“เตือน”หรือ”กับดัก”?

นับถอยหลังยิ่งเข้าใกล้วันเลือกตั้ง 24 มี.ค. 62 ก็ยิ่งมีปมประเด็นให้ต้องหายใจไม่ทั่วท้องกับ “สัญญาณ” ขัดแย้งระหว่าง “คู่กรณีเก่า” ฝ่ายอำนาจปัจจุบันกับฝ่ายอำนาจเก่า ในจังหวะการคลายตัวจากอำนาจของรัฐบาล คสช. ที่มีการส่งสัญญาณดุๆ ออกมาจาก ผู้บัญชาการทหารบก ออกมาผ่าน “เพลงหนักแผ่นดิน” อันเป็นเพลงปลุกใจ ที่มีร่องรอยอดีตฝังใจ เหตุการณ์ในอดีตอย่าง 6 ต.ค. 2519 จนเกิดแรงกระเพื่อมเปลี่ยนเป้าจาก “นายกลุงตู่” รุมโจมตีมาที่ “บิ๊กแดง” “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” อย่างดุเดือดจากฝ่ายนักการเมือง โดยเฉพาะครหา “การวางตัวไม่เป็นกลาง” จน “นายกลุงตู่” ต้องออกมาบอกว่า “บิ๊กแดง” แค่ให้ไปฟังเพลงไม่ลงมาขัดแย้งด้วยกับนักการเมือง และขอให้นักการเมืองอย่าประจานตัวเองโดยวิธีการหาเสียงแบบให้ร้ายคนอื่น ขณะที่ กองทัพ เองก็ส่งสัญญาณเตือนซ้ำว่านักการเมืองอย่าหาเสียงโดยการสาดโคลนป้ายสีให้ร้ายยั่วยุ และอย่ามาริดรอนเกียรติภูมิทหาร

น่าสนใจว่าก่อนการส่งสัญญาณ “หนักแผ่นดิน” รอบนี้ ของ “บิ๊กแดง” อย่าลืมว่าห้วงสัปดาห์ก่อนเกิดข่าวลือมากมายที่โจมตีไปยังกองทัพ และ รัฐบาล คสช.โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ระหว่าง “นายกลุงตู่” และ “บิ๊กแดง” ลือไปจนถึงขั้นจะมีการปฏิวัติซ้อนซ้ำ หลังมีการปล่อยเอกสารปลอม “ราชกิจจานุเบกษา” ย้าย ผบ.เหล่าทัพ ที่รวมถึง “ผบ.ทบ.” จนเป็นที่มาของประโยค “อย่าล้ำเส้น” กระทั่งมาสู่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ “บิ๊กแดง” ให้สัมภาษณ์ยืนยันกับ สำนักข่าวเอเอฟพี ปฏิเสธข่าว “ปฏิวัติ” และยืนยันจะมีการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. 62 และนำประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตย

กระทั่งมาสู่บรรยากาศหาเสียงของบรรดาพรรคการเมือง ที่จู่ๆมีการปลุกประเด็น การตัดงบประมาณกองทัพ และการเลิกเกณฑ์ทหารขึ้นมาจาก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แคนดิเดตนายกจากพรรคเพื่อไทย หลังจากก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์จาก “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำ นปช. ประมาณว่า คนในแวดวงการเมืองรู้ดี เพียงแต่จะพูดหรือไม่ว่า บรรยากาศไม่เหมือนจะมีการเลือกตั้ง เชื่อว่ากำลังเดินไปสู่จุดนั้น และทุกฝ่ายต่างมีความวิตก เพียงแต่จะแสดงความคิดเห็นออกมาหรือไม่ กระทั่ง มาพูดถึง “หนักแผ่นดิน” ของบิ๊กแดงที่อาจทำให้เส้นทางเดิน 24 มี.ค. สะดุดเกิดการล้มกระดาน ขณะที่แกนนำ นปช. ก็ออกมาตั้งข้อสังเกตไปทางเดียวกันว่าได้กลิ่นตุตุ รัฐประหารอีกรอบ

โดยการเคลื่อนไหวนี้สอดรับกับการไปยื่นร้อง กกต.ให้ดำเนินการยุบ พรรคพลังประชารัฐของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” และ “เรืองไกร” (18ก.พ.) สองตัวละครที่ถูกมองว่าเป็นฟากฝั่งฝ่ายเดียววันของ “พรรคเพื่อ”

ที่อย่าลืมว่าหลังเหตุการณ์วันที่ 8 ก.พ. ที่ตามมาด้วย พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โดนยื่นร้องต่อ กกต. ให้ยุบพรรค และมีแนวโน้มว่าจะถูกยุบก่อนการเลือกตั้ง โดยแนวโน้มจะขยายผลไปถึง “ยานแม่” และเครือข่ายพรรคเพื่อ ในเวลาถัดไปนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดให้ชี้แจงในวันพรุ่งนี้ (21ก.พ.) ก่อนวินิจฉัย..โดยมีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงคาดการณ์ หลัง ทษช. ถูกยุบพรรค คาดว่าน่าจะต้องก่อนเลือกตั้งจะมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่ง “บิ๊กแดง” ได้มีการสั่งเตรียมพร้อมควบคุมสถานการณ์ ซึ่งรายนี้สอดรับกับ.ที่ “ครม.ลุงตู่”  ไฟเขียว “ระเบียบเงินทดรองจ่าย รักษาความมั่นคงประเทศ กรณีฉุกเฉิน” 100 ล้าน ให้อำนาจ “ผบ.ทบ.” อนุมัติ การจ่ายเงินรักษาความมั่นคงประเทศ กรณีเกิดภัยคุกคาม จากนอกประเทศเมื่อวันจันทร์ (18ก.พ.)

น่าสนใจว่าในจังหวะความต่อเนื่องของสัญญาณ โหมดความมั่นคง เมื่อวานนี้ (19ก.พ.) ช่วงสายๆ มีการแจ้งพบระเบิด และ EOD ไปเก็บกู้วัตถุระเบิด 2 ลูก คือ แสวงเครื่อง 1 ลูก และลูกซ้อม 1 ลูก ในซอยอินทามระ 55 โดยจากการ X-RAY พบว่า ลูกที่ถูกระบุว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่อง แต่ไม่มีสะเก็ดระเบิดอยู่ข้างใน แค่ทำลวงขึ้นมา กระทั่งวันนี้ ปรากฎความเคลื่อนไหวพร้อมกันของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” และ “เอกชัย หงษ์กังวาล” ในเนื้อหาเดียวกันคือพุ่งเป้าไปที่ข่าวล้มกระดาน

ดังนั้นหากเป็นไปตามรายงานของฝ่ายความมั่นคงข้างต้น ผนวกกับท่าทีของ ผบ.ทบ. ที่เคยยืนยันแล้วว่า จะไม่ปฏิวัติเว้นแต่มีสถานการณ์บานปลาย ความวุ่นวายจราจล การออกมาของ “หนักแผ่นดิน” จึงเป็นการปรามเตือนแรงไปถึงหลายฝ่าย แต่หากฝ่ายเกี่ยวข้องในสถานะพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเกิดเอาไปขยายด้วยหวังอะไรก็ตามก็อาจเข้าสู่ “กับดัก” กฎหมายเลือกตั้งที่มีอยู่ ให้จับพลัดจับผลูโดนสอยก่อนวัยอันควรได้หรือไม่ (อ่าน : “หนักแผ่นดิน”กับความสุ่มเสี่ยงผิดกม.หาเสียง)

น่าสนใจอีกว่าหากเป็นเช่นนั้น การที่บางฝ่ายประเมินอยู่แล้วว่าทิศทางหลังเลือกตั้งจะเป็นไปตาม “ธง” ที่มีแต่ต้น ในจังหวะเวลาจากนี้ หากเกิด “ผลลบ” ออกมายังฝ่ายตรงข้าม จะเกิดสภาพการณ์เชิงความมั่นคงอย่างที่มีการประเมินไว้หรือไม่ และหากเกิดขึ้นจะก่อนหรือหลังเลือกตั้ง และส่งผลอย่างไรต่อไปในระยะยาวของประเทศไทย.?

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close