอบธรรม” การตั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ว่าทุกฝ่ายรวมถึง “กรรมการที่เป็นผู้เล่น” ควรคำนึงถึงกระบวนการประชาธิปไตยคือให้ “เสียงข้างมาก” ตั้งแต่พรรคอันดับหนึ่ง จนถึงฝ่ายที่จับพวกผสมได้เกิน 251 ก่อน โดยไม่ควรนำ 250 ส.ว. มาเกี่ยวข้องในขั้นตอน

 

 

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close