รับรุกบุกฐานที่มั่น?

ใน “ความชัดเจน” ที่กลายเป็น “ความไม่ชัดเจน” จนมาถึง “ความพยายามให้ชัดเจน” ท่ามกลาง “แรงกดดัน” จากกระแสสังคมโดยเฉพาะซีกข้างฝ่ายตรงข้ามอำนาจรัฐปัจจุบัน ที่หวาดระแวงแคลงใจ “ตัวละคร” ในโครงสร้างอำนาจอยู่แล้ว ภายใต้ “เงื่อนไขใหม่” ที่เพิ่งถูกหยิบมาแทรกในจังหวะทุกอย่างกำลังดำเนินไปตาม “โรดแมปเลือกตั้ง” ที่ประกาศชัดหลัง “ปลดล็อก” ตั้งแต่ 11 ธ.ค. 2561 แต่กลับเกิดกรอบของ “เงื่อนไขใหม่” ขึ้นในต้นปี ที่ทำให้ต้องขยายเวลาเลือกตั้งออกไป อีกทั้งยังเกิดความสับสน “การตีความ” ในรัฐธรรมนูญ ม.268 และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ในความหมาย “จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ” ใน 2ก้อนเวลา คือ 150 วันและ 60 วัน เกิดการ “โยนกลอง” กันไปมาระหว่าง รัฐบาล กกต. ไปจนถึง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่หมดหน้าที่ไปแล้วซึ่งประสานเสียงเดียวกันกับรัฐบาลคือ “แยกก้อน” 150+60 มีเพียง กกต. โดยประธาน กกต.ที่จนถึงวันวาน (10ม.ค.) ก็ยังคงยืนยันว่าจะทำให้เสร็จในกรอบเวลา150วัน…

ที่ทำให้แรงกดดันทั้ง “บน-ล่าง” ทั้ง “ภายใน” และ “ภายนอก” ทั้งจาก “คนกันเอง” ไปจนถึง “คนไม่กันเอง” ที่อยู่คนละขั้วข้าง โดยเฉพาะ “ตัวละครเอก” อย่าง “สองพี่น้อง” ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ที่เคลื่อนขยับ “เตะตัดขา”  ทำลายเครดิต คสช..และคณะ ตลอดเวลา ที่ถึงที่สุด ทุกอย่างก็พุ่งย้อนกลับไปที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งมีความชัดเจนว่า วันเลือกตั้ง 24 ก.พ. 62 ถูกขยับออกไปเรียบร้อยแล้ว โดยการ “แสดงผล” ผ่านการยังไม่มีการ “ประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง” ที่แต่เดิมคาดหมายกันว่าจะออกมาในวันที่ 2 ม.ค. 62
เป็น “แรงกดดัน” อันเป็นที่มาให้ล่าสุด (10ม.ค.) “นายกลุงตู่” ถึงกับบ่นดังๆว่า “เหนื่อย” และไม่อยากจะยืดเยื้อแต่ก็ยังยันยันว่า การเลือกตั้งต้องดำเนินการให้สงบเรียบร้อยที่สุด และสิ่งสำคัญที่สุดคือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองไม่ควรเอาอะไรมาพัน เป็นเรื่อง “การทำงาน” ที่ต้องทำให้ได้เพื่อความสงบเรียบร้อย ทั้งการเลือกตั้ง และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต้องไปด้วยกันได้ ก่อนจะตัดสินใจคลอดเพลงที่แต่งอันดับ 7 “ในความทรงจำ” ออกมา ที่มีท่วงทำนองเนื้อหาคล้าย 6 เพลงที่ผ่านมา คือเตือน “ความทรงจำ” กับสังคม ถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อ 5 ปีก่อนที่ คสช. เข้ามาคลี่คลายจนสงบมาถึงทุกวันนี้

ขณะที่ในจังหวะการประชุมคลี่รายละเอียด กำหนดการงานพระราชพิธีเมื่อวันวาน (10ธ.ค.) “วิษณุ เครืองาม” ก็ถือโอกาสส่ง “สัญญาณ” ออกมาอีกละลอกเพื่อแก้ข่าวร่ำลือโจมตี ว่ารัฐบาล คสช. โดย กางปฏิทิน ระบุตีวง ว่า พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งจะมีการประกาศในเดือนนี้ และวันหย่อนบัตรเลือกตั้งจะไม่เกินมีนาคมนี้ พร้อมยืนยันว่า 150 วัน กับ 60 วันนั้นแยกจากกัน คือ ต้องเลือกตั้งให้เสร็จก่อน จากนั้นถึงจะนับระยะเวลาการประกาศผลต่อไป อีก 60 วัน ก่อนไขข้อคาใจ “กลุ่มต้านการเลือกตั้ง” ว่า คสช. จะไม่มีการใช้ ม.44 ไปขยายกรอบ 150 วัน เพราะใช้ไม่ได้ และที่ผ่านมา คสช. ไม่เคยใช้ ม.44 ขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือแก้รัฐธรรมนูญ และยืนยัน ขณะนี้ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งยังไม่มีการโปรดเกล้าฯลงมา และย้ำว่ารัฐบาลไม่อยู่ในฐานะที่จะประกาศได้ ไม่ใช่เก็บเอาไว้ไม่ประกาศ

แต่ที่น่าสนใจในจังหวะคู่ขนาน คือ บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของบรรดาพรรคการเมือง โดยเฉพาะที่ถูกจับตาคือ “พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคพลังประชารัฐ” รวมถึงพรรคของลุงกำนัน กับ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่ของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ที่ จ.เชียงราย และ จ.พะเยา ทั้งปมการแฉฝ่ายรัฐส่งตำรวจมาติดตามความเคลื่อนไหว และ ปมหนังสือยกเลิกไม่ให้ใช้พื้นที่ปราศรัยหาเสียงในสนามกีฬา โดยอ้างว่าเป็นสถานที่ราชการจาก อบจ.พะเยาจนต้องเปลี่ยนเป็นการปราศรัยบนรถ ในขณะที่ห่างไป 1 ก.ม. มีเวทีหาเสียงของ พรรคพลังประชารัฐ ที่มี “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือคุม โดยใช้สถานที่วิทยาลัยเทคโนโลยีวงศ์กาญจนา ทั้งนี้ เวทีการปราศรัยของ พปชร. ก็มีเจ้าหน้าที่จาก อบจ. และ จนท.ตำรวจมาคอยอำนวยความสะดวก ซึ่งมีประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยกว่า 5,000 คน
น่าสนใจที่ปรากฎการณ์นี้ กำลังถูก “ขยายผล” เป็นภาพการใช้ “อิทธิพล” ทั้งจากอำนาจรัฐ และ อำนาจนอกรัฐ แบบ “บนดิน-ใต้ดิน” ในการดำเนินการกับ “คู่แข่ง” ในสนามเลือกตั้งหรือไม่ โดยที่ “รัฐบาล คสช.” ถูกมองว่าเป็นเนื้อเดียวกันกับ “พรรคพลังประชารัฐ” ตั้งแต่โลโก้ ไปจนถึงความเป็นมาที่กำลังเป็นไปกับบทบาท “4รัฐมนตรี” ที่สวมหมวกทั้ง “กรรมการ” และ “ผู้เล่น” ยิ่งกับ “พรรคเพื่อไทย” ยิ่งชัดในการถูก “รุก” เข้าสู่ “ฐานที่มั่น” ภาคเหนือในหลายรูปแบบทั้ง “บนและล่าง” จน “คนแดนไกล” นั่งไม่ติดต้องออกมาขยับแบบถี่ยิบ (อ่าน : ตรวจแนวรบ พปชร. รุก พท. เหนือ-อีสาน) น่าสนใจว่า ในจังหวะถัดไป ตามโปรแกรมครม.สัญจร “นายกฯลุงตู่” มีนัด ขนคณะชุดใหญ่ขึ้นเหนือไปประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่–ลำปางอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ก็ยิ่งทำให้อุณหภูมิการลงพื้นที่หาเสียงของสองพรรคที่เป็นขั้วหลักความขัดแย้งร้อนแรงเข้มข้นอย่างน่าจับตายิ่ง

ข่าวน่าสนใจ

Close