สมการเลือกตั้ง

@คู่ขนานกันไปกับบรรยากาศการสมัครเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขต 350 เขต และ บัญชีรายชื่อ 150 ที่การเปิดหน้าค่าตาสัมพันธ์กันกับ “บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี” ที่แต่ละพรรคจะเสนอหรือไม่ก็ได้ 3 ชื่อ …

@ในด้านหนึ่ง หน้าปัดการเมืองก็ลุ้นว่า “นายกลุงตู่” จะ “ตอบรับ” “เทียบเชิญ” พรรคพลังประชารัฐ เป็น “นายกบัญชีรายชื่อ” ตาม “ธง” ที่มีการวางไว้ ตั้งแต่ไหนแต่ไร และตามที่เจ้าตัวประกาศว่าหากจะมาเป็นนายกฯต่อต้องมาใน “บัญชีรายชื่อ” หรือไม่ โดยเดดไลน์ “คำตอบ” เหลือเวลาเพียงวันเดียวคือวันพรุ่งนี้ (8ก.พ.) แล้ว

@โดยระหว่างรายทางนับแต่ที่มีการไปส่งเทียบเชิญมาได้หลายวันแล้ว แม้ว่าเอาเข้าจริงทุกอย่างน่าจะถูกเซ็ตไว้แต่ต้น ดังที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เคยบอกว่า “รัฐธรรมนูญนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา” และ การเมืองหนนี้เหมือน “แทงไฮโลเปิดฝา” คือ ปลายทาง หากไม่มี “เซอร์ไพรส์” สถานการณ์แทรกซ้อนอื่นใด หลังการเลือกตั้งไม่ว่า “พรรคพลังประชารัฐ” จะทำได้กี่ที่นั่ง นายกฯคนต่อไป ก็ยังคงชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” แต่จู่ๆ ก็มีการส่งสัญญาณ “เผื่อใจ” ว่าอาจจะไม่ได้เป็นนายกฯขึ้นมา ที่ต่อมาส่งผลถึงแพลนการส่งบัญชีรายชื่อ ส.ส. ของ พปชร. ออกอาการแกว่งไกวไม่น้อย โดยนำมาซึ่งข่าวมีการขยับปรับเปลี่ยนบางรายชื่อเพื่อส่ง กกต. ให้ทัน 8 ก.พ. หลังมีรายงานว่า รายชื่อปาร์ตีลิสต์ เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ “ลุงตู่” ออกอาการลังเลขึ้นมา

@แม้ว่าจะมีอีกกระแสข่าวหนึ่งที่ ปรากฎร่ำลือในห้วงคืนที่ผ่านมา ถึง “บุคคล” ที่ “พรรคไทยรักษาชาติ” จะเสนอเป็น “นายกบัญชีรายชื่อ” ว่าอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งของการ “เผื่อใจ” ของ “พล.อ.ประยุทธ์” และ “สนธิรัตน์” รวมถึงการเตรียมแผนสองลองรับหาก “ลุงตู่” เซย์โน..

@อย่างไรก็ตามไม่ว่าพรรคการเมือง จะมีการเสนอชื่อ “แคนดิเดตนายกฯ” เป็นบุคคลใด สำคัญที่สุดคือ สมการตัวเลขแห่งที่มาของ “อำนาจ” ที่ต้องได้มาจากเสียงของ “ประชาชน” โดยจากตัวเลขผู้สมัคร ส.ส. จำนวนมากเป็นประวัติการเกือบหมื่นคน และรายชื่อที่แต่ละพรรคเสนอผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อจำนวนมากที่จะมาชิงเก้าอี้ 350 และ 150 ให้สภา 500 ที่หากเอาชัวร์สุดทุกพรรคควรต้องจบขั้นตอนในวันนี้โดยหลายพรรคมีการวางเกมส่งในสองระบบได้อย่างน่าสนใจ (อ่าน : ส่องวิธีคิดพรรคการเมืองส่งส.ส.สองระบบ)

@โดยเมื่อพูดถึงการคิดสูตรถอดรหัส “สมการ” ตัวเลขผลการเลือกตั้ง ก็น่าจะเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจไว้แต่เนิ่น เพราะด้วยความ “ซับซ้อน” ในการคิดคำนวณ แล้วยังมีอีกหลายปัจจัยในขั้นตอนที่น่าจะ “ไม่ง่าย” และทำให้การเลือกตั้งหนนี้ หลังปิดหีบลงคะแนน ยากที่จะชี้ชัดได้ว่าผลจะเป็นเช่นที่เห็นด้วยตาเปล่า

@เพราะสูตรคำนวณเริ่มจากเอาคะแนนเสียงเลือกตั้งทุกพรรค และของผู้สมัคร ส.ส. เขต ทุกคน ทั้ง 350 เขตทั่วประเทศไปใส่รวมกัน แล้วหารด้วยจำนวน ส.ส. ทั้งสภาคือ 500 คน สมมติว่าคะแนนเลือกตั้งทุกเขตทั่วประเทศรวมกันได้ 40 ล้านคะแนนเอา 500 ไปหาร 40 ล้านคะแนนเท่ากับ 80,000 คะแนน เจ้าตัว 80,000 คะแนนนี่แหล่ะที่นำมา คิดเป็นสัดส่วน ส.ส. 1 คน!!

@เมื่อมาดูที่ตัวเลขที่พรรคการเมือง สมมติว่าพรรค ก.ไก่ ได้คะแนนเลือกตั้งรวมกัน 15 ล้านคะแนน ก็ต้องเอาไปหารด้วย 80,000 คะแนน พรรค ก.ไก่ ก็ได้ “ตัวเลข ส.ส. พึงมี” เท่ากับ 187 คน แต่หากบังเอิญ พรรค ก.ไก่ ได้เก้าอี้ ส.ส.เขตไปแล้ว 150 คน เท่ากับ พรรค ก.ไก่ ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีกเพียง 37 คน

@ขณะเดียวกัน หาก พรรค ข.ไข่ แพ้เรียบไม่ได้ ส.ส.เขตแม้แต่คนเดียวแต่เมื่อเอาคะแนนที่เลือกผู้สมัครพรรค ข.ไข่ ทุกเขตมารวมกันได้เกิน 80,000 คะแนนพรรค ข.ไข่ ก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไป 1 คน

@เท่ากับว่าพรรคใดจะได้โควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อกี่คน ต้องรอให้ กกต.รวมคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.เขต 350 เขตครบทุกคะแนนก่อน จึงจะคำนวณแบ่งโควตา ส.ส.บัญชีรายชื่ออีกที ซึ่งแน่นอน ถ้ามีใบเหลืองใบแดงใบดำต้องเลือกตั้งซ่อมใหม่ ก็ต้องคำนวณคะแนนกันใหม่ และแบ่งโควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อกันใหม่ให้ถูกต้องกับคะแนนเลือกตั้งที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลตัวเลข ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะไม่นิ่ง เพราะสามารถเพิ่มหรือลดได้ตลอด

@ด้วยสูตรสมการตัวเลขอันซับซ้อนเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งหนนี้ จึงได้เห็นภาพการวิธีคิดการ “ตีโจทย์” ของแต่ละพรรคในการส่ง ผู้สมัคร ส.ส.แบบที่บางพรรคใหญ่กลับส่ง ส.ส.แบ่งเขตไม่ครบ 350 ขณะที่บางพรรคกลาง-เล็กกลับส่งครบ ในขณะที่ ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อบางพรรคก็ส่งไม่ครบ ที่ยังไม่นับรวมถึงวิธีการ “แยกกันเดินรวมกันตี” ของบางพรรค

@ทั้งหมดทั้งมวลต้องติดตามว่าการเลือกตั้งหนนี้ จะออกมา “ตอบโจทย์” กับการปฏิรูปการเมือง ดังที่ตั้งใจทำกันมาหรือไม่.

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close