“เผื่อใจ”..?

น่าสนใจ.. อาการอิดเอื้อนถึงขนาดเปรยดังๆว่า “เผื่อใจ” ไว้แล้วว่าอาจไมได้เป็นนายกฯต่อ ของ “นายกลุงตู่” (5ก.พ.) ในจังหวะที่ปี่กลองเลือกตั้งกำลังเชิดหลายพรรคส่งผู้สมัครส.ส.กันอย่างคึกคักทำลายสถิติที่เคยมีการสมัครเลือกตั้งมา โดยใกล้เส้น “เดดไลน์” ที่พรรคพลังประชารัฐจะต้องบัญชีรายชื่อนายกฯภายในวันที่ 8 ก.พ. ที่ทำให้เกิดอาการแกว่งไกวไปถึง การขยับเวลาการยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” ออกไปจากเดิม ท่ามกลางข่าวเพราะต้องมีการขยับเปลี่ยน บางรายชื่อ 1-10 ที่ตอนแรกมีชื่อของ อดีตแกนนำ กปปส. และรวมถึง “ตัวละคร” การเมืองที่มีคดีติดตัวเป็นหางว่าว อันเป็นอีกเหตุผลที่ “ลุงตู่” ยังไม่ตอบรับตกลงกับขบวนขันหมากที่มาเกยถึงในทำเนียบของ อดีต 4 รัฐมนตรี พปชร. (อ่าน : ส่อง1-10ปาร์ตี้ลิสต์พปชร.)

น่าสนใจอาการในท่วงทำนองเปรยตามสายลมแบบเดียวกันที่ส่งผ่าน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อหลายวันก่อนหน้านี้ (30 ม.ค.) ว่าให้ “เผื่อใจ” ว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น 24 มี.ค. เช่นกัน โดยเหตุผล “สัญญาณ” ต้องการอยู่ต่อของฝ่ายอำนาจ

น่าสนใจ อีกว่าห้วงเวลาตัดสินใจที่ทอดยาวออกมาใกล้เส้นตายเท่าไหร่ ก็เริ่มปรากฎบรรดา “กุนซือ” ออกมาชี้แนะว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ควรที่จะรับเข้าเป็นนายกรัฐมนตรีตามบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ เพราะจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นกลาง และจะทำให้ข้อครหาสืบทอดอำนาจยิ่งรุนแรงเป็นวงกว้าง จนอาจทำให้การเมืองไทยเข้าสู่วิกฤตครั้งใหม่ โดยเสนอแนะไปถึง “ทางลง” ว่าท้ายสุด “ลุงตู่” ควรทำหน้าที่เป็นประธานวุฒิสภาเพื่อกำกับรัฐบาล และการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะดีกว่าหรือไม่

ที่ก็สอดรับกับ “ทางเลือก” และผลของการตัดสินใจของ”นายกลุงตู่”ที่เริ่มมีการพูดถึงกันมากเวลานี้จากวง “กุนซือ” ใกล้ชิดคสช.ใน 3-4 ทาง คือ

1.หากตอบรับคำเชิญเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ “พล.อ.ประยุทธ์” ก็ต้อง “ทำใจ” พร้อมเป็น “ตำบลกระสุนตก” เป็นเป้าโจมตีทั้งก่อนขณะและหลังเลือกตั้งแม้กระทั่งเมื่อได้เป็นรัฐบาลหนทางก็ยังสุ่มเสี่ยง

2.หากปฏิเสธไม่รับเป็นนายกรัฐมนตรีตามที่ถูกเชื้อเชิญ แต่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลเพื่อสนองงานพระราชพิธีสำคัญให้สำเร็จลุล่วงเรียบร้อยสมพระเกียรติ ไม่มีบรรยากาศก่นด่าสาปแช่งหรือการชุมนุมประท้วงอันเกิดจากการกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งและเมื่อเสร็จการเลือกตั้งมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ก็ลงจากอำนาจทางการเมืองอย่างสง่างาม

3.ปฏิเสธไม่รับเป็นนายกรัฐมนตรีตามที่มีคำเชิญ และเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และดำรงตำแหน่งเป็นประธานวุฒิสภา พร้อมกับเป็นรองประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง

4.ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ใหม่กราบบังคมทูลฯ ขอรัฐบาลพระราชทานเพื่อทำการแก้ไขอุปสรรคขวากหนามและจัดให้มีการเลือกตั้งที่สุจริต

ทั้งนี้ข้อเสนอในทิศทางข้างต้นมีการประเมินในเชิงตรรกะของ “โอกาส” ที่แท้จริงว่าค่อนข้างยากที่พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเสียงอันดับ 1 และหาก พปชร. ได้คะแนนอันดับ 2 หรือ 3 ซึ่งวิเคราะห์กันว่ายากที่จะได้ที่ 2 และถ้าได้คะแนนอันดับที่ 3 พลเอกประยุทธ์ จะไม่สามารถเป็นนายกฯได้อย่างสง่างาม เนื่องจากประชาชนเลือกคนอื่น 6 คน จาก 2 พรรค

อีกประการที่มีการประเมินคือ แม้ พปชร. สามารถจะใช้อำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 250 เสียง ไปต่อรองจนพรรคอื่นเข้ามาร่วม ก็ยากที่จะมีเสียงในสภาล่างเกิน 250 เสียง เว้นแต่ว่า หนึ่งในสองขั้วใหญ่มาร่วมรัฐบาล คือขั้วเพื่อไทย ที่มีอยู่ 3 พรรค กับขั้วประชาธิปัตย์ ถ้า 2 ขั้วนี้ไม่มาร่วม รัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐไม่มีทางได้ 250 เสียง ซึ่งโอกาสที่ขั้วเพื่อไทยจะมาร่วมนั้นแทบไม่มี ส่วนขั้วพรรคประชาธิปัตย์จะมาร่วมได้ในกรณีเดียวที่พอจะดูดีคือ พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนที่ 1 หรืออย่างน้อยได้คะแนนที่ 2 แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนเสียงมากกว่า พปชร. แล้วพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลโดยยอมให้ “นายกลุงตู่” เป็นนายก ก็จะเป็นผลเสียต่ออนาคตของ พรรคประชาธิปัตย์อย่างมาก

กระนั้นในทางกลับ ไม่ว่าจะมาจากงื่อนไขใดเมื่อถึงเวลานั้น ถ้า ปชป. เกิดยอมเข้าร่วมและยอมให้ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ตั้งรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาล่าง โดยความเป็น “พล.อ.ประยุทธ์” ที่แม้ปากบอกจะพยายามปรับโทนพร้อมเป็นนักการเมืองแต่ชีวิตจริง เมื่อเข้าโหมดการเมืองจริง ก็ดูยากที่จะ “ควบคุมอารมณ์” กับนักการเมืองเขี้ยวลากดินเต็มสภา ที่พร้อมรุมกินโต๊ะให้สติแตกจนไม่เป็นอันทำอะไร

เรียกว่าคิดสารตะรวมแล้วทุกอย่าง ดูจะเป็น “ผลเสีย” มากกว่า “ผลดี” หาก “นายกลุงตู่” จะตกปากรับคำ “ไปต่อ” แบบ “บัญชีนายกฯ พปชร.”

ทั้งหมดทั้งมวล เป็นที่มาว่ายิ่งงวดใกล้ “นายกลุงตู่” ยิ่งออกอาการ ทำนอง “เผื่อใจไว้แล้วว่า อาจไม่ได้ เป็นนายกฯ แถมเปรย ว่า อะไรที่ประชาชนคาดหวังก็อยากทำให้ดีที่สุด โดยพร้อมสำหรับทุกอย่าง แต่อยู่ที่ประชาชน”

 

Tags

ข่าวน่าสนใจ

Close