ความเชื่อมั่นมีเลือกตั้ง?

คู่ขนานกันไปกับกำหนดวันเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. 62 ที่งวดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหลือเพียง 30 วัน กับบรรยากาศการหาเสียงที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆทั้ง “บนดิน-ใต้ดิน-ในอากาศ” ที่ทุกพรรคพยายามเคลื่อนขยับให้อยู่บนหน้าปัดความสนใจติดตามจาก “ประชาชน” ที่จากยอดการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 2.7 ล้านคน โดยวันสุดท้าย (19ก.พ.) มีมาลงทะเบียน 5 แสนคน แสดงถึงความตื่นตัวที่จะเลือกตั้ง อันเป็นเหตุที่ฝ่ายการเมือง ระดับแกนนำพรรคหลายคน อ่านเกมว่า ปรากฏการณ์ท่วงทำนองปรามขู่ “อย่าล้ำเส้น” “หนักแผ่นดิน” ไม่น่าจะต้องห่วงว่าสภาพการณ์จะบานปลายไปถึงขั้น “ล้มกระดาน” หรือ “เลื่อนเลือกตั้ง” ตามที่เป็นข่าวในห้วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

เฉพาะยิ่งกับชุดข้อมูลที่ถูกส่งผ่านออกมาว่าจะเกิดความวุ่นวายจนเลยเถิดไปสู่อาการบานปลาย หลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่นัดพิจารณากรณี กกต. ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ฐานกระทำการเป็นปฎิปักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่วานนี้ (20ก.พ.) ทษช. ได้ยื่นคำชี้แจงต่อศาล 8 ข้อและส่งชื่อพยานแล้ว โดยมีรายงานว่าไม่มีชื่อของ “แคนดิเดตนายกฯ” ที่พรรคเสนอ แต่ในคำชี้แจง ทษช. ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นเจตจำนงค์ของพรรคเองหากแต่เป็นประสงค์ของแคนดิเดตที่จะลงบัญชีรายชื่อนายกฯ ในนามพรรค ซึ่งศาลจะได้นัดพิจารณาช่วงบ่ายวันที่ 27 ก.พ.โดยหลายฝ่ายประเมินว่าผลน่าจะออกมาในทาง “ยุบพรรค” และน่าจะออกมาก่อนวันเลือกตั้ง (24มี.ค.)

 

 

กระนั้นด้านหนึ่ง ก็น่าสนใจใน ปรากฎการณ์ของฝ่ายการเมือง ที่พร้อมใจกันออกมาเขย่าไปยังกองทัพ และ คสช. ว่าด้วยเรื่องการเสนอในนโยบายว่าจะตัดงบทหาร และยกเลิกเกณฑ์ทหาร ที่ “เปิดทิ้งทุ่น” ออกมาจาก “สุดารัตน์” จน “บิ๊กแดง” แนะให้ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” กระทั่งเกิดการขานรับทำนองเห็นด้วยจากหลายพรรคว่างบกองทัพสามารถปรับลดได้อีก แม้กระทั่ง “อภิสิทธิ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือที่ชัดเจนอยู่แล้วอย่าง “ธนาธร” จากพรรคอนาคตใหม่ ที่สำทับซ้ำจาก “อนุทิน” ภูมิใจไทย กับการอ่านทางในท่วงทำนองว่าผู้มีอำนาจอาจรับผิดชอบไม่ไหว หากจะเลื่อนเลือกตั้ง 24 มี.ค. ออกไป  (อ่าน : จับอาการพรรคการเมืองยังมั่นใจมีเลือกตั้ง?)

ที่อย่าลืมว่า ในสนามศึกเลือกตั้งหนนี้ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีอดีต 4 รมต.เป็นแกนหลัก และมี “แคนดิเดตนายกฯ” ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ถ่ายรูปคู่ผู้สมัคร ย่อมชัดเจนว่า คือ “คู่แข่ง” ที่ขาอีกข้าง ยังดำรงบทเป็น “กรรมการ” ผู้มีอำนาจทั้งออกกติกา และ บังคับใช้กติกากับ “ผู้เล่น”

ที่แม้ว่าจะชัดมาแต่ต้นใน “ธง” ว่ายังไงปลายทางหลังเลือกตั้ง “นายกฯ” ก็ต้องชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” แต่ก็อดไม่ได้ที่ระหว่างรายทาง ฝ่ายการเมืองจะใช้จังหวะ “อำนาจ” ทึ่จะถูกคืนไปอยู่ในมือประชาชนชั่วคราวเป็น “เครื่องมือชี้วัด” สภาพการณ์สถานะของ “ฝ่ายอำนาจ” รัฐบาล คสช. ที่บริหารประเทศมา 5 ปีและจะไปต่อ ผ่านกระบวน และวิธีการ เลือกตั้ง ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับออกแบบเอง หรือแม้กระทั่ง “กรรมการ” ที่ถูกมองว่าล้วนมาจาก “ฝ่ายอำนาจ”

ที่ไม่แปลกว่าการปรามดังๆ “หนักแผ่นดิน” ส่งไปถึงฝ่ายการเมืองจาก “บิ๊กแดง” และท่วงทำนองการสอดรับกันทั้ง “นายกลุงตู่” “บิ๊กป้อม” หรือแม้แต่ผู้คนใน พปชร. จะเป็น “สัญญาณเนื้อเดียวกัน” ที่คล้ายจะให้เกิดภาพ การแยกระหว่าง พรรคคสช. กับพรรคนักการเมือง ออกมาให้เลือกชัดๆ

น่าสนใจว่าในความเป็นจริงของชีวิต แต่ละพรรคไม่ว่า เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ หรือพรรคขนาดกลาง ต่างก็มีฐานคะแนนนของตัวเองอยู่แล้ว แม้จะถูกดึงถูกดูดจาก พปชร. ไปบ้าง แต่จากโพลที่ผ่านมาเพื่อไทยก็ยังมาในเหนืออีสาน ปชป. ก็ยังมาในพื้นที่ใต้และเมืองหลวง โดยมีการประเมินว่าถึงที่สุดเพื่อไทยยังไงก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จึงอยู่ที่ ปชป. กับ พปชร. ที่แน่นอน ปชป. ย่อมน่าจะมีโอกาสได้ ส.ส. มามากกว่า หากแต่ถึงเวลานั้น กลไกพรรค ส.ว. 250 จะเป็นตัวตัดสินอีกทีว่าจะเป็นไปตาม “ธง” ที่มีการวางไว้หรือไม่ และหากไม่เป็นไปตามนั้นจะลงเอยกันอย่างไร

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close