เลือกตั้ง62การเมือง3ก๊ก?

น่าสนใจในเส้นทางการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เมื่อมีการประกาศ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งแล้ว กกต. จะออกประกาศวันเลือกตั้ง วันรับสมัคร และจำนวน ส.ส. เขต ภายใน 5 วันนับจากประกาศ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งทึ่คาดว่าเป็นวันนี้ (4ม.ค.62) ซึ่ง คสช. จะปลดล็อกทางการเมืองให้พรรคดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ โดยในช่วงเดือนมกราคม 2562 จะมีการเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.-ต้องยื่นรายชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชี ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในห้วงกลางเดือนมกราคม ที่จะเป็นการ ”ให้ภาพการเมือง” ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับ การจับขั้วข้างหรือก๊กการเมืองในการเดิมเกมไปสู่การกุมสภาพอำนาจ หลังการตัดสินใจเลือกจากประชาชน ที่ควรยิ่งที่จะ ”ทบทวน” ”บริบทท่าที” การเคลื่อนไหวหรือ ”นัยยะ” กลเกมของแต่ละพรรคการเมืองในการผนึกรวมหรือการจับมือกัน นอกเหนือไปจาก ภาพการนำเสนอ ”ตัวบุคคล” และ ”นโยบาย” ของแต่ละพรรคในการหาเสียงให้”ประชาชน”ตัดสินใจในวันที่ 24 ก.พ. 2562

น่าสนใจในความคมชัดขึ้นเรื่อยๆว่า พรรคแคนดิเดตที่จะมาวิน ขนาดใหญ่ ที่มีโอกาสได้เสียงจำนวนมากที่สุด หรือมากในอันดับลดหลั่นลงมา พอที่จะมีความชอบธรรม ในการนำการจัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องมีเสียงในสภาล่างไม่น้อยกว่า 250 เสียง จะถูกโฟกัสอยู่3พรรค ที่เปรียบคล้ายเป็น ”3ก๊กอำนาจ” ไม่ว่าจะเป็น พลังประชารัฐ เพื่อไทย หรือ ประชาธิปัตย์

น่าสนใจที่จะย้อนกลับไปดูการวิเคราะห์ ของ ”ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง สถาบันพระปกเกล้า ก่อนหน้านี้ ที่แบ่งกลุ่มพรรคการเมืองในศึกเลือกตั้งปี 2562 นี้ ไว้เป็น 3 ก๊กด้วยกัน โดยประกอบด้วย
-ก๊กแรก กลุ่มพรรคเพื่อไทย และพันธมิตร
-ก๊กสอง กลุ่มพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
-ก๊กสาม กลุ่มพรรคที่ยังไม่ประกาศจุดยืน
สำหรับ ก๊กแรก กลุ่มพรรคเพื่อไทย และพันธมิตร ประกอบด้วย
-พันธมิตรชั้นใน เป็นกลุ่มที่ถูกวางหมากให้แยกกันตี คือ
“เพื่อไทย” นำโดย พ.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
“ไทยรักษาชาติ” นำโดย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช จาตุรนต์ ฉายแสง และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำกลุ่มเสื้อแดง
โดย 2 พรรคนี้เป็นพรรคที่ประกาศจุดยืนรักทักษิณ ถูกวางกลยุทธ์แยกกันตี โดยเพื่อไทย ที่เป็นพรรคหลัก จะเน้น ส.ส.แบบแบ่งเขต ขณะที่ การเลือกตั้งครั้งก่อนแพ้ 150 เขต จะวางหมากให้ไทยรักษาชาติลงแข่ง โดยไม่เน้นชนะที่เขต แต่เก็บคะแนนจากที่เคยได้มากที่สุด เพื่อสะสมรวมกันเป็นบัญชีรายชื่อ
“เพื่อชาติ” นำโดยสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งเป็นอดีตแกนนำกลุ่มเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ และ นปช. ที่มีฐานสมาชิกทั่วประเทศ
“เพื่อธรรม” นำโดย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และนลินี ทวีสิน หนึ่งในแผนกลยุทธ์แยกกันตี เพื่อชิง ส.ส. เขต แต่คาดว่า อาจจะไม่ส่งผู้สมัครลง

ส่วน พันธมิตร ชั้นนอกของก๊กนี้ เป็นพรรคอิสระ ที่แสดงจุดยืนไม่เอาคสช. ถ้ามีโอกาส ก็พร้อมร่วมรัฐบาลกับกลุ่มเพื่อไทย ประกอบด้วย…
“ประชาชาติ” นำโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา แกนนำกลุ่มวาดะห์
“เสรีรวมไทย” นำโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. เจ้าของฉายา วีรบุรุษนาแก และมือปราบตงฉิน
“อนาคตใหม่” นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล
“เกียน” นำโดย นำโดย บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์
“สามัญชน” นำโดย เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์
ถัดมา สำหรับ ก๊กสอง กลุ่มพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบด้วย
“พลังประชารัฐ” นำโดย อุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร
“ประชาชนปฏิรูป” นำโดย ไพบูลย์ นิติตะวัน
“รวมพลังประชาชาติไทย” นำโดย ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และสุเทพ เทือกสุบรรณ
ส่วน ก๊กที่สาม กลุ่มพรรคที่ยังไม่ประกาศจุดยืน ประกอบด้วย
“ประชาธิปัตย์” นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
“พลังธรรมใหม่” นำโดย นพ.ระวี มาศฉมาดล
“ภูมิใจไทย” นำโดย อนุทิน ชาญวีรกุล และศักดิ์สยาม ชิดชอบ
“ชาติไทยพัฒนา” นำโดย กัญจนา ศิลปอาชา และวราวุธ ศิลปอาชา รวมทั้ง มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นั่งประธานที่ปรึกษา
“ชาติพัฒนา” นำโดย เทวัญ ลิปตพัลลภ และ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
“พลังท้องถิ่นไท” นำโดย ชัชวาลย์ คงอุดม

ขณะก็น่าสนใจพิคราะห์ไปในมุมวิเคราะห์ของ ”ไพศาล พืชมงคล” กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ประเมินผ่านปรากฎการณ์ท่าที การแถลงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนหน้านี้ ว่า จากที่เคยอึมครึมกันอยู่ว่าจะยืนอยู่ข้างไหน เอาข้างไหน โดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ได้แถลงอย่างเป็นทางการว่าไม่เอาด้วยกับพรรคพลังประชารัฐ และถ้าทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐยังเป็นชุดเดิมก็ไม่มีทางที่จะร่วมงานกันได้ ซึ่งการแถลงดังกล่าวทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีสถานะเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะสถานการณ์ทางการเมืองจากผลโพลและกระแสทั้งหมดที่ออกมานั้นสามารถจัดก๊กการเมืองได้เป็น 3 ก๊ก และ 1 กลุ่ม คือ
ก๊กแรก คือก๊กที่สนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งทั้งสามพรรคนี้มีอดีต ส.ส. รวมกันประมาณ 85 คน โดยมีกลุ่มนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นขุนพลใหญ่ในการรณรงค์เลือกตั้งทั่วประเทศของพรรคพลังประชารัฐ
ก๊กที่สอง คือก๊กที่ต่อต้านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และสนับสนุนนายทักษิณ ชินวัตร ได้แก่พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคอนาคตใหม่
ก๊กที่สาม คือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ต้น และวันนี้ก็แถลงไม่ร่วมด้วยกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก๊กนี้อาจจะรวมพรรคพลังธรรมใหม่ด้วยก็ได้ เพราะเคยประกาศไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจของ คสช. แต่ก็ปฏิเสธนายทักษิณ ชินวัตร
กลุ่มที่สี่ ได้แก่พรรคซึ่งยังไม่ชัดเจนในทางการเมืองว่าจะเอาข้างไหน สนับสนุนใครกันแน่ ได้แก่พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา ซึ่งทั้งสามพรรคนี้เคยร่วมหัวจมท้ายกับพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยมาแล้ว
น่าสนใจ ว่า นายไพศาล ประเมินว่า การกลับคืนสู่อำนาจนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสองประการสำคัญคือ
ประการแรก ต้องได้รับคะแนนเสียงในการประชุมรัฐสภา ซึ่งมี ส.ว. 250 คน ร่วมลงคะแนนเสียงด้วย จำนวนไม่น้อยกว่า 376 เสียง จึงจะสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้
ประการที่สอง จะต้องมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ นั่นคือจะต้องมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเกิน 250 คน และปกติก็ต้องมีถึง 280 คนจึงจะเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่

ดังนั้นสิ่งที่จะชี้ขาดในการทำหน้าที่เป็นรัฐบาลอย่างสง่างามจึงอยู่ที่เสียงในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแม้จะมี ส.ว.แต่งตั้งถึง 250 คน ก็มีอำนาจเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่มีอำนาจที่จะประคองรัฐบาลให้ดำรงอยู่ได้ ถ้าหากมีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งนี่คือสิ่งที่น่าระทึกใจ และจะต้องจับตาดูท่าทีของพรรคการเมืองต่าง ๆ ถัดจากวันปลดล็อกการเมืองเป็นต้นไปด้วย
ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพียงภาพร่าง ณ เวลาหนึ่งสำหรับการนำมาพิจารณา ที่สำหรับ การเมืองที่เป็นเรื่องการต่อรองผลประโยชน์นั้น เอาเข้าจริงเมื่อถึงเวลาที่ตัวเลขชัด สมการชัดในตรรกะ อาจบางที สิ่งที่บางตัวละครบางขั้วบางก๊ก อาจ มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนท่าทีทางการเมือง โดยอ้างว่า ยอม ”เสียสัจจะสัญญา” เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง เหมือนที่บางคนเคยทำก็เป็นได้

ข่าวน่าสนใจ

Close