แรงเสียดทาน”ลุงตู่”

น่าสนใจนัยยะความเคลื่อนไหวแสดงออกในหลายรูปแบบเชิงปฏิกริยาของบรรดา “พรรคการเมือง” กับ “ฝ่ายอำนาจ” ก่อนกำหนดนัดพูดคุยระหว่าง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กกต. แม่น้ำห้าสาย กับ บรรดาพรรคการเมืองวันพรุ่งนี้ (7ธ.ค.)  (อ่าน : วงถกคสช.-กกต.เหลือแค่ทีมหนุน”บิ๊กตู่”) 

น่าสนใจแต่ละบริบทอันสะท้อนภาพบางประการของน้ำหนักการมีอยู่แห่งสถานะ “อำนาจปัจจุบัน” ที่กำลังถูกพยายามให้จางลงไปในภาวะการการเดินไปสู่กระบวนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ถูกทายท้าจากฝ่ายการเมือง แฝงในท่วงทำนองการเรียกร้องถึงสถานะ “คู่แข่งขัน” ในสนามศึกเลือกตั้ง โดยให้ละวางซึ่ง” หมวกแห่งอำนาจ” ลงเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ พร้อมๆ กับการพยายามรุกเร้าให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ในฐานะ “แคนดิเดตนายกฯ” ที่จะเสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐ แสดงตนชัดเจน

เป็นการแสดงออกในทิศทาง “ปฏิเสธ” และ “ไม่ให้ความร่วมมือ” กับ “กิจกรรม” การประชุม ที่ คสช. โดย “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นเจ้าภาพ และนั่งหัวโต๊ะ เพื่อแจกแจงแผนการเดินไปสู่การเลือกตั้ง ไล่เรียงตั้งแต่ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่จัดอีเว้นท์เดินขบวนสนับสนุนให้กำลังใจพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่สนับสนุน คสช. ในการแทรกแซงการจัดการเลือกตั้ง ณ ที่ทำการพรรคต่างๆระหว่างวันที่ 6-7 ธ.ค.

ขณะที่พรรคการเมืองใหญ่อย่างเพื่อไทย ก็ชัดเจนว่าจะไม่ไปร่วม แถมใช้เป็นจังหวะทิ่มแทงกลับ “ดิสเครดิต” “พล.อ.ประยุทธ์” โดย “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” อ้างหลักการ การจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต. ทุกครั้งเพื่อไทยก็ไปประชุม แต่หนนี้มองว่ารัฐบาลและ คสช. ซึ่งอยู่ในฐานะที่ตนเองจะเป็น “แคนดิเดตนายกฯ” รวมถึงตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้วจะมาจัดการการเลือกตั้งอีก รวมถึงการใช้มาตรา 44 อีก ซึ่งไม่ถูกต้อง ไปแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร และที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ระบุว่า พรรคการเมืองไม่เข้าร่วมเพราะไม่อยากเลือกตั้งนั้น ยืนยันว่าทำตามกติกากฎเกณฑ์อย่างแท้จริง มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ก็ต่อเมื่อปล่อยให้ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระสามารถทำงานได้อย่างอิสระอย่างแท้จริง ไม่สนับสนุนการครอบงำ กกต. จากอำนาจมาตรา 44 ของ คสช. หรือจากรัฐบาล รวมทั้งการครอบงำฝ่ายรัฐบาลในกรมกองของกระทรวงต่างๆ ด้วยอำนาจของรัฐบาล และพรรคการเมืองในนามของรัฐบาล

เช่นเดียวกับท่าทีจากพรรคใหญ่อีกพรรคอย่างประชาธิปัตย์ ที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ใช้จังหวะนี้โชว์เก๋าแบบหล่อๆ ยืนยันไม่ไปร่วมประชุมกับ คสช. เช่นกันพร้อมย้ำ ปชป. จะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยเรื่องขั้วอำนาจสนับสนุนใคร แต่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อีกทั้งแนวทางของ พปชร. ในการบริหารงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การโยกย้ายฝ่ายการเมือง การรวมศูนย์อำนาจ เหล่านี้ที่แสดงออกมา มีแนวทางไม่สอดคล้องกับ ปชป. ขณะที่เมื่อหันไปมองพรรคขนาดกลางส่วนใหญ่จะสงวนท่าที และยังคงจะมาร่วมประชุม กับ คสช.

ที่ก็ยิ่งเป็นตอกย้ำน้ำหนัก เมื่อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ออกมาย้ำภาพเส้นทางการ “สนับสนุนการไปต่อ” ในความได้เปรียบทางการเมือง ของ “พล.อ.ประยุทธ์” ว่า จากประสบการณ์ทางการเมืองเวลานี้ “พล.อ.ประยุทธ์” มีโอกาสง่ายกว่าคนอื่นที่จะเป็น นายกฯอีกสมัย เพราะ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจในการแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิภา (ส.ว.) ตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดในบทเฉพาะกาล และ ส.ว. เป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.

น่าสนใจว่าการประชุม คสช. พรรคการเมืองวันที่ 7 ธ.ค. นี้ ในทางหนึ่ง ทำให้ฝ่าย คสช. เห็นภาพชัดมากขึ้นกับสภาพการ “ยกแรก” ก่อนการปลดล็อกการเมือง หลังกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้ 11 ธ.ค. ที่ฝ่ายการเมือง ทำท่าว่าไม่น่าจะรามือไว้ไมตรีกับ “นายกลุงตู่” ซักเท่าไหร่ในสนามศึกเลือกตั้งแม้ว่าในด้านอนาคต “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีข่าวเป็นผู้รับสาร “ดีลลับ” จาก “พล.อ.ประวิตร” จะไม่ถึงขนาดปิดประตูตายนักกับ “สมการ” ระหว่าง ปชป. กับ พปชร. หลังการเลือกตั้ง

แต่ที่แน่นอนเวลานี้ก่อนเลือกตั้ง แรงกดดันให้ “ลาออก” จากตำแหน่งนายกฯ หน.คสช. จะยิ่งดังแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่นับรวม แรงกดดัน 4 รมต. ที่ประกาศไว้นานแล้วว่าจะ “ลาออก” ไปทำหน้าที่ในพรรคพลังประชารัฐแต่ก็ยังไม่ลาออกแถมยังมีข่าวว่าอาจเปลี่ยนใจเพราะเช็คข้อกฎหมายแล้ว ที่ก็ย่อมถูกกดดันหนักเช่นกัน ซึ่งโดยรวมก็คือการกดดันไปที่ “นายกลุงตู่” ให้ก้าวขาลงมาเป็น “ผู้เล่น” อย่างเต็มตัว

ที่แน่นอนการแสดงสปิริตเช่นว่าของ “นายกลุงตู่” น่าจะมีการประเมินแล้วว่า ผลที่ตามมาเต็มไปด้วย ความสุ่มเสี่ยงมากมาย ทั้งมิติอำนาจปัจจุบัน และอนาคต กับสถานการณ์ทั้งโหมดมั่นคง และการเมือง ที่ขนาดยังไม่ปล่อยมือจากดาบ ม.44 ยังถูกลองของขนาดนี้

 

 

 

 

 

 

ข่าวน่าสนใจ

Close